xs
xsm
sm
md
lg

ป่วนกันไปทั้งโลก!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 4 ลำโดนก่อวินาศกรรมนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)


สำหรับวันนี้...คงต้องสารภาพซะก่อนว่า แทบไม่รู้จะไปหยิบเอาเรื่องไหนมาว่ากันดี ระหว่างเรื่อง “สงครามการค้า” หรือจะเรียกว่า “สงครามเทคโนโลยี” ก็แล้วแต่ ของคุณพ่ออเมริกากับจีน หรือเรื่อง “สงครามเลือด” ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งออกจะมีแนวโน้มหนักไปทาง “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” ไปด้วยกันทั้งคู่!!!

เฉพาะแค่เรื่องรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ตัดสินใจขึ้นภาษีสินค้าเข้าจากจีนระลอกใหม่อีก 200,000 ล้านดอลลาร์ และจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเข้าอเมริกา มูลค่าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์แบบชนิดฉับพลัน-ทันที...ว่ากันว่า ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วงผลอยๆ ตัวเลขการซื้อ-ขายลบไปถึง 617 จุด ไม่ต่างไปจากแนสด่ง แนสแด็ก เอสแอนด์พง เอสแอนด์พี ต่างก็ตกจากหอคอย่นไปด้วยกันทั้งสิ้น ขณะที่สินทรัพย์ที่มีอัตราเสี่ยงน้อยที่สุด อย่าง “ทองคำ” ก็ได้จังหวะพุ่งพรวดไปอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้ว เมื่อถึง ณ ขณะนี้...

ส่วน “ราคาน้ำมัน” นั้น...นับจากนี้ ก็น่าจะอุตลุดชุลมุนวุ่นวายมิใช่น้อย หลังจากที่กองทัพอเมริกันได้ยกพหลพลโยธา ไม่ว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิด จรวดแพทริออท ฯลฯ เข้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ไปป้วนๆ-เปี้ยนๆ อยู่แถวๆ อ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ หน้าปากประตูบ้านของอิหร่านเขา อีกทั้งยังมี “ข่าวล่า-มาเรือ” จากสื่อฯ อเมริกันเอง อย่างเดอะ นิวยอร์ค ไทมส์ ที่ออกมาระบุว่ากองทัพอเมริกันมีแผนจะส่งกำลังทหารอีกถึง 120,000 นายเข้าไปในตะวันออกกลางเร็วๆ นี้ แม้จะเป็นแค่ข่าวลือ ข่าวปล่อย หรือข่าวลวง ตามที่ประธานาธิบดีอเมริกันออกมาแก้ข่าวเอาไว้แล้ว แต่โดยสีสันบรรยากาศของฉากสถานการณ์ที่มันชักออกไปทางลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ได้ทำให้สิ่งที่เรียกๆ กันว่า “อุบัติเหตุทางทหาร” อาจมีสิทธิ์ปะทุขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่แน่ แม้ว่าทั้งรัฐบาลอเมริกันและรัฐบาลอิหร่าน ต่างรู้ๆ กันอยู่ว่าถ้าเกิดการเปิดฉากสงครามขึ้นมาเมื่อไหร่ ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ...หนีไม่พ้นฉิบหายกับฉิบหายไปด้วยกันทั้งคู่...

แต่การที่จู่ๆ...เรือสินค้าและเรือขนส่งน้ำมัน 4 ลำ ของซาอุฯ และยูเออี ถูก “วินาศกรรม” เอาดื้อๆ ขณะกำลังแล่นออกจากเมืองท่า “Fujairah” ของยูเออี เลยช่องแคบฮอร์มุซไปไม่เท่าไหร่ บรรยากาศทำนองนี้นี่เอง ที่มันสามารถนำไปสู่การลุกขึ้นมา “ใส่” กันและกัน ชนิดเลอะตุ้มเป๊ะ เละตุ้มเป๊อะ กันไปข้าง เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ก่อวินาศกรรมจริงๆ ก็ตามที แต่ภายใต้ความพยายามกล่าวหาว่าอิหร่าน หรือผู้ที่ถูกเหมารวมว่าเป็น “ตัวแทน” (proxies) ของอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นพวกฮามาส พวกเฮซบอลเลาะห์ ไปยันถึงพวกกบฏฮูตีในเยเมนน่าจะตกเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ในสายตาของอเมริกา, อิสราเอล, ซาอุฯ และยูเออีอยู่แล้วแน่ๆ เพราะไม่เช่นนั้น...กองทัพอเมริกันที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อ “ตอบโต้ภัยคุกคามจากอิหร่านและตัวแทน” ตามคำประกาศของที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว อย่าง “นายจอห์น โบลตัน” ผู้ซึ่งกระเหี้ยนกระหือรือเสียเหลือเกิน กระหายที่จะทำสงครามกับอิหร่านชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหารมาโดยตลอด ก็คงไม่อาจหาเงื่อนไข-ข้ออ้าง พอที่จะเปิดศึกกับอิหร่านตามความปรารถนาและต้องการของตัวเองได้ง่ายๆ...

แม้ว่า...เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผู้ที่ก่อวินาศกรรมตัวจริง อาจเป็นหน่วย “มอสสาด” ของอิสราเอล ที่เคย “วินาศกรรมเรือรบอเมริกัน” ฆ่าทหารอเมริกันตายถึง 34 ราย เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1967 แต่ด้วยขีดความสามารถในการ “ป้ายขี้” ให้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายอียิปต์ไปแทนที่ การวินาศกรรมครั้งนั้นก็สามารถชักลากกองทัพอเมริกันให้เข้ามาเปิดฉากสงครามในตะวันออกกลางมาแล้วก่อนหน้านี้ หรือไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ว่าได้ ดังนั้น...การออกมาตั้งข้อสังเกตของโฆษกรัฐสภาอิหร่าน “นายBehrouz Nemat” ว่ากรณีวินาศกรรมเรือ 4 ลำในน่านน้ำยูเออีนั้น...ไม่ใช่อะไรอื่นนอกซะจาก “ความซุกซนของอิสราเอล” ก็จึงเป็นเรื่องที่คงต้องฟังหู-ไว้หู อย่างมิอาจปฏิเสธได้...

แต่ก็นั่นแหละ...แม้ยังไม่อาจรู้ชัดเจนว่าใครคือผู้ก่อวินาศกรรมตัวจริง เผอิญพวก “กบฏฮูตี” ในเยเมน ซึ่งแม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่อิหร่านสามารถหันขวา-หันซ้ายได้เสมอซึ่งเคยยิงจรวดโจมตีสนามบินนานาชาติของซาอุฯ โจมตีฐานบัญชาการกองทัพพันธมิตรของซาอุฯ มาโดยตลอด เขาเกิดได้จังหวะในการส่งเครื่องบินโดรนเข้าไปโจมตีสถานีสูบน้ำมันบริษัท “Aramco” ของซาอุฯ ลึกเข้าไปในพรมแดนซาอุฯ แถบเมือง “Al-Duwadimi” และเมือง “Al-Afif” พังพินาศกันไปไม่น้อย ชนิดท่อขนส่งน้ำมันวันละ 3 ล้านบาร์เรล จากฟากตะวันออกมายังตะวันตก ต้องหยุดส่งเอาดื้อๆ เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมานี้นี่เอง หรือช่วงใกล้ๆ กับที่เกิดการวินาศกรรมเรือ 4 ลำในยูเออี สิ่งเหล่านี้...ก็เลยยิ่งทำให้ฉากสถานการณ์มันยิ่งลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศหนักขึ้นไปใหญ่ หรือทำให้โอกาสที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “อุบัติเหตุทางทหาร” มันยิ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเท่านั้น ชนิดที่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ “นายเจเรมี ฮันท์” (Jeremy Hunt) แม้ว่าจะเพิ่งพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา “นายไมค์ ปอมเปโอ” ไปหมาดๆ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรารภ รำพึงกับผู้สื่อข่าวหลังจากนั้นว่า... “สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับกรณีอิหร่านในขณะนี้ ก็คืออุบัติเหตุที่จะนำไปสู่สถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา”...

อย่างไรก็ตาม...โดยสรุปรวมความแล้วไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะถูกยกระดับ ถูกพัฒนาไปในรูปไหนก็แล้วแต่ ความพยายามข่มขู่ คุกคาม พยายามไล่บด ไล่บี้ ประเทศอิหร่านของคุณพ่ออเมริกา ชนิดกะจะให้ “การส่งออกน้ำมันต้องเหลือศูนย์” ให้จงได้ เอาไป-เอามาแล้ว...มันกลับกลายเป็นตัวคุกคามเสถียรภาพราคาน้ำมันไปด้วยในตัว เพราะไม่เพียงแต่ปริมาณน้ำมันอิหร่านที่ว่ากันว่าจะต้องหายไปจากตลาดไม่น้อยกว่าวันละเป็นล้านล้านบาร์เรลแล้ว สิ่งที่เรียกว่า “อุบัติเหตุทางทหาร” ซึ่งมีแนวโน้มสามารถเกิดขึ้นได้ชนิดนับเป็นนาทีต่อนาที โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันไม่น้อยไปกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก ย่อมทำให้โอกาสที่จะเกิด “วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 20” ในรอบ 40 ปี อย่างที่ “Dr.Phillip Verleger” ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันแห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เคยคาดการณ์เอาไว้ในเว็บไซต์ “Oilprice.com” เมื่อไม่นานมานี้นั่นแหละว่าโอกาสที่ระดับราคาน้ำมัน จะทะลุไปถึง 114-126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล...ใช่ว่าจะไม่มีเอาซะเลย!!! และนั่นย่อมส่งผลให้โลกทั้งโลก หนีไม่พ้นต้อง “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” ไม่น้อยไปกว่าเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกานั่นเอง โดยที่ทุกสิ่งทุกอย่าง...ล้วนแล้วแต่มีต้นเหตุ หรือมีเหตุปัจจัยมาจากคุณพ่ออเมริกาล้วนๆ...
กำลังโหลดความคิดเห็น...