xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์พาโลกเข้าสู่ 2 วิกฤต

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา


คนทั้งโลกที่สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองกำลังเฝ้าจับตาประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำพาโลกไปสู่จุดเสี่ยงอีกครั้งหนึ่งด้านการค้าและการปะทะกันด้วยกำลังโดยไม่ใส่ใจว่าจะมีวิกฤตร้ายแรงยากที่จะระงับได้อย่างไร

ด้านหนึ่งก็ทำสงครามการค้ากับจีนและประเทศอื่นๆ แต่ในประเทศสหรัฐฯเกษตรกรอเมริกันและผู้บริโภคต่างก็เดือดร้อนไปตามกัน รวมทั้งธุรกิจที่นำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ จากจีนด้วย

ด้านหนึ่งทรัมป์เริ่มรุกหนักเหมือนกับอยากจะทำสงครามกับอิหร่านด้วยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น บรรทุกเครื่องบินรบได้ 40 ลำไปแสดงแสนยานุภาพให้อิหร่านได้เห็นเหมือนกับเป็นมาตรการป้องปรามว่าอิหร่านอย่าคิดทำอะไรจนเกินเลยไป ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นฝ่ายหาเรื่องมาโดยตลอดนับตั้งแต่การถอนตัวจากสนธิสัญญาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่อิหร่านลงนามกับหลายประเทศ

แต่เรื่องนี้มีข่าววงใน ในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าผู้นำโดนัลด์ ทรัมป์และที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงสายเหยี่ยวสุดๆ คือจอห์น โบลตัน มีแผนที่จะระดมกำลังทหารมากถึง 120,000 คนเพื่อไปประจำการในตะวันออกกลางเป็นการเสริมกำลังด้านกองทัพเรือและย้ำให้เห็นว่าอเมริกาเอาจริง

ทำให้คนตกใจว่าถ้าจะระดมกำลังทหารมากขนาดนั้นก็ไม่ต่างจากการที่สหรัฐฯ ได้เตรียมหน่วยรบในช่วงที่จะบุกอิรักในการทำสงครามครั้งแรกนั่นเอง และยิ่งทำให้คนเฝ้ามองสถานการณ์ต่างแปลกใจว่าทำไมอเมริกาจึงต้องพยายามเอาเป็นเอาตายกับ อิหร่านซึ่งถูกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า และการปิดล้อมทางธุรกรรมทุกอย่างโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรมานานหลายปี สร้างความลำบากให้กับประชาชนอิหร่าน และทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านอยู่ในสภาวะซบเซา

มาตรการเผชิญหน้ากับอิหร่านนั้นถูกมองว่าสหรัฐฯ พยายามจะหาเรื่อง ล่าสุดก็ตั้งข้อสงสัยว่าอิหร่านหรือว่ากลุ่มที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันที่จอดอยู่ในพื้นที่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และในอ่าวโอมาน ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับเรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเชื่อมโยงกับอิหร่าน

ดูแล้วไม่ต่างจากข้ออ้างก่อนบุกทำสงครามกับอิรักที่ว่า ผู้นำได้สะสมอาวุธร้ายแรงโดยสงครามครั้งแรกเป็นการปลดปล่อยประเทศคูเวต แต่ครั้งที่ 2 อ้างเรื่องอาวุธร้ายแรง ผลสุดท้ายหลังจากบุกทำลายอิรักจนย่อยยับก็ไม่ปรากฏว่ามีการค้นพบอาวุธแต่อย่างใด และไม่มีข้อแก้ตัวหรือข้ออ้างอะไรตามมาอีก

ผู้เคราะห์ร้ายก็คือชาวอิรักทั้งประเทศที่อยู่ในภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดและมีแต่การก่อการร้าย สงครามกลางเมืองยังไม่จบสิ้น

ก็ต้องดูว่าสถานการณ์ที่ทรัมป์นำประเทศต่างๆ เข้าสู่ภาวะเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจากสงครามการค้าและการเผชิญหน้ากับอิหร่าน จะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตร้ายแรงแค่ไหน

อิหร่านนั้นได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และมองว่ากำลังถูกหาเรื่องเพราะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันของผู้นำอเมริกา และประกาศว่าพร้อมที่จะต่อสู้ถ้าหากว่าถูกคุกคาม ขณะเดียวกันก็หันไปเตือนกลุ่มประเทศในยุโรปว่าอิหร่านอาจจะถอนตัวออกจากสนธิสัญญาเรื่องการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์และหันมาพัฒนารอบใหม่ แต่ก็มีเสียงเตือนจากยุโรปบางประเทศว่าอย่ากระทำเช่นนั้น

นี่เป็นการเผชิญหน้าอย่างแท้จริงและยังไม่รู้ว่าสหรัฐฯ จะใช้อิหร่านเป็นเป้าหมายในการแสดงแสนยานุภาพหรือไม่

สำหรับคนอเมริกันก็ต้องอยู่ในสภาพยอมรับไม่ว่าผู้นำจะดำเนินนโยบายและมาตรการที่ทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนเสียหายขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ เช่น ผู้ส่งออกฝ้าย และสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

เมื่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มีราคาสูงเพราะกำแพงภาษี ผู้นำเข้าจากจีนก็หันไปซื้อจากแหล่งอื่นทำให้ชาวนาอเมริกันมีปัญหาต้องหาตลาดทดแทนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผู้นำประเทศเปิดศึกไปทั่วทั้งยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก และนี่ก็ถึงเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ทำให้ชาวนาอเมริกันมีความกังวลว่าจะหาตลาดไม่ได้ถึงขั้นต้องทิ้งให้เน่าเสียหาย

ผู้นำเข้าสินค้าอย่างอื่นก็เช่นกันรวมถึงผู้บริโภคซึ่งต้องรับภาระต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าสารพัดที่นำเข้าจากจีน และไม่มีทางที่จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลซึ่งต่างจากบรรดาเกษตรกรซึ่งรัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุนชดเชยความเสียหายให้มากถึง 12 พันล้านดอลลาร์

แต่เกษตรกรก็รู้อยู่ว่าไม่มีทางที่รัฐบาลจะช่วยเหลือได้ตลอดไป แม้ผู้นำประเทศจะอ้างว่าการขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจากจีนทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นจากภาษี และรัฐบาลก็จะนำรายได้นี้ไปจ่ายให้ภาคอื่นๆ

เสียงคร่ำครวญของเกษตรกรสหรัฐฯ จะเข้าหูทรัมป์ หรือได้ยินแต่ไม่แคร์ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะขณะนี้สภาวะการเผชิญหน้ากันในสงครามการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจสองประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันธรรมดาเท่านั้น แม้แต่นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันยังมองได้ว่าการลุกลามของสงครามการค้านี้ได้เป็นสงครามส่วนตัวกับผู้นำจีนสี จิ้นผิงไปแล้ว

ทรัมป์เชื่อว่ามาตรการบีบคั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะทำให้จีนยอมสยบ และยินยอมให้กับแรงกดดันจากสหรัฐฯ

เราจึงเห็นการประลองกำลังทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแล้วจีนก็เป็นพันธมิตรของอิหร่าน

รวมทั้งซื้อน้ำมันจากอิหร่านด้วย และยังต้องดูว่าจะยอมละเว้นการนำเข้าน้ำมันดิบตามคำประกาศคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หรือไม่

ผลสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรอ แต่ช่วงนี้เห็นได้ชัดว่าตลาดหุ้นเกิดภาวะผันผวนรวมทั้งตลาดน้ำมันอันเนื่องมาจากการก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงจากราคาน้ำมันและการประกันภัยด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น...