xs
xsm
sm
md
lg

กำลังหวุดหวิดที่อิหร่าน (On The Brink)

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


เรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แม้จะเริ่มมีเลือดอาบกันทั่วหน้า, คำประกาศิตจากชายผมสีฟักทองผู้ครอบครองทำเนียบขาว ให้เริ่มเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 25% (สูงกว่าเดิมถึง 1 เท่าครึ่ง!) ในเวลาหลังเที่ยงคืนของวันพฤหัสฯ ย่างเข้าสู่วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นสินค้ามีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญ

และทางการจีนก็เพิ่งออกมาประกาศโต้ตอบด้วยตาต่อตา-ฟันต่อฟัน-ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านเหรียญเช่นกัน จะเป็นสินค้าหลายรายการที่อยู่ในลิสต์ที่จีนเพิ่งประกาศขึ้นภาษีไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว (ตอบโต้ที่สหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีรอบแรกมูลค่า 5 หมื่นล้านโน่น)

แม้เลือดอาบทั้งสองฝ่าย แต่ก็ดูจะพยายามเกทับกันชนิดที่มองออกว่า คงไม่ทำให้ต้องบาดเจ็บหนักจนตายกันทั้งคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าเ-จ-ร-จ-า กันต่อ และจะมีระฆังมาช่วยในกลางเดือนหน้านี้แหละ ในการพบกันข้างๆ เวทีประชุม G20 ที่เมืองโอซากา (หลังจากที่ปธน.ทรัมป์คุยโวว่า จะเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นพระองค์ใหม่ หลังเสด็จขึ้นเสวยราชย์คือ เข้าเฝ้าถวายพระพรเสร็จ ก็เข้าประชุม G20 ทันที)

ที่สำคัญคือ ทรัมป์คงประเมินว่าเศรษฐกิจของอเมริกายังขยายต่อไป (ก่อนที่จะเริ่มชะลอ—เพราะเศรษฐกิจขยายตัวมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา คงถึงจุดสูงสุดแล้ว—และจะเริ่มลงแน่นอนตาม Cycle อยู่แล้ว—งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา!) จึงคาดได้ว่า เศรษฐกิจอเมริกายังพอรับไหวต่อผลร้ายที่จะเกิดกับเศรษฐกิจอเมริกัน (ถ้ายังขึ้นภาษีนำเข้าอย่างบ้าดีเดือดไปนานเกินไป)

ยังไงๆ ทรัมป์ก็ต้องรีบจบสงครามการค้ารอบนี้; ก่อนหน้าการเลือกตั้งที่กำลังจะต้องเริ่มหาเสียงอีกครั้ง และประเด็นนี้ทางจีนก็รู้ดีอยู่ ถึงได้พยายามขอแก้ร่างข้อตกลงที่ทีมเจรจาได้ทำเอาไว้ในการเจรจารอบที่ 9 และ 10 โดยในรอบเจรจาที่ 11 ก็เริ่มขอแก้—ประเด็นสำคัญคือ การบีบให้จีนต้องแก้กฎหมาย ด้านการถ่ายโอนเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรทางปัญญา รวมทั้งการอุดหนุนวิสาหกิจจีนโดยรัฐบาลอุดหนุน (เช่น หัวเว่ย ถูกกล่าวหาจากสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลอุดหนุน—ไม่ใช่บริษัทมหาชนตามความหมายของสหรัฐฯ เป็นต้น) ซึ่งทางจีนบอกว่า การแก้กฎหมายเหมือนการเสียอธิปไตยต้องทำตามคำสั่งของสหรัฐฯ; และปธน.สีก็ต้องรักษาหน้าและต้องแสดงบทบาทขึงขังให้ชาวจีนได้ยังชื่นชมเขาต่อไป

จนทรัมป์ต้องทวีตข่มขู่แข็งกร้าวกับจีน รวมทั้งส่งตรงถึงปธน.สีเลยว่า อย่ามัวรีรอ (ซื้อเวลา-ด้วยทางจีนอาจอยากดูให้แน่ใจว่า ทรัมป์อาจไม่ได้กลับมาทำเนียบขาวเป็นวาระที่สองก็เป็นได้) เพราะถ้าเขากลับเข้ามารอบ 2 ล่ะก็ เขาจะยิ่งกร้าวและเข้มงวดกับสินค้าจีนมากกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำ

ด้านสงครามการค้าที่ยังไม่ถึงกับ Full Blown และอาจจบลงอย่างที่สหรัฐฯ ก็จะได้ตัวเลขขาดดุลการค้าลดลงจากจีนบ้างพอให้ทรัมป์ได้ใช้หาเสียงกับฐานเสียงของเขา และจีนก็จะต้องยอมสหรัฐฯ บ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องเสียหายมากมาย

และไม่น่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการสู้กันในศึกการค้าครั้งนี้

แต่แนวรบที่อิหร่านต่างหากที่กำลังเสียวไส้ว่า—อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา—ท่ามกลางเรือรบบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาถึง 2 ลำคือ USS Lincoln และ USS Arlington พร้อม B-52 (นกยักษ์ขนาดใหญ่สุดของเครื่องบินทิ้งระเบิด) รวมทั้งยานสะเทินน้ำสะเทินบก พร้อมระบบขีปนาวุธชนิดต่างๆ เพียบ ได้รีบบึ่งไปจอดรอฟังคำสั่ง (บุก) ที่ทะเลแดงติดๆ กับอ่าวเปอร์เซีย

คำอธิบายจากเพนตากอนและทรัมป์คือ ต้องส่งกองกำลังพร้อมรบนี้ไป เพราะอิหร่านกำลังคุกคามเสถียรภาพของตะวันออกกลาง (นัยคือ ความปลอดภัยของอิสราเอล, ซาอุฯ และพันธมิตรสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย คือ UAE ตลอดจนบาห์เรน, คูเวต เป็นต้น) หลังจากอิหร่านได้ประกาศว่า จะเลิกเงื่อนไขบางส่วนของสัญญา 5+1 ที่ได้ทำไว้กับรัฐบาลโอบามา, สหภาพยุโรปและยูเอ็น

อิหร่านรอมานานถึง 1 ปีเต็ม หลังจากทรัมป์ฉีกสัญญา 5+1 ทิ้ง โดยกล่าวหาว่าเป็นสัญญาที่แย่ที่สุด (เพราะโอบามาเป็นผู้ริเริ่มและผลักดันจนสำเร็จ) เพราะสหภาพยุโรปพยายามเกลี้ยกล่อมอิหร่านไม่ให้ฉีกสัญญาทิ้งเช่นกัน แต่ยุโรปก็กลัวจะถูกอเมริกาคว่ำบาตรถ้ายังญาติดีกับอิหร่าน

อิหร่านถูกคว่ำบาตรรอบนี้จากสหรัฐฯ—สาหัสมาก—ค่าของเงินร่วงไป 60% พร้อมเงินเฟ้อพุ่งปรี๊ดถึง 40% การลงทุนจากต่างประเทศที่จะร่วมกับเอกชนและรัฐบาลอิหร่านหยุดหมด ทั้งที่เพิ่งได้เริ่มต้นมาเมื่อ 2 ปีนี้เอง

แม้ปธน.(สายพิราบ) ของอิหร่าน ขณะประกาศงดเงื่อนไขในสัญญา 5+1 บางข้อ โดยอิหร่านคงต้องเดินหน้าพัฒนากากนิวเคลียร์ให้เป็นอาวุธ (จากโรงงานไฟฟ้าและโรงงานปรมาณูเพื่อสันติ—ทางการแพทย์ เป็นต้น)...แต่ก็ยังอุตส่าห์เปิดแง้มประตูไว้ว่า จะยังไม่เริ่มจนกว่าจะถึง 60 วัน เพื่อให้โอกาสสหภาพยุโรปและทั่วโลกช่วยดูว่า อิหร่านสมควรเดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์ไหม เพราะอิหร่านไม่ได้บิดพลิ้วทำผิดข้อตกลง 5+1 เลย แต่กลับถูกสหรัฐฯ เสียอีกเป็นฝ่ายทำผิดข้อตกลงโดยฉีกสัญญาทิ้ง อิหร่านก็ไม่มีทางเลือกอื่น!

ก่อนมาถึงนาทีที่อิหร่านประกาศเดินหน้าพัฒนานิวเคลียร์นี้ ก็ได้พยายามต่อรองอยู่หลายกระบวนท่า ไม่ว่าจะข่มขู่ว่า อาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะต้องผ่านออกมา รวมทั้งจะเดินหน้าทดลองขีปนาวุธทั้งพิสัยกลางและพิสัยไกล (ICBM-ซึ่งจะเดินทางไกลไปถึงอเมริกาได้สบายๆ)

แม้ล่าสุด มีคำให้สัมภาษณ์จากผบ.กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ที่ให้สัมภาษณ์ใน The Guardian ว่า อยากให้คิดว่า นี่เป็นสงครามจิตวิทยาจากสหรัฐฯ และสหรัฐฯ คงไม่อยากใช้กำลังทหารหรอก (ซึ่งทางอิหร่านก็ไม่สะทกสะท้าน จะสู้ยิบตาสบายๆ)

แต่คนกระหายเลือด (สายซูเปอร์เหยี่ยวอย่างที่ปรึกษาความมั่นคง จอห์น โบลตัน-ชายหนวดงาม) ที่หายใจเข้า-ออกเป็น— “ใช้กำลังทหารเพื่อโค่นล้มการปกครอง” —เป็นสูตรที่เขาได้พร่ำพูดมาตลอด ทั้งกับอิหร่าน, เกาหลีเหนือ, เวเนซุเอลา

ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนแรงและตึงเครียด มีการเผชิญหน้าเต็มอัตราศึกขณะนี้ที่อ่าวเปอร์เซีย ถ้ามีอุบัติเหตุจากกระสุนของฝ่ายใดเกิดขึ้น—การนองเลือดย่อมหนีไม่พ้น—ราคาน้ำมันจะพุ่งกระฉูด และจะขยายวงกว้างเป็นสงครามได้ทันที!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...