xs
xsm
sm
md
lg

โลกร้อน-เป็นวิกฤตฉุกเฉินจริงๆ

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

ผู้ประท้วงที่ลอนดอนกดดันสภาผ่านมติประกาศภาวะฉุกเฉินเรื่องโลกร้อน
ขณะนี้ความร้อนระอุของมหานครกรุงเทพฯ เกิน 40 องศาไปนานแล้ว ถ้าไม่เชื่อต้องเอาเทอร์โมมิเตอร์ออกไปวัดกลางแดดตอนบ่าย 3 โมง (อย่าลืมสวมหมวกปีกกว้างตอนเอามันไปวางบนพื้นถนนคอนกรีตด้วย เดี๋ยวจะเป็นหวัดแดดหรือโรคขาดน้ำ) และอย่าไปเชื่อคำพยากรณ์อากาศของสถาบันใดๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เช่น ของ BBC บอกสูงสุดของกรุงเทพฯ คือ 38 องศา แต่ดิฉันวัดได้ 50 องศาเวลาบ่าย 3 โมง มันต้องพิสูจน์ด้วยตาและผิวของตนเองถึงจะรู้สึกแสบร้อนสาหัสขนาดไหน! นี่ขนาดเราอยู่ปี 2562 แล้วอีก 5 ปี- 50 องศาก็เอาไม่อยู่! อย่างที่ศ.Stephen Hawking ราชบัณฑิตและนักวิทยาศาสตร์ระบือนาม ท่านได้พร่ำเตือนเอาไว้ก่อนจะลาจากพวกเราไปว่า โลกเราจะร้อนจนอาศัยอยู่ไม่ได้ ตราบเท่าที่มนุษย์กำลังหลงระเริงไม่คิดว่าโลกจะเป็นเช่นนั้น กับการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างไม่บันยะบันยัง จนปลาวาฬต้องตายลงเพราะมีถุงพลาสติกอยู่ในท้องหลายร้อยกิโล และขยะพลาสติกมีลอยเต็มเป็นเกาะอยู่กลางแทบทุกมหาสมุทร แม้ใกล้ๆ เกาะ Maldives ดินแดนที่สวยงามที่สุดในโลกแห่งหนึ่งยังมิเว้น!

คำเตือนด้วยความเป็นห่วงนั้น ท่านเน้นว่า ปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนขนาดนี้ ก็เพราะเราเหล่ามนุษย์เป็นผู้กระทำเอง ส่วนใหญ่เพราะไม่รู้ว่ากำลังผลักดันโลกไปสู่จุดที่ร้อนจนจะอยู่ไม่ได้ ต้องอพยพไปหาดาวดวงอื่นอยู่ (และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเห็นมหาเศรษฐีของโลกที่เป็นเจ้าพ่อด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Jeff Bezos แห่ง Amazon.com; Elon Musk แห่ง Tesla; Sir Richard Branson แห่ง Virgin; และอีกหลายคนถึงพยายามสร้างยานอวกาศที่จะหาทางไปตั้งรกรากในดาวดวงอื่น) เพราะอย่างที่ศ.Hawking ได้ทำนายเอาไว้ว่า จะมีฝนกรดทีเดียว! และยังย้ำว่ามีคนที่ยิ่งทำให้โลกร้อนเร็วขึ้นๆๆ...เป็นผู้ชายผมสีฟักทองอยู่ในทำเนียบขาว และพรรคพวกของเขา เช่น รมต.พาณิชย์ Wilbur Ross…เจ้าพ่อเหมืองถ่านหิน...เป็นคนที่ขายถ่านหินให้ประเทศไทยมาหลายตัน ตอนที่เราอยากเข้าทำเนียบขาวจนตัวสั่นนั่นแหละ!!

ก่อนหมดวาระของปธน.คลินตัน ใกล้สู่พ้นปีใหม่สหรัฐฯ ได้ไปลงนามใน Kyoto Protocol เพื่อให้ทั้งโลกช่วยกันหยุดยั้งการทำลายโลกให้สูญพันธุ์ด้วยโลกร้อน เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้ทำให้โลกร้อนเป็นอันดับหนึ่ง ผลัดการครองตำแหน่งสูงสุดนี้กับจีน ตอนนั้นจีนยังไม่พร้อมลงนาม ส่วนเจ้าภาพญี่ปุ่นนั้น เขาเสียวสันหลังว่าจะกลายเป็นประเทศแรกๆ ที่ต้องจมน้ำจากภาวะโลกร้อน เพราะน้ำแข็งก้อนมโหฬารทยอยละลายจากขั้วโลกทั้งสอง กลายมาเป็นเพิ่มระดับน้ำในทุกมหาสมุทรทั่วโลก (เพราะเรามีโลกเดียวกัน) และเกิดการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น กระทบกับวิถีชีวิตการเดินทางของฝูงปลา กระทบต่อแหล่งอาหารของญี่ปุ่น รวมทั้งการเกิดสึนามิและแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ขณะเกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเมื่อโลกร้อนขึ้นๆ

พอปธน.บุช (ผู้ลูก) ชนะเลือกตั้งปี 2000 (จาก Al Gore-ซึ่งต่อมาได้ทำหนังสารคดีเรื่อง The Inconvenient Truth จนได้รางวัลโนเบล) ก็เกิดเหตุการณ์ 9-1-1 ปี 2001 เขาประกาศไม่ร่วมกับ Kyoto Protocol เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียหายมากจากการถูกถล่มจากการก่อการร้าย และไม่สามารถให้วิสาหกิจอเมริกันต้องเพิ่มทุนด้วยการใช้มาตรฐานใหม่ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมา นั่นเป็นช่วงที่โลกเสียโอกาสไป 8 ปีกับบุช ที่สหรัฐฯ ไม่ได้มีปฏิบัติการใดๆ เพื่อกอบกู้โลกจากโลกร้อน

จนมาถึงปธน.โอบามา ที่ได้ไปร่วมลงนามในข้อตกลงปารีสเพื่อกอบกู้โลกจากภาวะโลกร้อน โดยมีทั้งจีน และอินเดีย พร้อมใจจะช่วยกันลดจนถึงเลิกการใช้พลังงานจากฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน รวมทั้งการลดใช้พลาสติกให้มากที่สุด และการปลูกป่าอย่างจริงจัง

เมื่อทรัมป์เข้าทำเนียบขาว เขาฉีกทิ้งข้อตกลงปารีส และตั้งรมต.ที่ปฏิเสธภาวะโลกร้อนอย่างเต็มที่ ที่กระทรวงมหาดไทย-มีการเลิกข้อห้ามการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในเขตป่าสงวน; EPA-หน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อม-เคยเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Nixon-ที่รวมงานจากหลายๆ กระทรวงมาตั้งเป็นสำนักงานใหม่ และถือเป็นสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของโลก-เคยมีผลงานทำให้ท้องฟ้าสีดำเหนือเมืองแอลเอ และชิคาโก กลายเป็นฟ้าใสได้ด้วยซ้ำ-ทรัมป์ก็ตั้งอดีตทนายความที่เคยทำงานให้บริษัทน้ำมันยักษ์ที่เป็นคู่ปรับของ EPA เขาเข้ามาปรับมาตรฐานควันดำควันพิษให้มีค่าต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ!; กระทรวงพลังงาน ก็มีรมต.ที่หันกลับไปสนับสนุนพลังงานจากฟอสซิลทุกรูปแบบ ไม่สนับสนุนพลังงานจากแสงแดดและลม-เพราะทรัมป์หาเสียงไว้ว่า จะสร้างงานให้แก่คนงานเหมืองถ่านหิน ที่กำลังเริ่มตกงานเพราะข้อตกลงปารีสจะให้ทั่วโลกเลิกใช้ถ่านหินในอีกไม่ช้านี้

ที่อังกฤษ มีการรณรงค์ถึงความเร่งด่วนของการให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินด้านโลกร้อนระอุ; 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีการชุมนุมขนาดใหญ่ที่ลอนดอนและเมืองใหญ่ๆ หลายเมือง มีการปิดถนนและสี่แยกต่างๆ เพื่อสร้างความกดดันและความตระหนัก ว่า ภาวะโลกร้อนนี้กำลังวิกฤต และถ้ามนุษย์เรายังโอ้เอ้เพลิดเพลินอยู่ อีก 3-4 ปีนี้ก็จะถึงจุดที่กู่ไม่กลับ ของการกอบกู้คือ มันเลยจุดที่จะแก้ไขได้ และจะไปสู่จุดที่มนุษย์จะทนความร้อนไม่ไหวใน 10 ปีนี้แหละ

ผู้ประท้วงที่ลอนดอน เป็นคนรุ่นเด็กเกิดหลังปี 2000 คือ พวกเจนเนอเรชัน “Z” หรือ Millennial แต่ก็มีผู้ใหญ่ที่เป็นห่วงโลกได้เข้าร่วมประท้วงด้วย กลุ่มหลักคือ Extinction Rebellion (หรือกบฏต่อสู้ไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์) , กลุ่ม WWF และกลุ่มสิ่งแวดล้อมเป็นพันกลุ่ม ได้รวมกันเป็น CCC (Committee on Climate Change) เสนอทั้งฝ่ายรัฐบาลของนางเมย์ และฝ่ายค้านนำโดยพรรคเลเบอร์ เพื่อให้มีมติของสภาประกาศภาวะฉุกเฉินของโลกร้อน

ผู้ประท้วงถูกจับไปหลายพันคน ทั้งปะทะกับตำรวจ และลงทุนเอากาวทามือของพวกเขาติดกันเพื่อตำรวจจะได้ยุ่งยากในการจับตัวพวกเขา

ในที่สุด พรรคแรงงานโดยนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าฝ่ายค้าน ได้นำเสนอญัตติเข้าสภา (หลังจากรัฐบาลไม่ยอมประกาศภาวะฉุกเฉิน) และนายกฯ เมย์ ก็ให้สัญญาณให้ ส.ส.พรรคอนุรักษ์เห็นด้วยกับญัตตินี้...

อังกฤษจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่สภาผ่านญัตติประกาศภาวะฉุกเฉินด้านโลกร้อน ซึ่งแม้จะเป็นญัตติที่ไม่มีผลที่จะต้องคลอดกฎหมายตามออกมา แต่เป็นสัญลักษณ์ว่า โลกเริ่มนับหนึ่งสำหรับรัฐบาลและสภาผู้แทนในอีกทั่วโลก ที่จะพิจารณาเพื่อเร่งประกาศภาวะฉุกเฉินกับปัญหาโลกร้อน ก่อนที่จะสายเกินแก้

กำลังโหลดความคิดเห็น...