xs
xsm
sm
md
lg

ดรามาโอนหุ้น 8 ม.ค. ทางดิ้นที่ไม่ใช่ทางรอดของธนาธร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

กรณีการถือครองหุ้นสื่อของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น บริษัทของเขาคือ วีลัคนั้นเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่ออย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า เป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และการแสดงออกของธนาธรในการยืนยันว่า โอนหุ้นออกไปแล้วเมื่อวันที่ 8 มกราคมนั้น ก็ชัดว่า เขาตระหนักว่า การถือหุ้นสื่อนั้นขัดต่อกฎหมาย

เพราะธนาธรเองถือครองหุ้นเครือมติชนจำนวนมากก็ได้ดำเนินการโอนให้แม่ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ก็เป็นคำถามนะครับว่า ทำไมไม่ทำการโอนหุ้นวีลัคไปพร้อมกันด้วย

แต่พอเรื่องแดงขึ้นก็มีเรื่องดรามาตามมา สิ่งที่เขาพยายามพูดก็คือ บริษัทวีลัคปิดตัวไปก่อนแล้ว พานักข่าวไปดูสถานที่เพื่อให้เห็นว่า ไม่มีการทำงาน ซึ่งถ้าว่ากันจริงเราไม่รู้หรอกว่า จะขนโต๊ะเก้าอี้ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จะพาไปดูทำไมแต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะคงเป็นหลักฐานที่ฟังไม่ขึ้นนัก ก็ขำดีเหมือนกับที่เขาอ้างเรื่องบัตรทางด่วนนั่นแหละ เพราะมันยืนยันอะไรไม่ได้เหมือนกัน

แล้วเมื่ออ้างว่า จะปิดบริษัทเลยโอนหุ้นไปให้แม่ แต่ไม่กี่วันแม่กลับโอนหุ้นไปให้หลานสองคน เมื่อมีคำถามเรื่องจำนวนผู้เข้าประชุมในวันที่ 19 มีนาคม ก่อนแจ้งโอนหุ้นต่อนายทะเบียนวันที่ 21 มีนาคม อ้างว่าให้หลานไปทวงหนี้ ทั้งที่หลานไม่มีสถานะไปทวงหนี้ได้เพราะไม่ใช่กรรมการ แล้วไม่นานหลานก็โอนกลับมาให้แม่อีก ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรทำไมต้องโอนไปโอนมากันแบบนั้นในเวลาไม่กี่วัน

แล้วมีคำถามว่า ทำไมต้องวันที่ 19 มีนาคม ปรากฏว่าวันนั้น เป็นวันที่ นายภูเบศร์ เห็นหลอด ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ที่สกลนคร ถูกศาลตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ เพราะทำธุรกิจสื่อ(ส่วนที่โต้แย้งว่า เป็นเพียงการจดบริคณห์สนธิไม่ได้ทำหุ้นสื่อจริงนั้นเดี๋ยวจะว่ากันอีกประเด็น) คนเขาสงสัยว่า เป็นเพราะเห็นคดีของลูกพรรคแล้วนึกได้ว่า ยังมีธุรกิจสื่อที่ดำเนินการโดยภรรยาและตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นร่วมอยู่แล้วใช่ไหม

นี่เป็นข้อพิรุธเรื่องการโอนหุ้นว่าทำกันจริงในวันที่ 8 ม.ค.นั้นไหม

ต่อมามีดรามาเพิ่มมาเรื่องสถานที่มีบางคนอ้างว่าวันนั้นธนาธรหาเสียงอยู่ที่บุรีรัมย์ถึงบ่าย ก็มีข้อมูลที่สับสนจากฝั่งธนาธรเองว่า ออกจากบุรีรัมย์ช่วงสายบ้าง บ่ายบ้าง แต่ก็ยังมีข้อสงสัยเรื่องเงื่อนเวลาในการเดินทางว่า จะมาทำการโอนทันได้อย่างไร เมื่อดูจากระยะทางบุรีรัมย์ถึงกรุงเทพฯ ล่าสุดธนาธรโชว์ใบสั่งว่า วันนั้นขับรถเร็วมากโดนใบสั่งขับรถเกินกำหนดถึง 2 ใบ เพื่อจะบอกว่านี่ไงเหตุผลที่มาทัน เพราะขับรถซิ่ง นรกเสี่ยงตายมา

ความชุลมุนเกิดขึ้นจากการที่ธนาธรยืนกรานว่าโอนหุ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ม.ค.หลังเรื่องนี้แดงขึ้นจากที่สำนักข่าวอิศราไปพบว่าเพิ่งไปโอนต่อนายทะเบียนในวันที่ 21 มี.ค.หลังวันรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ธนาธรขาดคุณสมบัติเลยกลับมาทิ่มแทงตัวเอง จนยิ่งพูดยิ่งขัดแย้งกันจนเป็นลิงพันแห

อีกด้านธนาธรก็มั่นใจว่า การอ้างว่าโอนกันวันที่ 8 ม.ค.นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการแจ้งต่อนายทะเบียนเป็นเรื่องของบริษัทตัวเองไม่เกี่ยวข้องด้วย พร้อมอ้างว่า กฎหมายไม่ได้บังคับว่า จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนทันที ปกติบริษัทจะทำกันปีละครั้ง สุดท้ายก็ไปแจ้งวันที่ 21 มี.ค.หลังวันปิดรับสมัครไปแล้ว

นี่เป็นเรื่องดรามาการโอนหุ้นวันที่ 8 ม.ค.นะครับ ส่วนจะโอนกันจริงหรือไม่จริงวันนั้นหรือไม่ก็ตามแต่ สำหรับผมแล้วไม่ใช่ประเด็นสำคัญ บางคนอ้างคุณธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล หรือนักกฎหมายบางคนว่า ขอให้ธนาธรพิสูจน์ได้ว่าโอนกันวันที่ 8 ม.ค.จริงก็ถือว่าจบแล้ว สุดท้ายก็อาจจะจบจริงนะครับ แต่คนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวกฎหมายหรือเป็นผู้ตัดสิน สำหรับผมและหลายคนมองว่า มีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย และเชื่อว่าหน่วยงานรัฐจะต้องยึดถือการโอนต่อนายทะเบียนมากกว่า

ดังนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้งจึงชอบที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าตกลงยึดวันโอนกันเองหรือวันแจ้งต่อนายทะเบียนแน่

ไม่ใช่แค่เหมือนที่ใครบางคนบอกว่าถ้ายืนยันว่า โอนกันจริงวันที่ 8 ม.ค.ได้ข้อยุติแล้ว กกต.ต้องยุติเรื่อง ศาลโน่นต่างหากจะเป็นฝ่ายที่บอกว่าจบไหม คนพูดไม่ใช่ศาล เพราะพบคิดว่า กกต.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐน่าจะต้องยึดต่อการแจ้งนายทะเบียนเป็นหลัก

ผมมองว่าการอ้างกฎหมายแพ่ง มาตรา 1129 ว่าโอนกันเองก็มีผลแล้วนั้นเป็นเพียงผลทางนิตินัยของผู้โอนและผู้รับโอนเท่านั้น แต่ถ้าไปทำนิติสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอกวรรค3ของมาตรา 1129 บอกว่าไม่สามารถนำไปอ้างได้

ส่วนความเห็นผมจะถูกหรือคนที่มองกับผมมุมเดียวกันจะถูกหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่า ไปอ้างว่า คนโน้นคนนี้บอกอย่างนี้แล้วต้องจบตามนั้น หรืออ้างว่าคุณธีระชัยเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ดังนั้นจะถูกต้องแล้วไม่ใช่ประเด็นที่จะยกมาอ้างได้ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายเมื่อสู่ศาลแล้วอาจจะเป็นตามที่คุณธีระชัยเชื่อก็ตาม

ย้ำนะครับหลักสำคัญ คือ เรื่องดรามาว่าโอนกันวันที่ 8 ม.ค.จริงหรือไม่นั้นเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นหลักคือ ศาลยึดวันไหนว่าเป็นวันที่ทำการโอนหุ้นระหว่างวันที่ 8 ม.ค. ที่โอนกันเองหรือวันที่ 21 มี.ค.ที่แจ้งต่อนายทะเบียนว่า วันไหนมีผลทางนิติสัมพันธ์ที่แท้จริงมากกว่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง

การโอนกันตามมาตรา 1129 นั้นเป็นผลทางแพ่งนะครับ แต่คุณสมบัติของผู้สมัครส.ส.เป็นข้ออ้างที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและผู้สมัครก็รับรู้คุณสมบัตินี้แล้วแต่ต้น การโอนหุ้นกันเองเมื่อไหร่นั้น กกต.ไม่มีทางรับรู้ได้เลย ดังนั้นถามว่า โอนกันเองแล้วอ้างว่ามีผลแล้วจะนำหลักการทางแพ่งมาอ้างได้ไหม

ผมเคยยกตัวอย่างฎีกาหนึ่งมาแล้วว่า ผู้ถือโอนหุ้นกันเองแต่ไม่ได้ไปแจ้งต่อนายทะเบียน ต่อมาถูกสรรพกรเรียกเก็บภาษี จึงไปฟ้องศาลว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นเพราะโอนไปแล้ว แต่ศาลฎีกาตัดสินว่า ยังถือว่า ณ วันที่สรรพากรเรียกเก็บภาษีแม้โอนกันไปแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนยังถือว่า หุ้นยังเป็นของตัวเองอยู่และมีหน้าที่ต้องเสียภาษี

ดังนั้นไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเลยครับว่า คดีนี้ กกต.มีความชอบแล้วและมีน้ำหนักมากพอที่จะต้องเดินไปให้ศาลพิสูจน์ว่ายึดวันไหนกันแน่ ไม่ใช่ไปฟังใครคนใดคนหนึ่งแล้วบอกว่าให้เป็นข้อยุติ และผมคิดว่า การที่ กกต.ชี้มูลก็มาจากการยึดวันที่การโอนต่อทางการเป็นสำคัญนั่นเอง จึงมีมติชี้มูลเรียกให้ธนาธรมาชี้แจง

ส่วนกรณีที่บานปลายออกไปมีการไปค้นบริคณห์สนธิของบริษัทต่างๆของผู้สมัครอีกหลายคนหลายพรรคแล้วมาร้องเรียนกันว่า ทำธุรกิจสื่อสำหรับผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง แม้จะมีฎีกากรณีของผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ที่สกลนคร ส่วนตัวผมแม้จะเคารพต่อคำพิพากษาของศาล แต่มุมของผมมองว่า การทำสื่อนั้นจะต้องเป็นการทำธุรกิจสื่อจริงๆ เหมือนกรณีวีลัคของธนาธรนั้นทำธุรกิจสื่อแน่ๆ เขาจึงโต้แย้งเรื่องการโอนวันโอนเท่านั้นแถมมาหน่อยว่าเลิกทำไปแล้วจะปิดบริษัท

การประกอบธุรกิจสื่อนั้นนอกจากต้องทำจริงๆจึงจะตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว เวลาเราจะประกอบธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ เราต้องไปขออนุญาตจดแจ้งต่อนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ เพื่อขอใช้หัวหนังสือ และแจ้งผู้ที่เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา การจะทำสื่อวิทยุโทรทัศน์ก็ชัดเจนว่ารัฐเป็นเจ้าของคลื่นต้องไปทำสัญญากับรัฐหรือผู้ได้รับสัมปทานทั้งสิ้น ส่วนการจดเว็บไซต์ก็ต้องไปขออนุญาตการใช้โดเมนเนมจากผู้ให้บริการซึ่งแน่นอนล่ะใครก็ขอได้ แต่เราสามารถดูเนื้อหานั้นได้ว่าเขาใช้เพื่อธุรกิจหรือเป็นสื่อมวลชน

เพราะถ้าพูดกันตามความเป็นจริงเวลาไปจดทะเบียนบริษัทแม้เป้าหมายที่แท้จริงจะทำอย่างหนึ่ง แต่นักกฎหมายหรือทนายนั้นแหละที่จะแนะนำว่าให้จดให้ครอบคลุมกว้างๆ ไว้ก่อน เพื่อว่าจะขยายธุรกิจไปทางใดทางหนึ่งในอนาคต

แต่ผมเห็นด้วยในกรณีที่ศาลฎีกาตัดสินให้ นายอนุสรณ์ เกษมวรรณ ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่เขต 1 กทม.หมดสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะทำธุรกิจสื่อ เพราะชัดเจนว่านายอนุสรณ์นั้นเป็นเจ้าของผู้พิมพ์ผู้โฆษณาสื่อที่ไปจดแจ้งการพิมพ์ไว้ตามกฎหมาย ชื่อ สื่อกลางสภาไทยจริง แม้นายอนุสรณ์จะอ้างว่ายุติการดำเนินการมาแล้ว 2 ปี แต่นายอนุสรณ์ไม่ได้แจ้งยกเลิกการเป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณาต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ศาลจึงยังถือว่านายอนุสรณ์ยังเป็นเจ้าของผู้พิมพ์ผู้โฆษณาอยู่

กรณีของนายอนุสรณ์นี้ส่งสัญญาณไปถึงกรณีของธนาธรด้วยนะครับว่า ศาลจะยึดต่อวันแจ้งนายทะเบียนหรือวันที่อ้างว่าโอนกันเอง8 ม.ค.

ดังนั้น เรื่อง 8 ม.ค.หรือไม่ก็เป็นเรื่องดรามาที่ดิ้นกันไปนะครับ โอนกันจริงหรือไม่ก็ต้องไปว่ากันว่าจริงๆแล้วศาลยึดวันไหนมากกว่ากันระหว่างโอนกันเองกับการแจ้งต่อนายทะเบียน21มี.ค.

แล้วกรณีของธนาธรกับผู้ถูกร้องถือหุ้นสื่อในภายหลังหลายคนหลายพรรคก็ต้องแยกประเด็นกัน กรณีวีลัคนั้นทำธุรกิจสื่อจริง แต่ผู้ร้องคนอื่นที่ถูกร้องเพราะบริคณห์สนธิของบริษัทครอบคลุมถึงการทำธุรกิจสื่อนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

กรณีของธนาธรนั้น ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ธนาธรมีเวลาโอนหุ้นให้แม่ หลังวันที่ 8 ม.ค.อีกหลายวันนะครับ เพราะกกต.เปิดรับสมัครส.ส.วันที่ 4-8 ก.พ. แต่บังเอิญธนาธรอ้างว่า โอนกันวันที่ 8 ม.ค. แล้วถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องสถานที่และการเดินทางเพราะวันนั้นธนาธรยังอยู่บุรีรัมย์ แล้วต่อมาก็อ้างเวลาการเดินทางเข้ากรุงเทพที่ต่างกัน เมื่อวัดระยะเวลาเดินทางแล้ว พบว่ายากมาก จนกระทั่งธนาธรงัดใบสั่งว่าขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดมาชี้แจงเพื่อจะบอกว่า เพราะขับรถเร็วจริงๆยังไงล่ะถึงมาโอนกันทันในวันนั้น

แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเสี่ยงตายในวันนั้นเลย เพราะยังมีเวลาให้โอนหุ้นทันกำหนดของการสมัครรับเลือกตั้งอีกหลายวัน นี่พูดเฉพาะวันโอนกันเองตามที่ธนาธรอ้างขึ้นมาซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการแจ้งต่อนายทะเบียนนะครับ

จะผิดถูกอย่างไรส่วนตัวผมคิดว่า ศาลน่าจะต้องยึดวันที่แจ้งต่อนายทะเบียนซึ่งเป็นการทำนิติสัมพันธ์กับทางราชการ และถ้าเป็นเช่นนั้นธนาธรก็ขาดคุณสมบัติและอนาคตใหม่ก็น่าจะริบหรี่แล้ว

คดีนี้เป็นเรื่องปกติมากถ้าเราดูถามเนื้อหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องขัดขวางอะไรธนาธรเลย แม้อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ธนาธรไม่ได้ไปต่อ ก็มาจากตัวของธนาธรเอง และนี่เป็นเรื่องของ “นิติรัฐ” ที่ธนาธรยึดมั่นไม่ใช่หรือ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...