xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**น้ำมันแพง เดือดร้อนหนัก น้ำมันเถื่อนเกลื่อนภาคใต้ มาเลย์ขายถูกกว่าไทยบานเบอะ "รมว.ศิริ" มัวแต่ห่วงทุนโรงไฟฟ้า ปตท.เอาแต่ห่วงกำไร ประชาชนเจอสองเด้ง

จากปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนเดือดร้อนหนัก หันไปพึ่งบริการน้ำมันเถื่อน-น้ำมันเพื่อนบ้าน ต้องบอกว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันเถื่อนขายกันเกลื่อนเมืองทางใต้ หาซื้อง่ายพอๆ กับน้ำดื่ม ตัวอย่างมีให้เห็นในหลายพื้นที่ อย่างเช่นที่วางขายในหลายจุดของ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ลิตรละ 30.90 บาท และน้ำมันดีเซล (โซล่า) อยู่ที่ลิตรละ 28.90 บาท ทำให้มีรถยนต์หันหน้าไปเติมน้ำมันเถื่อนกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากน้ำมันเถื่อน มีราคาถูกเบนซิน 97 ขายเพียงลิตรละ 25 บาท และ น้ำมันดีเซล ลิตรละ 23 บาท
ขณะนี้น้ำมันเถื่อนได้มีการนำมาวางจำหน่ายกันบรรจุในแกลลอน ขนาด 10-20 ลิตร วางขายตามริมถนนสายบ้านควนกบ-คลองหอยโข่ง และยังมีน้ำมันเถื่อนชนิดบรรจุในหลอด ซึ่งมีหัวจ่ายน้ำมัน จำนวน 4-5 หัวจ่าย วางขายริมถนน บ้านบางศาลา อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ในขณะที่เพื่อนบ้านประเทศมาเลเซีย จำหน่ายน้ำมันเบนซิน 97 อยู่ที่ลิตรละ 18 บาท ราคาเท่ากับน้ำมันดีเซล อยู่ที่ลิตรละ 18 บาทเช่นกัน รถก็แห่กันไปเติม พลอยทำให้ผู้ค้ารายเล็กที่เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้องกำลังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากน้ำมันเถื่อน และต่างประเทศขายในราคาที่ถูกกว่ามากดังกล่าว...
เรื่องนี้ต้องขยาย! เพราะว่าผลกระทบเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าจริงๆ สำหรับประชาชนตาดำๆ ที่ถูกราคาน้ำมันกระชากขึ้นไปในห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับเป็นคราวซวยของประชาชนที่เจอ"สองเด้ง" ทั้งบังเอิญช่วงที่บริษัทผู้ค้าน้ำมันโขยกขึ้นราคาโดยอ้างตามน้ำกลไลตลาดโลก กลับเป็นเวลาที่รัฐบาลก็อวตารมาเป็นนักการเมืองเสียงเลือกตั้ง มัวห่วงแต่อำนาจตัวเองมากกว่าปากท้อง ค่าครองชีพ ของคนหาเช้ากินค่ำที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
อีกเด้งหนึ่ง การกำกับดูแลของหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน "รมว.ศิริ จิระพงษ์พันธุ์" ก็ใส่เกียร์ว่าง ปล่อยไปตามยถากรรม ไปขยันกับเรื่องที่เอื้อกับนายทุน เช่น โรงไฟฟ้าขยะ มากกว่า ทั้งๆ ที่ก็ย้อนแย้งในตัวเองว่า พลังงานไฟฟ้าเหล่านี้โอเวอร์จากแผนไปมากแล้ว ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องรีบเร่งเมื่อพลังงานเล่นไปตามใจฉัน น้ำมันจึงปล่อยให้ ปตท.ว่าไปเต็มที่ เมื่อไหร่ก็ตามที่น้ำมันแพง หรือขาขึ้น ก็มักจะมีเหตุผลในการปรับขึ้นเสมอ ตรงกันข้ามเวลาที่น้ำมันลง ก็ประวิงเวลาไว้สุดๆ เหมือนที่เพิ่งจะลงมา 40 สต.วันนี้ ... หนึ่งในเหตุผลคือ เป็นองค์กรมหาชนที่ต้องคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจ มีการแข่งขันกับเอกชนด้วยกัน
ทว่า ปตท. ก็ย้อนแย้งตัวเองอีกเช่นกัน ถ้าจำได้ช่วงหาเสียง ปตท.กลับมีสถานะหนึ่งคือ รัฐวิสาหกิจสนอง นโยบายพลังงานของรัฐ "ยอมหั่นเนื้อ" ควักทุน ออกหน้าอุดหนุนกลุ่มผู้ใช้รถบางกลุ่ม เช่น มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ เพียงเพราะแค่ "คุณขอมา" ... ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถคิดเป็นอื่นไปได้ว่า ปตท.ห่วงกำไร มากกว่าห่วงการทำหน้าที่ถ่วงดุลพลังงานในประเทศให้สมดุลที่เป็นพันธกิจ
หาก"รมว.ศิริและปตท." นั่งคุยกันจริงๆ จังๆ ทำไมจะดูแลน้ำมันให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ... และ หากจะนับว่าประชาชนผู้ใช้น้ำมันโชคดีอยู่บ้าง ก็ตรงที่บริษัทลูกที่แยกออกมาเพื่อการค้าปลีกน้ำมันโดยเฉพาะเลื่อนเข้าตลาดหุ้นออกไป ไม่เช่นนั้น ก็คงได้เห็นการเดินหน้าแสวงหากำไร เพื่อผู้ถือหุ้นเป็นธุรกิจแบบเต็มๆ ที่ประชาชนรับไม่ได้ก็เชิญไปใช้น้ำมันเถื่อน และขับไปเติมมาเลย์เถอะ
ตรงนี่แหละ กำลังเป็นปัญหาใหญ่ รมว.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รู้หรือไม่

** “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล รับแมนๆ อยากเป็นนายกฯ แต่ก็รู้ตัว “คนเราจะได้อะไรต้องสมควรได้ ไม่ใช่ว่าหาทางออกไม่ได้แล้วโยนมาให้”...บอกใบ้ถึงเวลาจะรู้ควร รับสายใคร อยู่ข้างไหน

“เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคลื่อนไหวคราใด พรรคใหญ่สองขั้วต่างหูผึ่ง ตั้งใจถอดรหัสอยากจะได้คำตอบชัดๆว่า ภูมิใจไทยจะเอาอย่างไร ไปทางไหน กับใคร แต่ที่ผ่านมา "เสี่ยหนู" สงวนท่าทีมาตลอด... หลังประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเมื่อวาน เสี่ยหนู นั่งลงแถลงตอบเสียงดังฟังชัดถึงสองคำถามคาใจสื่อ หนึ่งนั้น พรรคภูมิใจไทยจะไปทางไหน หรือไปกับใคร "เสี่ยหนู" ว่า ไม่ได้ดูว่าอยู่ฝั่งไหน แต่จะดูว่าสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ มีความขัดแย้งใดๆ หรือไม่ เข้าใจกัน หรือไม่ นี่คือสิ่งที่พรรคจะพิจารณาว่าจะไปร่วมรัฐบาลกับใคร...
แม้จะถูกยกให้เป็นตัวแปร แต่เสี่ยหนูงานนี้ก็ออกตัวแบบเหนียมๆ ภูมิใจไทยต้อง"เจียมเนื้อเจียมตัว" และ รู้สถานะของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล แต่หาก หลังวันที่ 9 พ.ค. ตอนที่ กกต.รับรองผลเลือกตั้ง เมื่อนั้นประตูเจรจาจะเปิดอ้าซ่าหรือไม่ อนุทินย้อนถามทันทีว่า “ทำไมต้องบอกว่าเปิดประตูอ้าซ่า ทำไมไม่บอกว่า ปิดประตูแล้วให้คนหา ทั้งนี้ ธรรมชาติการเมืองมันมีอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาคนนี้จะคุยกับคนนี้ มันกำหนดไม่ได้ ถ้ามาถามผมตอนนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ผมจะรู้ว่าถ้าเกิดโทรศัพท์สายนี้ดังเข้ามา เราควรจะคุยกับคนนี้ แล้วคิดว่าน่าจะมีข้อสรุป หรือว่าเราไม่ควรจะรับสายคนนี้ เพราะคุยไปก็ไม่ได้ข้อสรุป ถือเป็นสัญชาตญาณ เพราะอธิบายไม่ได้ วันนี้ผมก็ยังไม่ทราบว่าจะคุยกับใคร และ ยังไม่มีใครโทรเข้ามา"
สรุปว่า เรื่องร่วมกับใคร คำตอบยังอยู่ที่เดิม ยังไม่มีใครโทรมา และ ยังไม่ได้ตัดสินใจ
ส่วน คำถามข้อที่สอง "จะรับเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่" หากสถานการณ์การเมืองลุงตู่ไปต่อไม่ไหว หรือ ขั้วเพื่อไทย จะผลักดันประเคนเก้าอี้ผู้นำรัฐบาลให้ เสี่ยหนู ยิ้มๆบอกว่า “เป็นกระแส ก็ว่ากันไป ใครจะรู้ดีกว่าผม เพราะไม่เห็นมีใครมาให้ผมสักคน เรื่องนี้เป็นการคาดการณ์ พรรคภูมิใจไทยบอกแล้วว่า จะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเป็นพรรคที่หนึ่ง มีส.ส.มากมาย แต่ตอนนี้เป็นพรรคลำดับที่ 5 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น เราต้องให้คนที่มาที่ 1 ที่ 2 สามารถเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ แต่ผมก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยยะสำคัญจากฝ่ายใดเลย”
เมื่อถูกถามย้ำ หากมีการเสนอเข้ามาว่าให้เป็นนายกฯจริงๆจะรับมั้ย ?
“ไม่รับครับ บอกแล้วว่า คนเราจะได้อะไรต้องสมควรได้ ไม่ใช่ว่าหาทางออกไม่ได้แล้วโยนมาให้ นี่เป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องตัวเอง ถามว่าอยากเป็นนายกฯไหม ตอบว่า อยากเป็น แต่จะเป็นได้หรือไม่ได้ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย”... ทราบแล้วเปลี่ยน

** ดราม่านับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 นครปฐม 2 รอบ แต่เรื่องไม่จบ "อนาคตใหม่" ผู้แพ้ทั้ง 2 รอบ อ้างส่อทุจริต ขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่

การเลือกตั้งส.ส.เขต 1 นครปฐม เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมานั้น หลังการนับคะแนน ปรากฏว่า กกต.ประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการว่า "พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร" ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ชนะที่ 1 ได้ 35,762 คะแนน ขณะที่ "น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ" ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ ได้ลำดับที่ 2 ได้ 35,615 คะแนน ห่างกันเพียง 147 คะแนน
น.ส.สาวิกา เห็นว่า การที่ตนเองแพ้ไปเพียง 147 คะแนน น่าจะเกิดความผิดพลาดจากการรวมคะแนนของหน่วยเลือกตั้งต่างๆ จึงไปขอคัดลอกคะแนนรายหน่วยจาก กกต. มาตรวจสอบเอง เมื่อรวมตัวเลขจากทุกหน่วยแล้ว กลับพบว่า ตนเองได้ 35,766 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน อนาคตใหม่ชนะ 4 คะแนน จึงทำเรื่องร้องเรียนไปยัง กกต. ขอให้มีการนับคะแนนเขตที่ 1 ใหม่ทุกหน่วย ...
เมื่อ กกต.รับเรื่องร้องเรียนแล้ว ก็พิจารณาเห็นว่า อาจมีความคลาดเคลื่อนจากการขานคะแนน นับคะแนน ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จึงจัดให้มีการนับคะแนนใหม่ ในวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยนับใหม่ทั้งเขตเลือกตั้ง ที่มีอยู่ 245 หน่วย จัดชุดนับคะเเนนออกเป็น 61 จุด โดยจุดหนึ่งจะนับ 4 หน่วย อีกทั้งกรรมการประจำหน่วย ก็เปลี่ยนใหม่ ไม่ได้ใช้ชุดเดิมที่นับในวันที่ 24 มี.ค. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่ ก็ส่งคนไปเฝ้าดูการขานบัตรดี บัตรเสีย
การขีดคะแนน ทุกกระดาน ถ้าเกิดมีปัญหาก็ทักท้วงได้ทันที จนเห็นตรงกัน จึงขีดคะแนน การนับครั้งนี้จึงไม่มีปัญหาเรื่องการขานบัตร หรือการขีดคะแนนคลาดเคลื่อน ซึ่งในส่วนของพรรคอนาคตใหม่นั้น "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคได้ไปสังเกตการณ์ด้วยตัวเอง ขณะที่ประชาธิปัตย์ นำโดย "นายสาธิต ปิตุเตชะ " รองหัวหน้าพรรค
การนับคะแนนดำเนินไปจนถึง เวลา 15.30 น. ปรากฏว่า ได้เกิดเหตุการณ์ไฟดับ เป็นเวลาประมาณ 30 วินาที แต่หลังจากนั้นก็กลับสู่เหตุการณ์ปกติ จึงมีการนับคะแนนต่อไปจนเสร็จสิ้น เมื่อประมาณ 2 ทุ่ม ... เมื่อแต่ละหน่วยทำการนับคะแนนเสร็จสิ้น ก็จะนำคะแนน มากรอกในใบรายงานผล หรือใบ "ส.ส. 5/18" ซึ่งแต่ละหน่วยจะทำไว้ 3 ชุด คือ สำหรับติดอยู่ที่หน้าหน่วย 1 ชุด ส่งให้ กกต.เขต 1 ชุด และ ส่งให้กกต.จังหวัด 1 ชุด
ระหว่างที่กำลังนับคะแนนอยู่ ตัวแทนของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่ ต่างก็ลุ้นกันตัวโก่ง เพราะคะแนนคู่คี่ สูสีกันมาก เมื่อแต่ละกระดานนับคะแนนเสร็จ ตัวแทนของแต่ละพรรคที่เฝ้าดูอยู่ ก็จะรีบส่งคะแนนทั้งของพรรคตัวเอง และพรรคคู่แข่ง ให้กับคนของพรรคตนเอง ที่มีหน้าที่รวบรวมคะแนนทั้งหมด... ปรากฏว่าเมื่อนับคะแนนครบทุกกระดาน ประชาธิปัตย์รวมแล้วได้ 35,711 คะแนน อนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน ประชาธิปัตย์ เฉือนชนะ 4 คะแนน
"นายสาธิต ปิตะเตชะ" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปสังเกตการณ์ ก็แถลงข่าวต่อสื่อ ประกาศชัยชนะทันที ขณะที่ น.ส.สาวิกา และทีมงานจากพรรคอนาคตใหม่ เมื่อรวมคะแนนเสร็จสิ้น ก็รู้แล้วว่า แพ้ไป 4 คะแนน โดยผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ เวลา 20.12 น. ว่า แพ้พรรคประชาธิปัตย์ไป 4 คะแนน...สื่อ บางสำนัก ก็รายงานข่าวออกไปแล้วว่า ผลนับคะแนนไม่พลิก ประชาธิปัตย์ ยังชนะเหมือนเดิม แต่ชนะเพียงแค่ 4 คะแนน
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ตัวแทนของทั้งสองพรรครวมคะแนนเสร็จแล้ว แต่ กกต.ยังรวมไม่เสร็จ เมื่อประชาธิปัตย์ ประกาศชัยชนะ "นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี" กกต. ที่ไปกำกับดูแลการนับคะแนนครั้งนี้ จึงถามไปยังเจ้าหน้าที่กกต. ที่ดูแลเรื่องการรวมคะแนน ก็ได้รับรายงานมาว่า คะแนนรวมของพรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,645 คะแนน กลายเป็น "อนาคตใหม่พลิกมาชนะ 62 คะแนน" นายฉัตรไชย จึงแถลงต่อสื่อไปตามนั้น เรื่องจึงอลเวงขึ้นมา แม้ "สาธิต" จะยืนยันว่าประชาธิปัตย์ ชนะ 4 คะแนน แต่รุ่งเช้าสื่อก็พาดหัวข่าว อนาคตใหม่พลิกชนะประชาธิปัตย์ 62 คะแนน กันทั้งนั้น เพราะยึดถือตามที่ กกต. แถลง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ โดย "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รักษาการหัวหน้าพรรค ก็ออกมาแถลงข่าว โดยนำหลักฐาน ที่เป็นเอกสารการนับคะแนนทั้ง 245 หน่วย ซึ่งมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งร่วมลงชื่อ มาแสดงต่อสื่อมวลชน เพื่อยืนยันว่า ผลการรวมคะแนนที่ ประชาธิปัตย์ชนะ 4 คะแนนนั้น เป็นผลเลือกตั้งที่ถูกต้อง และจี้ให้ กกต.ประกาศรับรองผลตามนี้โดยเร็ว
เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ กกต. ก็กลับไปตรวจสอบใบ "ส.ส. 5/18" ที่แต่ละหน่วยบันทึกไว้ ก็พบว่า ใบ "ส.ส. 5/18" ของหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ที่มีทั้งสิ้น 3 ชุดนั้น คะแนนตรงกันแค่ 2 ชุด แต่อีกชุดหนึ่งไม่ตรงกัน ทางสำนักงาน กกต.จังหวัดนครปฐม จึงได้มีเชิญตัวแทนผู้สมัครของทั้งสองพรรค มาเพื่อจะเปิดหีบของหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ดูใบขีดคะแนน หรือ ส.ส. 5/11 ว่าสรุปแล้วผลการนับ คะแนนของหน่วยดังกล่าวเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ตามปกติแล้ว ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. การทำใบ ส.ส. 5/18 จะใช้การก็อปปี้ด้วยกระดาษคาร์บอน เขียนครั้งเดียว แต่ก็มีปัญหาว่าไม่ชัดตัวหนังสือเลือนหายได้ง่าย ครั้งนี้ จึงเปลี่ยนมาใช้การเขียนทั้ง 3 ใบ โดยไม่ใช้กระดาษคาร์บอน การกรอกตัวเลขคะแนนจึงผิดไป 1 ใบ โดยใบที่ผิดนั้น ได้นำคะแนนบางส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไปกรอกให้ "พรรคประชาภิวัฒน์" จึงทำให้คะแนนของประชาธิปัตย์ลดลงไป เมื่อเจ้าหน้าที่รวมคะแนนแล้วจึงออกมาว่า อนาคตใหม่
ชนะ 62 คะแนน ... เมื่อเจอสาเหตุแล้ว ผอ.กกต.จว.นครปฐม จึงออกมาแถลงใหม่ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,711 คะแนน ส่วนอนาคตใหม่ ได้ 35,707 คะแนน ทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ เฉือนชนะเพียงแค่ 4 คะแนน ส่งผลให้ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เป็นว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.นครปฐม อย่างไม่เป็นทางการ
หลังการประกาศผลครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ ก็ออกแถลงการณ์ตามมาทันที ว่า ผลการนับคะแนน ของเขต 1 นครปฐม นับมา 5 ครั้ง คะแนนไม่ตรงกันสักครั้ง จนไม่รู้ว่าครั้งไหนที่ถูกต้องกันแน่ และส่อว่ามีการทุจริต จึงขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง เขต 1 ใหม่ทั้งเขต ...ก็คงต้องรอดูว่า หากอนาคตใหม่ทำเรื่องร้องเรียนไปยังกกต. แล้วกกต.จะตัดสินใจอย่างไร
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจาก ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ในเบื้องต้น อาจเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการนับคะแนน กรอกคะแนน แต่เมื่อมีการนับใหม่ โดยมีตัวแทนของทั้งสองพรรคเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด และการนับก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีการคัดค้าน เพียงแต่ขั้นสุดท้าย เจ้าหน้าที่ กรอกคะแนนในใบ ส.ส. 5/18 ผิดพลาด แต่เมื่อตรวจสอบพบ และได้ทำการแก้ไขจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าข่าย "ส่อทุจริต" เพราะไม่พบว่า มีการเติมบัตรเพิ่มเข้าไป หรือบัตรขาดหายไปจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือ ขานบัตรดี บัตรเสีย ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ... ดังนั้น โอกาสที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน เขต1 นครปฐม คงยาก ..
-----------------------

รูป-ศิริ จิระพงษ์พันธุ์
-อนุทิน ชาญวีรกูล
-พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร- สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ- ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
กำลังโหลดความคิดเห็น...