xs
xsm
sm
md
lg

“ธนาธร”ถึงไทย กร้าว กกต.เอาผิดไม่ได้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากไม่รับคำร้องกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นขอให้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมระบุว่า เป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต.ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. รวมทั้งยังไม่ปรากฏว่า กกต.ได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ เมื่อวันที่ 24 เม.ย.นั้น

วานนี้ (25 เม.ย.) นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้รับทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ที่ไม่รับคำร้องของ กกต.เรื่องการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ กกต.จึงจะต้องดำเนินการตามหน้าที่ และอำนาจในการคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อภายหลังการประกาศผลเลือกตั้งส.ส.แล้ว โดยจะคำนึงถึงวิธีการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ที่สำนักงาน กกต.เสนอให้กกต.พิจารณาหรือวิธีการคำนวณอื่นๆ อย่างรอบคอบเพื่อให้ได้จำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแบบครบถ้วน ตามที่กฎหมายกำหนด

“ที่ประชุม กกต. มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ไปศึกษาวิธีคำนวณที่มีนักวิชาการ หรือพรรคการเมืองได้เสนอ และที่ระบุว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ว่าวิธีเหล่านั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ ซึ่งบุคคลที่เสนอได้ส่งวิธีคำนวณให้ กกต. แล้ว อย่างไรก็ตามผู้ที่เสนอก็ล้วนแต่อ้างว่าของตนถูกต้องตามมาตรา 128 ของพ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.แต่คิดคำนวณออกมาได้ต่างกัน” นายแสวง ระบุ

ยันมีอำนาจสอบหุ้นสื่อ “ธนาธร”

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต. มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม-ของผู้สมัคร ส.ส.หลังวันเลือกตั้งได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นั้น นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนของลักษณะต้องห้ามนั้น กกต. จะตรวจสอบได้เพียงจากข้อมูลของหน่วยรัฐ ซึ่งมี 23 หน่วยงาน แต่ถ้าเป็นข้อมูลอยู่ในความครอบครองของเอกชน กกต.ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงต้องให้ผู้สมัครรับรองตัวเอง หากภายหลังปรากฏว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม เป็นเหตุฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเลือกตั้ง หรือวันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีนายธนาธร เป็นกรณีที่มีผู้ร้องว่าอาจมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายและพรรคการเมือง จึงต้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้สิ้นกระแสความ

ร้องคะแนน “อนาคตใหม่” ต้องโมฆะ

วันเดียวกัน กลุ่มการเมืองภาคประชาชน นำโดย นายสุรวัชร สังขฤกษ์ เข้ายื่นหนังสือถึงกกต. ขอให้ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ซึ่งจะเข้าข่ายเป็นโมฆะ เนื่องจากกกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือหุ้นซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามเป็นผู้สมัครส.ส. ซึ่งมีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 วรรคสาม ดังนั้นถือว่าผลเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมดโมฆะ เพราะนายธนาธรเป็นผู้ออกหนังสือรับรองในนามหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ให้กับผู้สมัครของพรรคซึ่งมีความผิดทั้งในนามหัวหน้าพรรค และนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นเอกสารเท็จ เพราะนายธนาธร ขาดคุณสมบัติ พร้อมขอให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบและส่งคำร้องยุบพรรคอนาคตใหม่ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรคและเลขาธิการพรรคตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย

นายสุรวัชร ยังเปิดเผยด้วยว่า กกต.ได้ทำหนังสือเชิญตนเข้าให้ถ้อยคำกรณีที่ได้ยื่นร้องกล่าวหาพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มีลักษณะต้องห้ามการเป็นผู้สมัครส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 วงเล็บแปดเนื่องจากสำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งที่ 73 / 2551 สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ด้วย

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” ไต่สวนเพิ่มเติม

อีกด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 เม.ย. คณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวน กกต.ได้เชิญตนไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม กรณีที่สมาคมฯได้เคยร้องเรียนว่านายธนาธร อาจถือครองหุ้นในกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง อันอาจเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตาม ม.98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และ ม.42(3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 ที่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งสมาคมฯได้ยื่นร้องเรียนต่อ กกต.และส่งเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมไปแล้ว 3 ครั้ง คือวันที่ 25 มี.ค.62 วันที่ 5 เม.ย.62 และวันที่ 23 เม.ย.62 ที่ผ่านมา

“ที่สุดแล้วหาก กกต.ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและฟังข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนแล้ว และเชื่อได้ว่ามูลคำร้องมีน้ำหนักมากกว่าก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของนายธนาธรต่อไป ทั้งนี้ ศาลฎีกาได้เคยมีคำสั่งในลักษณะที่ใกล้เคียงข้อพิพาทนี้ไว้แล้ว ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 111/2562, 1144/2562 และ 1228/2562 และอาจมีโทษทางอาญาฐานแจ้งหรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปด้วย” นายศรีสุวรรณ ระบุ

โฆษก อนค.รับ หน.พรรคทำใจแล้ว

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า นายธนาธร จะเดินทางเข้าชี้แจงข้อกล่าวหากรณี ถือครองหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ต่อ กกต.ด้วยตัวเอง หลังจากนายธนาธร เดินทางกลับถึงไทย (25 เม.ย.) ก็จะมีการหารือ และกำหนดวันเข้าชี้แจงต่อ กกต.อีกครั้ง โดยคาดว่าจะเดินทางไปในช่วงบ่ายวันที่ 29 เม.ย.นี้ เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ไม่กังวลกับข้อกล่าวหาต่างๆ ของนายธนาธร เพราะเชื่อว่าไม่มีมูลความผิด

“แต่ก็มีการพูดคุยกันไปถึงว่า จะได้ใบส้ม หากได้ใบส้มจริงๆ ก็ไม่เป็นไร นายธนาธร ยินดีทำหน้าที่อยู่นอกสภา ซึ่งเชื่อว่ามีงานอื่นให้ทำอีกมาก แต่ตอนนี้ต้องต่อสู้ เพื่อยืนยันเสียงของประชาชนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ดีที่สุด" น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

“ธนาธร”กลับไทยแล้ว-ยังยิ้มออก

เมื่อเวลา 18.00 น.ที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้า ประตู 7 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนหนึ่ง สวมเสื้อยืดสกรีนข้อความและสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ เตรียมดอกไม้และพวงมาลัยไว้มอบให้กำลังใจมารอต้อนรับนายธนาธร ที่กำหนดเดินทางกลับจากการศึกษาดูงานหลายประเทศในยุโรป และเพื่อเตรียมชี้แจงข้อกล่าวหาการถือครองหุ้นสื่อ ภายหลัง กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินและเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก

จนเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. นายธนาธรได้ออกมาทักทายและขอบคุณบรรดาแฟนคลับที่มาให้กำลังใจ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรต้องกังวล เบื้องต้นการชี้แจงข้อกล่าวหานั้น ขอดูเอกสารจากทาง กกต.ก่อน ในวันที่ 26 เม.ย.จะติดต่อ กกต.ไป ที่ผ่านมาไม่เคยได้ชี้แจง มีเพียงทนายความไปชี้แจงกรณีของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของตน ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ตนได้ชี้แจงเอง ซึ่งมั่นใจว่า กระบวนการโอนหุ้นของตนถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ตอนนี้ขอชวนให้ทุกคนร่วมให้กำลังใจการทำงานของเจ้าหน้าที่กกต. ที่เชื่อว่า ก็อยากเห็นประเทศเดินหน้า

ดักคอ “ใบส้ม” ใช้เรื่องตัวเองไม่ได้

“หาก กกต.ทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ถ้าไม่ จนทำให้สังคมกังขาต่อกกต. ก็จะนำไปประเทศไปสู่ความวุ่นวาย เพราะประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้มาก การแจกใบสัมนั้นเป็นอำนาจของ กกต.แต่เรามั่นใจว่าใบส้มใช้กับกรณีของผมไม่ได้ ส่วนคนที่บอกว่าเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ผมกลับมากรุงเทพฯไม่ทัน หรืออยู่หาเสียงที่จ.บุรีรัมย์ต่อนั้น ก็ไม่มีใครมีหลักฐานเลยว่า บ่ายวันนั้นผมยังอยู่จ.บุรีรัมย์ ถ้าผมยังอยู่ก็ต้องมีรูปหรือคลิปปรากฎออกมาบ้างแล้ว” นายธนาธรกล่าว

ส่วนกระแสข่าวว่าจะโดนอีกคดีฐานรับรองผู้สมัครส.ส.เลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงยุบพรรคนั้น นายธนาธร กล่าวว่า พรรคเรามีผู้สมัครส.ส.เกือบ 500 คน จึงไม่อาจรู้ว่า แต่ละคนมีประวัติอย่างไรบ้าง ส่วนคดีที่ตนถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้วนั้น เชื่อมั่นว่า คำวินิจฉัยจะไม่ออกมาในทางลบ ไม่มีทางเอาผิดตนได้

"ผมไม่อยากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องธนาธร ธร แต่ขอให้ทำเพื่อปกป้องความเป็นธรรม คนที่มาให้กำลังใจ เขาให้กำลังใจประชาธิปไตย คนที่มาที่นี่ ไม่ได้มาเพื่อรักษาธนาธร หรือเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่มาเพื่อรักษาประชาธิปไตย" นายธนาธร ระบุ

“ยุทธนา” ยังไม่ลาออก อนุ กกต.

อีกด้าน พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานอนุกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีกระแสข่าวว่าลาออกจากการเป็นประธานอนุกรรมการ กกต. สอบสวนกรณีถือครองหุ้นบริษัท วีลัค มีเดีย ของนายธนาธร โดยมีสาเหตุของการลาออกเป็นเพราะที่ประชุมมีความพยายามกดดันเพื่อให้มีการลงมติแจกใบส้ม แก่นายธนาธร ซึ่งจะมีผลถูกตัดสิทธิการเป็น ส.ส.เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งมีความเห็นขัดแย้งกันจนทำให้เป็นสาเหตุของการลาออกนั้น ได้ชี้แจงว่า ส่วนตัวว่ายังคงทำงานเป็นประธานอนุกรรมการการเลือกตั้งอยู่ ยังไม่ได้มีการลาออกอย่างเป็นทางการหรือลายลักษณ์อักษร ส่วนสาเหตุการประกาศลาออกนั้นไม่ขอพูดถึง เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในหน่วยงาน ทั้งนี้อนาคตนั้นตนอาจจะเปลี่ยนใจที่จะไม่ลาออก เพราะขณะนี้แนวทางการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทาง กกต.เองก็มีการทบทวนในประเด็นที่ตนได้โต้แย้ง

ผู้ตรวจฯถกเลือกตั้งโมฆะวันนี้

ขณะที่ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการชี้แจงคำร้องการเลือกตั้งโมฆะของ กกต.ว่า กกต.ได้ส่งคำชี้แจงมาแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.โดยเจ้าหน้าที่จะนำคำชี้แจงมาเทียบเคียงคำร้อง ขณะนี้เรามีหลายคำร้องที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังประมวลข้อมูล โดยในวันที่ 26 เม.ย. เวลา 09.30 น.ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีการประชุมวาระพิเศษพิจารณาคำร้อง โดยพยานหลักฐานเชื่อว่าน่าจะเพียงพอ จากนั้นจะแถลงให้ทราบว่าจะมีมติว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่.
กำลังโหลดความคิดเห็น...