xs
xsm
sm
md
lg

กรงกรรมพ่อของฟ้า แค่ตัดสิทธิ์ 20 ปีหรือถึงขั้นยุบพรรค

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

กรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ แต่ตลกมากว่าพยายามจะปั่นกันให้กลายเป็นกระแสการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ที่เริ่มละเลงกันตั้งแต่กกต.มีมติแล้วว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และยังมีขั้นตอนที่ยังมีโอกาสมาชี้แจง รวมถึงการต่อสู้คดีในศาลหากเดินไปถึงขั้นนั้น

แต่ถ้าเราติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้นจะพบว่า มีการอธิบายจากฝั่งธนาธรที่วกไปวนมาจนเป็นวัวพันหลัก แต่สิ่งที่ฝั่งธนาธรยืนกรานก็คือ โอนหุ้นกันแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ก่อนจะมาสมัครส.ส. แต่การชี้ว่าโอนกันเมื่อ 8 ม.ค.นั้น เกิดขึ้นภายหลังเพราะมีข่าวออกมาว่า บริษัทวีลัคของธนาธรและเมียซึ่งเป็นบริษัทผลิตสื่อซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เพิ่งไปแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 หลังปิดรับสมัครเลือกตั้งไปแล้ว ก็มีคำถามว่าตามกฎหมายควรจะยึดการโอนหุ้นวันไหน

ฝ่ายธนาธรก็อ้างกฎหมายแพ่ง มาตรา 1129 วรรคสองที่ว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยนั้น ถือว่า สมบูรณ์แล้ว

แต่วรรคสามของมาตรานี้ระบุว่า การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น

ความจริงแล้วการที่กฎหมายเขียนไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้สมัครส.ส.มีคุณสมบัติที่ถือหุ้นสื่อไม่ได้ ธนาธรก็ต้องเคลียร์ตัวเองในทางกฎหมายเสียแต่ต้นใช่หรือไม่ ที่สำคัญกรณีถือหุ้นบริษัทมติชนก็ชัดเจนว่า ธนาธรดำเนินการไปก่อนจนไม่มีปัญหาอะไร แล้วทำไมถึงไม่ดำเนินการกับหุ้นตัวนี้

แม้มีคนพยายามอธิบายว่า บริษัทจะแจ้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนปีละครั้ง ไม่ได้บังคับว่าจะต้องแจ้งทันทีหลังการโอน แต่นั่นเป็นเรื่องทางแพ่งตามมาตรา 1129 วรรคสอง แต่กรณีคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.เป็นเรื่องทาง “มหาชน” และทางแพ่งเองก็เขียนกำกับไว้ชัดแล้วในวรรคสามของมาตรา 1129 ด้วยว่าจะอ้างกับบุคคลภายนอกไม่ได้

ดังนั้นจึงมีเหตุเพียงพอที่จะเป็นข้อสงสัยว่า อาจทำให้ธนาธรขาดคุณสมบัติ กรณีนี้จึงมีเหตุผลโดยชอบแล้วที่ กกต.ใช้อำนาจแจ้งข้อกล่าวหาต่อธนาธรตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วเปิดโอกาสให้ธนาธรมาชี้แจง ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ก็ไปว่ากันในชั้นศาล

ซึ่งถ้าว่ากันตามกฎหมายก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติ แต่ตลกมากที่มีการโหมละเลงกันว่าเป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งธนาธร ทั้งที่เราต้องแยกแยะนะ สมมติว่า ธนาธรและกองเชียร์เชื่อว่าตัวเองไม่ผิด เพราะบอกว่า โอนกันเมื่อวันที่ 8 มกราคม ใช้อ้างต่อบุคคลภายนอกได้ แล้วศาลเห็นตามนั้นสุดท้ายก็จะไม่ผิด แต่กระบวนการยุติธรรมเขามีขั้นตอนให้ใครการันตีว่าตัวเองไม่ผิดแล้วยุติกันได้ที่ไหนเล่า

เมื่อมีข้อสงสัยและเข้าข่ายอาจจะเป็นความผิดต่อกฎหมายก็ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ เดินไปตามกระบวนการยุติธรรมสิ คนบังคับใช้กฎหมายมีอำนาจตามกฎหมายก็ต้องทำหน้าที่ของเขา จะเอาความเชื่อของฝั่งธนาธรว่าฉันไม่ผิดมาเป็นบรรทัดฐานได้อย่างไร

ผมว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกๆ นะครับว่า อะไรก็ตามที่ดำเนินคดีกับธนาธรและฝั่งนี้จะออกมาส่งเสีย ว่าเป็นการกลั่นแกล้งไปเสียหมด ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ชัดไม่ได้ซับซ้อนอะไร เช่นกรณีมีหลักฐานว่า พาตัวผู้ต้องหาหลบหนีตำรวจเขาก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา ถ้าธนาธรมั่นใจว่า ไม่ผิดก็ต้องสู้คดีไป แม้ใครจะชื่นชมธนาธรก็ไม่ได้หมายความว่า ธนาธรจะเป็นคนอยู่เหนือกฎหมายไปได้ กรณีเรื่องหุ้นสื่อก็เช่นกัน

อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล ก็เหมือนกันโดนดำเนินคดีตามมาตรา 198 หมิ่นศาล ซึ่งเขียนไว้ในกฎหมายอาญานานแล้วว่า ถือเป็นความผิดแผ่นดิน ใครจะไปแจ้งความก็ได้ พอปิยบุตรโดนแจ้งความก็ตั้งคำถามว่า ควรให้คดีหมิ่นศาลเป็นอาญาแผ่นดินไหม กลายเป็นว่า ถ้ากฎหมายไหนมาแผ้วพานคนพรรคนี้ ก็จะเป็นปัญหาที่กฎหมายไปเสียหมดหรืออย่างไร

แล้วกรณีห้ามถือหุ้นสื่อไม่ใช่เพิ่งเขียนขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือเขียนขึ้นมาเอาผิดธนาธรโดยเฉพาะนะครับ แต่เขียนมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว ธนาธรก็รู้อยู่แล้วว่า เป็นเรื่องต้องห้ามตัวเองถึงเคลียร์หุ้นมติชนออกเสียก่อนยังไงเล่า แล้วทำไมหุ้นตัวนี้ไม่ทำเสียแต่ตอนนั้น ลืมหรือเปล่า

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ” ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ธนาธรรับรู้อยู่แล้วแต่ต้น

ดังนั้นถ้าจะถูกดำเนินคดีก็เป็นความผิดของธนาธรเองจะไปโทษใครคงจะไม่ได้ ยกเว้นจะมองว่า ธนาธรเป็นมนุษย์พิเศษที่ไม่มีวันทำความผิด ไม่มีวันผิดพลาด หรือกฎหมายไม่ควรมาบังคับใช้กับธนาธร ถ้ากฎหมายมาบังคับใช้กับธนาธรก็จะเป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งทางการเมือง

นอกจากนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ก็ยังเขียนสำทับไว้ว่า มาตรา 42 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

แล้วตั้งแต่มีข่าวเรื่องหุ้นตัวนี้ กองเชียร์ลองเอาใจเป็นกลางแล้วไปลำดับเรื่องที่ธนาธรและทีมงานอธิบายมาตั้งแต่ต้นดูเถอะครับแล้วจะพบข้อพิรุธที่ทำให้เกิดคำถามมากมาย

ถามว่าคดีนี้ถ้ามีความผิดหากคดีไปสู่ศาลจะดำเนินไปอย่างไร กฎหมายมีบทบัญญัติโทษไว้ในมาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

จำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงสิบปี ที่สำคัญคือ ตัดสิทธิ์เลือกตั้งยี่สิบปี กว่าจะถึงวันนั้นธนาธรก็ย่างเข้าวัยหกสิบแล้ว

ไม่เพียงแต่เท่านั้นนะครับ ถ้ากกต.เห็นว่า ธนาธรมีความผิดอำนาจแรกของกกต.ตามมาตรา 132 คือ ให้ใบส้มธนาธร คือถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วมีความผิดก็จะมีโทษตามมาตรา 151

ทีนี้มาตรา 132 ยังมีผลพวงที่ตามมาด้วยคือ การยุบพรรค

มาตรา 132 บัญญัติว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือ เที่ยงธรรม หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทํา สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้บุคคลอื่นกระทําการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วไม่ดําเนินการเพื่อระงับการกระทํานั้น ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทําการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคําสั่ง และในกรณีที่ผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลําดับที่ จะได้รับการเลือกตั้ง ให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่

คําสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด

ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้คณะกรรมการดําเนินการเสนอคําร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย

จะเห็นว่า มีความพยายามโต้แย้งจากปิยบุตรและฝั่งธนาธรว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว กกต.มีอำนาจให้ใบส้มหรือไม่ โดยอ้างว่า ใบส้มใช้กับส.ส.เขต และถ้าจะเข้าข่ายมาตรา 132 ต้องเป็นเรื่องทุจริตการเลือกตั้งหรือเที่ยงธรรม แต่ถ้ากกต.วินิจฉัยวรรคสองก็เขียนไว้แล้วว่า คําสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด ทางเดียวคือไปสู้กันในศาล

งานงอกเลยครับ หากเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 132 แล้วเรื่องจะไม่จบที่ธนาธร แม้ว่าถ้าหากประกาศผลส.ส.แล้วถูกยุบพรรค สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จะสามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ แต่มีปัญหาตามมาว่า ถ้าธนาธรขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น การกระทำต่างๆตั้งแต่การรับรองผู้สมัครจะเป็นโมฆะไหม แล้วล่าสุดธนาธรยังเจอคดีรับรองผู้สมัครที่ศาลตัดสินแล้วว่าขาดคุณสมบัติซึ่งจะมีความผิดตามมาด้วย

ทบทวนอีกทีกรณีของธนาธรว่าไปแล้วไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ซับซ้อนเลย กฎหมายเขียนไว้ชัด และปรากฎหลักฐานอันเป็นข้อสงสัย กกต.ก็ต้องชี้มูลเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยเรียกให้ธนาธรมาชี้แจง แล้วนำคดีไปสู่ศาล คนที่อ้างว่า ยึดมั่นกระบวนการยุติธรรมก็ต้องต่อสู้ตามกระบวนการไป

บรรดาน้องฟ้าทั้งหลายคงต้องทำใจ ปล่อยให้พ่อไปสู้คดีในศาลถ้าผิดก็เป็นกรงกรรมที่พ่อก่อเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...