xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

** "ลุงตู่"บ่นพึม ค่าโง่โฮปเวลล์ 12,000 ล้าน “อะไรๆ ก็กู”ไม่เกี่ยวจริง แต่พึงระวัง เมกะโปรเจกต์แสนล้าน “สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือ”จะซ้ำรอยถ้าไม่ดูบทเรียน
ย้อนรอย“มรดกแห่งความอัปยศ”29 ปี กับค่าโง่ ใครที่ต้องรับชอบ ? เริ่มในรัฐบาลน้าชาติ โดย “มนตรี พงษ์พานิช”ล้มโดยรัฐประหารรัฐบาลอานันท์ ก่อนจะถูก ปลุกผีขึ้นมาใหม่ ในรัฐบาลชวน 1 แต่ไปไม่รอด ทิ้งงาน พ่อใหญ่จิ๋ว บอกเลิกสัญญาแบบมีกลิ่นหึ่งมติครม.วางยาตัวเอง เตะหมูเข้าปาก“กอร์ดอนวู” โจษจันกันเป็นประเด็นร้อนของคนเสียภาษี “ค่าโง่โฮปเวลล์”เงินภาษี มีอันจะปลิวเข้ากระเป๋าเอกชนอีกแล้ว... ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เป็นยกฟ้อง มีผลให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.51 โดย ร.ฟ.ท. ต้องคืนเงินชดเชยให้แก่ บริษัท โฮปเวลล์ จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ ซึ่งประกอบด้วย เงินที่บริษัทได้ชำระเป็นค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ ร.ฟ.ท. ถึงก่อนวันบอกเลิกสัญญา เป็นเงิน 2,850 ล้านบาท รวมถึงเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท และเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 180 วัน นับคดีถึงที่สุด
มหากาพย์เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อ ปี 2533 ช่วง"รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" ฟองสบู่เศรษฐกิจฟูฟ่อง เอื้อต่อการคิดเมกะโปรเจกต์ขึ้นมา โดยอ้างเหตุผลของการขยายตัวรองรับเศรษฐกิจ โครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล บนพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย มูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ก็เป็นหนึ่งในนี้...
ต่อมาเมื่อเปิดประมูล บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้งส์ ของ "นายกอร์ดอน วู" ยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้างของฮ่องกง เป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่ง บริษัทลาวาลิน (SNC-Lavalin) จากแคนาดา มีการลงนามในสัญญาโดย "นายมนตรี พงษ์พานิช" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคกิจสังคม กับ บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 9 พ.ย.33 อายุของสัมปทาน 30 ปี ... แรกเริ่มการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ เป็นไปอย่างล่าช้า จากการส่งมอบพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟ ขณะที่ฟองสบู่เศรษฐกิจไม่ได้เป็นอย่างทิ่คิด การก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล
พอเข้าสู่ปี 2534 เมื่อเกิดรัฐประหาร เปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น "รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน" โครงการที่อนุมัติโดยรัฐบาลชาติชาย หลายโครงการถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบรวมถึง โครงการโฮปเวลล์ โดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ ... เมื่อพ้นจากรัฐบาลอานันท์ มาเป็น "รัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่ 1" โครงการโฮปเวลล์ ถูกปลุกผีขึ้นมาใหม่ โดย"พ.อ.วินัย สมพงษ์" รมว.คมนาคม แต่ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ต่อ เพราะมีปัญหาเรื่องเงินทุน แหล่งเงินกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และปัญหาเรื่องแบบก่อสร้าง ... โครงการถูกล้มไปแล้วพอจะผลักดันให้ไปต่อ ก็ยังมีปัญหา กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะยกเลิกอีกในสัญญาดันไม่มีการระบุว่า ให้โฮปเวลล์ของกอร์ดอนวู ก่อสร้างไปได้เรื่อยๆ เสร็จเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นผลให้บริษัทโฮปเวลล์ มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะไม่ทำโครงการให้แล้วเสร็จ
ต่อมาใน"รัฐบาลพ่อใหญ่จิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติครม. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.40 ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์ หลังจากบริษัทโฮปเวลล์ หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เดือนส.ค.40 ... แต่การออกมติครม.ขณะนั้น ก็ถูกวิจารณ์หนักว่าไปเข้าทาง กอร์ดอนวู "รัฐบาลวางยาตัวเอง" ว่ากันว่า สัญญาโฮปเวลล์ เป็นการร่างสัญญาสัมปทานให้ภาครัฐเสียเปรียบ คือ ภาครัฐบอกเลิกสัญญาไม่ได้ แต่เอกชนทำได้ จึงเป็นที่มาของการจะต้องเสีย‘ค่าโง่’ให้ กอร์ดอนวู บริษัทโฮปเวลล์ฯ
โครงการการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ มาดับสนิท สิ้นสุดลงจริงๆ ในสมัย "รัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2" หลังดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 7 ปี มีความคืบหน้าเพียง 13.77% น้อยกว่าที่ควรจะมีความคืบหน้า 89.75% กระทรวงคมนาคม ได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.41 โดย"นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" รมว.คมนาคม และ "นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" รมชข.คมนาคม ... แล้วก็เป็นอย่างที่คาด ภายหลังจากบอกเลิกสัญญา บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้งส์ ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นค่าใช้จากการเข้ามาลงทุนเป็นเงิน 56,000 ล้านบาท ในขณะที่การรถไฟฯ ก็เรียกร้องค่าเสียโอกาส ในการใช้ประโยชน์จากโครงการ เป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท
คณะอนุญาโตตุลาการขณะนั้น ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด ในฐานะตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวแทนจากโฮปเวลล์ฯ และ นายถวิล อินทรักษา อดีตผู้พิพากษา เป็นประธานฯ คณะอนุญาโตตุลาการ ได้วินิจฉัยชี้ขาด เมื่อวันที่ 8 พ.ย.51 ให้จ่ายค่าเสียหายกับโฮปเวลล์ โดยร.ฟ.ท.ต้องคืนเงินชดเชยให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ ซึ่งประกอบด้วยเงินที่บริษัทได้ชำระเป็นค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินของร.ฟ.ท. ถึงก่อนวันบอกเลิกสัญญา เป็นเงิน 2,850 ล้านบาท รวมถึงเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท และเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท
ทว่า กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ก็ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ในกรณีพิพาทการบอกเลิกสัญญา โดยเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 57 ศาลปกครอง ซึ่งมีอำนาจพิจารณาข้อพิพาทสัญญาทางปกครอง จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ วันที่ 30 ก.ย. 51 และ 15 ต.ค. 51 ทั้งฉบับ และให้ปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ทำให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในการบอกเลิกสัญญาแก่โฮปเวลล์
ที่ผ่านมา นับแต่มีการก่อสร้าง "โครงการโฮปเวลล์" ขึ้นเสาตอม่อที่โด่เด่ ขึ้นมาค้างเติ่งอยู่หลายปีดีดักเหมือนประจานความอับยศของรัฐบาล ... ค่าโง่ราคาแพงนี้ หากจะหาผู้รับผิดชอบเป็นนักการเมืองที่เข้ามาล้วงลูกหาผลประโยชน์ โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ แบบนี้ เวลามีความเสียหายเกิดขึ้น สุดท้ายต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปแบกรับ
งานนี้คนที่กุมขมับคงไม่แคล้ว “ลุงตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอฟังว่ารัฐบาลต้องจ่ายค่าโง่อีกแล้ว“อะไรๆ ก็กู”เรื่องคาราคาซังมานานมาลงที่"รัฐบาลลุงตู่" ทุกที ... ไม่ประหลาดใจที่ลุงตู่จะเหวี่ยงเล็กน้อย ก่อนจะบอกว่า "ให้รอดูคำพิพากษาเต็มๆ ก่อน ที่แน่ๆ รัฐบาลนี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง และเขายังเจรจากันอยู่ โครงการนี้ใครทำ และรัฐบาลไหนแก้ รัฐบาลนี้ต้องมาแก้ หลายเรื่องแล้วที่รัฐบาลแก้ไป ทั้งใช้ มาตรา 44 เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว และแก้ไม่ได้ เข้าใจหรือยัง ถ้าบอกว่าไม่ต้องแก้ ให้ปล่อยอย่างนี้ ก็จะโดนเขาฟ้องมากขึ้นไปเรื่อยๆ เอาหรือไม่ รัฐบาลนี้แก้ยังโดนด่าเลยไม่ใช่รัฐบาลนี้ไม่แก้ ต้องไปด่าคนไม่แก้ "
ใครเป็นใครในโครงการนี้ ก็ไปไล่เช็กบิลกันให้ดีๆ แต่ที่ตายไปแล้ว ก็มีไม่น้อย ... อย่างไรก็ใช่ว่า รัฐบาลลุงตู่จะขว้างงูให้พ้นคอไปได้หมด ตัวเองก็ต้องพึงระวัง "อภิมหาโปรเจกต์แสนล้าน" ที่เปิดประมูล และจะอนุมัติให้รัฐบาลชุดนี้ด้วยเหมือนกัน จาก"ค่าโง่โฮปเวลล์" ถ้าหากภาครัฐไม่ทำตามเงื่อนไข โครงการ เมกะโปรเจกต์ ระดับแสนล้าน เช่น รถไฟความเร็วสูง สนามบิน และท่าเรือ ที่มีผู้เข้าร่วมประมูล ระดับโลกสนใจเข้าร่วมด้วย ก็น่าเป็นห่วง...
โดยเฉพาะ "สนามบินอู่ตะเภา" ตอนนี้ก็ซุบซิบกันในวงใน เพราะไม่มีข่าวจากคณะกรรมการคัดเลือกฯ เลย เงียบผิดปกติ คงมีอะไรสักอย่างที่อาจจะไม่ลงตัว จึงยังไม่สามารถประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติได้ แต่จากการรายงานทั้ง 3 กลุ่ม ที่เข้าร่วมประมูลล้วนเป็น "กลุ่มทุนยักษ์" ต่างมีจุดอ่อนจุดแข็ง ในเรื่องคุณสมบัติจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ถ้าไม่ละเอียดรอบคอบ เกิดปัญหาที่ ไม่มีคำตอบที่อธิบายได้... ระวังจะซ้ำรอยโฮปปเวลล์

**จริงดิ ? ข่าว“ลุงป้อม”ติดอันดับเศรษฐีเอเชียเคียงข้างเจ้าสัว และ มหาเศรษฐีชื่อดัง หรือมีอะไรในกอไผ่ ทำไมข่าวกลับมาฮิตใหม่ แชร์กันวนไป สื่อทีวีจับมาเล่าเป็นเรื่องเป็นราว ย้อนไปต้นปีก็เคยมีข่าวทำนองเดียวกันมาแล้ว
น่าแปลกใจว่า วันสองวันมานี้ ข่าวที่พาดหัว“บิ๊กป้อม ติดโผทำเนียบเศรษฐีเอเชีย”จะมาฮิตติดลมบน แชร์กันวนไปในโลกออนไลน์ แถมสื่อทีวี ก็หยิบมาขยายความ โดยอ้างแหล่งที่มาจากเว็บไซต์ ที่ชื่อ “อินเวสติ้งดอทคอม”โดยว่าเป็น เว็บข่าวด้านการเงิน เศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งมีเครือข่ายในหลายประเทศ... เนื้อหาที่เป็นข่าวบอกว่าได้รวบรวมอันดับบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยในระดับเศรษฐีของทวีปเอเชียทั้งหมด 45 คน แต่ไม่ได้มีการเรียงลำดับตามจำนวนทรัพย์สินแต่อย่างใด โดยหนึ่งในรายชื่อของบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยดังกล่าว มีชื่อของ“บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมของไทย ติดอยู่ด้วย...
ทว่า สื่อไทยบอกว่า เว็บไซต์อินเวสติ้ง ไม่ได้เปิดเผยจำนวนทรัพย์สินทั้งหมดของ พล.อ.ประวิตร เหมือนกับเศรษฐีเอเชียคนอื่นๆ ที่ได้รับการจัดอันดับในบทความนี้ พร้อมกับบอกว่า ภาพของ พล.อ.ประวิตร ขณะที่ยกแขนมาบังแดด จนทำให้เห็นนาฬิกาแบรนด์หรู "ริชาร์ด มิลล์" และแหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่นิ้วมือ ได้กลายเป็นภาพที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย และทำให้ชื่อเสียงของ พล.อ.ประวิตร เสื่อมเสีย เนื่องจากนาฬิกาหรู และแหวนเพชรเหล่านี้ ไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร จึงทำให้มีการพูดถึง และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการคอร์รัปชัน อำนาจ และความร่ำรวยของทหารในประเทศไทย ...
สื่อไทยที่มีทั้ง ช่อง 3 อัมรินทร์ ทีวี ยังเล่าข่าวนี้อีกว่า พล.อ.ประวิตร ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และมียังมีบทบาทสำคัญมากมายในรัฐบาลชุดนี้ โดยเว็บไซต์อินเวสติ้ง คาดว่าคอลเลกชันนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร อาจมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้าน 5 แสนดอลลาร์ สหรัฐฯ หรือกว่า 47 ล้านบาท ขณะที่บรรดาเศรษฐีเอเชียคนอื่นๆ ที่ติดโผในการจัดอันดับนี้ ก็มีทั้ง "นายเฉลิม อยู่วิทยา" เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง "นายโช หยาง-โฮ" ประธานบริษัทโคเรียนแอร์ ชาวเกาหลีใต้ ตระกูลลี จากบริษัทซัมซุง ของเกาหลีใต้ และ"นายแจ๊ค หม่า" ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ ของจีน ส่วนนักการเมืองที่ติดอันดับบุคคลร่ำรวยในเอเชียนี้ ก็มี "นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ" ผู้นำญี่ปุ่น และ "ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด" ของอินโดนีเซีย...
เมื่อย้อนดู ก่อนนี้สื่อไทยหลายฉบับก็เคยเอาเรื่องทำนองนี้ แต่เป็นการจัดอันดับของ CNN ชื่อดังของโลก ที่ออกมาในทำนองเสียดสี “รวย และ อื้อฉาว”ในหัวข้อ 10 กลุ่มบุคคลน่าสนใจ (และร่ำรวย) ภูมิภาคเอเซีย ประจำปี 2019 -- Real Life Crazy Rich Asians : The 10 Most Interesting (and Richest) Asians of 2019 ซึ่งมีรายชื่อบุคคลทั้งนักธุรกิจและบุคคลทางการเมืองหลายรายที่มี เรื่องอื้อฉาว รวมทั้งคนไทยจำนวนหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ชาวไทยเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังแบรนด์ “กระทิงแดง หรือ Red Bull”ที่ระบุว่าถือครองทรัพย์สินราว 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 693,000 ล้านบาท แต่ "นายวรยุทธ อยู่วิทยา" ทายาทลูกชาย นายเฉลิม เผชิญข้อกล่าวหาคดีขับรถหรูชนตำรวจนายหนึ่งเสียชีวิต เมื่อช่วงปี 55 แต่ นายวรยุทธได้หลบหนีคดีไปต่างประเทศ
ทั้งยังมีชื่อ "นายเปรมชัย กรรณสูต" ชาวไทย ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ถือครองทรัพย์สินราว 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 8,000 ล้านบาท โดยซีเอ็นเอ็น รายงานด้วยว่า นายเปรมชัย ก็อยู่ระหว่างเผชิญข้อกล่าวหาล่าสัตว์สงวนเสือดำ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเมื่อช่วงเดือน ก.พ. 61
นอกจากนั้น ซีเอ็นเอ็น ยังรายงานถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่ามีมูลค่าถือครองทรัพย์สินทั้งหมดไม่เปิดเผย และตกเป็นข่าวอื้อฉาว กรณีการครอบครองนาฬิกาหรู 9 เรือน โดยไม่มีการแสดงอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ... สื่อไทยหยิบเรื่องนี้มาเล่น เมื่อประมาณ วันที่ 4 ม.ค. เนื้อหาแทบไม่แตกต่างแต่เปลี่ยนสำนักข่าวจาก CNNมาเป็น อินเวสตี้งส์ดอทคอม ซึ่งล่าสุดก็แว่วว่า เรื่องนี้ปลิวไปแล้ว...
"ลุงป้อม" โดนล้อมาแล้วคราวหนึ่ง คงไม่ต้องบอกว่าจริง หรือไม่จริง เจตนาของสื่อนอกต้องการเสียดสีมากกว่าจริงจัง บังเอิญสื่อไทย ก็หยิบมาขย่มซ้ำ มาคราวนี้ กระแสเรื่องนี้ถูกเอามาฉายซ้ำอีกที วนกันนำเสนอในหมู่สื่อดัง แชร์กันวนไปในโลกออนไลน์ ไม่รู้ว่า เจตนา เพื่ออะไร ? ...ที่แน่ๆ อวยกันรวยแบบนี้"ลุงป้อม"ย่อมไม่ปลื้ม

**ฮั่นแน่ พ่อฟ้า"ธนาธร" โพสต์ พบUNอ้างคนไทยอยู่ยุโรป เพราะหมดหวังกับประเทศไทย

ช่วงนี้เมืองไทยร้อนมาก หรือกำลังจะถูก กกต.ชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามกรณี หุ้นวี-ลัค วันนี้ (23เม.ย.) "พ่อฟ้า"ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงไปไกลถึงยุโรป "พ่อน้องฟ้า" ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพลงในเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkitเนื้อหาพูดถึง คนรุ่นใหม่กับการพัฒนาเมือง : ประเทศไทย 3Dsตอนหนึ่ง ระบุว่า มายุโรปเที่ยวนี้ ภารกิจหลักของคือการไปพบ UN และองค์กรระหว่างประเทศด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน 2-3 องค์กร แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว เลยถือโอกาสมาดูการพัฒนาเมืองของหลายเมืองสำคัญในยุโรป และยังได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ด้านการพัฒนาเมืองกับนักศึกษาไทยในยุโรป...
ธนาธร บอกอีกว่า ที่ TU Delft ซึ่งถูกเปรียบว่าเป็น MIT ของเนเธอร์แลนด์ นักศึกษาที่นี่เชิญไปพูดเรื่องการมีส่วนร่วมในนโยบายพัฒนาประเทศของคนรุ่นใหม่ และได้เสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ได้จากการเรียนในเนเธอร์แลนด์หลายประเด็น เช่นการจัดการน้ำ การรวมตัวของเกษตรกรโคนม และการวางผังเมืองด้วยการมองวัฏจักรชีวิตของโครงสร้างพื้นฐานในเมือง
ผมยังได้พูดคุยกับนักศึกษาเหล่านี้ ถึงประเด็นประชาธิปไตย การยุติรัฐราชการรวมศูนย์ และบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการเมือง เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า อนาคตของประเทศไทย จะต้องประกอบด้วย 3Ds คือ Demilitarisation, Democratisation และ Decentralisation
คนไทยกว่าร้อยคนที่มารวมกันในวันนั้น ยืนยันในความเชื่อของเขาว่า คนไทยมีศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ มีพลังพอจะขับเคลื่อนประเทศของเราให้ไปไกลกว่านี้ เพราะนักศึกษาเหล่านี้ เรียนเรื่องการพัฒนาเมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง แต่พวกเขากลับไม่มีพื้นที่ และโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นอย่างที่พวกเขาฝัน
ที่ไฮไลต์ก็ตรงที่บอกวา " คนที่มาทำงาน มีครอบครัวที่นี่ เป็นเพราะหมดหวังกับประเทศไทยแล้ว ทั้งที่พวกเขาส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศ แต่การมาพบเจอกับเราครั้งนี้ ปลุกไฟในใจของคนไทยกลุ่มนี้ ขึ้นมาอีกครั้ง ไฟที่บ่งบอกความหวังว่าอนาคตใหม่ของประเทศไทยเป็นไปได้ สังคมที่ดีกว่านี้เป็นไปได้"
โอ้โห "พ่อฟ้า" ถ้าถึงกับหมดหวังกับประเทศไทย ไหนๆไปไกลถึงยุโรป ฟ้อง UN ก็ดูๆ ที่ทางทางนู้น เผื่อคำตัดสิน กกต.ไปด้วยเลยดีมั้ย

**“โจ๊ก”โป๊ะแตกอีก เบื้องหลังขบวนการขายบัตร“Fast Track”สุวรรณภูมิคืนชีพ แค่จ่ายใครๆ ก็ผ่านได้เร็ว สาวไปสาวมา ต้นตออยู่ที่อดีตผู้การ ตม. สั่งพิมพ์ขายเองใบละ 35 บาท รายได้กว่า 4 ล้านต่อเดือน ยังไม่รู้รายได้เข้ารัฐหรือไม่ ส่วนทัวร์โขกราคาใบละ 500 บาท ทำกันเย้ยกฎระเบียบ

ดูทรงอาจจะถูกสอบ"โป๊ะแตก" อีกคดี หรือไม่ สำหรับ“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”เมื่อครั้งยังสวมเครื่องแบบเป็น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เนื่องเพราะ การขายบัตร “Fast Track”ที่นิยมกันทั้ง คนทั่วไป และจากบริษัททัวร์ ราคาตั้งแต่ 300-500 บาท ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องอำนวยความสะดวกที่ใครๆ ก็ชอบ ผู้โดยสารจ่ายเพิ่มสามารถเดินผ่านเข้าช่องทาง “Priority Lane”ได้สะดวก แต่มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ถ้าจำกันได้ เคยมีข่าวเมื่อช่วงกลางปี 61 กรณีการให้บริการบัตร Premium Lane ผ่านช่องทาง Priority Lane ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พบว่ามีขบวนการหาผลประโยชน์ ขายบัตร Premium Laneให้แก่ผู้โดยสารทั่วไป ผ่านทัวร์ และบริษัทนายหน้า ราคาขั้นต่ำ 200 บาทต่อใบ ไปจนถึง 900-1,000 บาทต่อใบ ต่อคน ผิดระเบียบหลักเกณฑ์ที่ให้จัดทำช่องทาง Priority Laneขึ้น ...จริงๆแล้วก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารกรณีพิเศษตามกฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ทูต ลูกเรือ ผู้พิการ ส่วนสายการบินที่ต้องการบริการ ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง หรือชั้นธุรกิจ จ่ายค่าบริการที่ 20 บาท ต่อใบ
บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.ได้เคยยืนยันว่า การปฏิบัติงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน เข้มงวดในการตรวจสอบผู้ถือบัตร Premium Lane โดยประสานงานใกล้ชิดกับ คณะกรรมการดำเนินธุรกิจการบินประเทศไทย (AOC)และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไม่ให้มีการใช้บัตรผิดประเภทโดยมิชอบ
หลังจากมีข่าวขบวนการขายบัตร Premium Lane จึงถูกจับตา ทำให้การแอบขายผ่านทัวร์ลดลง แต่... เมื่อช่วงต้นปี 62 วงจรอุบาทว์ก็กลับมาใหม่ บัตรผ่านสะดวกนี้กลับมาฮิตเวอร์ใหม่ สืบไปสืบมา ก็ไปเจอว่า "พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล" ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในขณะนั้น ได้เรียกประชุม ผู้แทน ทอท., AOC และบริษัท VFS Global Group จำกัด ซึ่งตม.ระบุว่า เป็นบริษัทที่ได้คัดเลือก และแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายบัตร Fast Track ที่จะนำมาให้บริการรูปแบบใหม่ โดยจะขายให้สายการบินในราคา 35 บาท สำหรับให้ผู้โดยสารใช้บริการ ช่องทาง Priority Lane ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภายใต้โครงการ Fast Track Lane
ว่ากันว่า บริษัท VFSได้จัดพิมพ์บัตร Fast Trackจำนวน 120,000 ใบ และจะเพิ่มเป็น 150,000 ใบ/เดือน ในช่วงฤดูท่องเที่ยว คิดเป็นรายได้ไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท/เดือน ... คนเขาสงสัยกันว่า การที่ ตม.ภายใต้การดูแลของ "โจ๊ก" ตอนนั้นจ้างบริษัทเอกชนพิมพ์บัตร และเรียกเก็บจากสายการบิน 35 บาท/ใบ ตม.ใช้อำนาจ หรือกฎหมายใด ส่วนราคา 35 บาท มีพื้นฐานต้นทุนอย่างไร ...
ขณะที่บริษัท VFS GLOBALไม่ได้เป็นคู่สัญญาในการดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์กับ ทอท. เหตุใดสามารถเช่าพื้นที่เป็นสำนักงานกับ สุวรรณภูมิได้ ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นที่ราชพัสดุ ไม่สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการหาผลประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทอท.ได้ และเป็นที่น่าสังเกตว่า พนักงานของบริษัทดังกล่าว มีบัตรผ่านเข้าออกพื้นที่หวงห้ามของสนามบินได้อย่างไร และทอท.ออกให้โดยเงื่อนไขใด ...
เท่านั้นยังไม่พอ ยังพบมีการขายบัตร Fast Trackกันอย่างกว้างขวางทั่วไป และ จากบริษัททัวร์ ราคาตั้งแต่ 300-500 บาท ผู้โดยสารจ่ายเพิ่มสามารถเดินผ่านเข้าช่องทาง Priority Laneได้สะดวก
คำถามยุบยั่บไปหมด คำนวณตัวเงินผลประโยชน์จากกระบวนการขายบัตร ก็ไม่น้อยอยู่ แต่“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”วันนี้ไม่อยู่ให้ตอบคำถาม Fast Track ไปแล้ว นี่สิปัญหา

---------------
รูป-
- มนตรี พงษ์พานิช
- พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
- ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

กำลังโหลดความคิดเห็น...