xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อเลือกตั้งไม่มีผลแพ้ชนะ และคนรุ่นใหม่สมาทานกับระบอบทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่นั้น เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เรากลัว Strong Prime Minister ที่เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะ ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้โอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถือเสียงข้างมาก ไม่รับฟังเสียงข้างน้อย แล้วครอบงำองค์กรอิสระและ ส.ว.จนง่อยเปลี้ยเสียแขน

แน่นอนว่า การชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากนั้นเป็นความชอบธรรมตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย แต่การใช้อำนาจที่ได้มานั่นต่างหากที่จะพิสูจน์ว่า ผู้ใช้อำนาจเป็นนักประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ฉะนั้นที่มาของอำนาจไม่ใช่ตัววัดสำคัญว่า คุณเป็นฝ่ายประชาธิปไตยอย่างที่เรียกขานกัน แต่การใช้อำนาจต่างหากที่วัดว่าเป็นผู้นำแบบไหน

นักวิชาการที่สนับสนุนระบอบทักษิณบางคนพยายามสร้างภาพรัฐพันลึกที่ซ่อนอยู่ข้างหลังของรัฐบาลที่คอยขับเคลื่อนกลไกของรัฐอีกชั้นหนึ่ง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบทักษิณก็ซ่อนรัฐพันลึกที่กำกับโดยเครือข่ายแวดล้อมของทักษิณ จากหลังบ้านคนใกล้ตัว ที่กำกับการโยกย้าย การประมูลงาน และสั่งการรัฐมนตรีซ้อนอำนาจรัฐตามกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง

ปัญหาว่าเราลองย้อนมองดูว่ารัฐพันลึกตามโครงสร้างเก่าในความหมายที่นักวิชาการมองซ้อนเข้ามาเห็นภาพกดทับรัฐบาลนั้น ได้ใช้อำนาจในการกำกับแนวทางของรัฐให้เดินไปตามร่องตามรอยหรือแสวงหาประโยชน์ เมื่อเทียบกับรัฐพันลึกที่ซ่อนอยู่หลังรัฐบาลทักษิณที่ประเทศได้รับบทเรียนมาแล้วอันไหนน่ากลัวกว่ากัน

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามภาพของ Strong Prime Minister หรือระบบกึ่งประธานาธิบดี จากรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น ทำให้คนที่ได้อำนาจมาใช้อำนาจอย่างไม่บันยะบันยัง เพราะระบบที่ให้อำนาจกับตัวบุคคลมากจนเกินไป ถ้าได้คนดีมีคุณธรรมก็สามารถนำพาบ้านเมืองไปข้างหน้าได้ แต่ในทางกลับกันถ้าคนไม่ดีหลงระเริงในอำนาจแล้ว ก็นำพาบ้านเมืองไปแบบที่ทักษิณนำพาไปนั่นเอง

ความล่มสลายของประชาธิปไตยเฟ้อในยุคทักษิณ ที่ซุกซ่อนไว้ด้วยการผ่องถ่ายผลประโยชน์จากอำนาจรัฐเข้าสู่ธุรกิจตัวเองและเอาเศษเงินไปแจกประชาชน อำนาจที่ล้นมือทำให้ทุกฝ่ายต้องเข้ามาสวามิภักดิ์หรือเลือกเราจึงจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์นั้น มันยิ่งกว่าอำนาจรัฐแบบเก่าที่เราเรียกว่ากึ่งประชาธิปไตยและเผด็จการด้วยซ้ำไป

แต่ไม่ได้หมายความว่า การใช้อำนาจประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้งเพื่อกำหนดผู้ปกครองประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แต่ปัญหาคือ เราไม่มีระบบควบคุมคุณธรรมที่เข้มข้นพอทั้งที่เป็นรูปของกฎหมายและการสร้างจิตสำนึกของผู้นำที่ได้อำนาจจากประชาชนมา

แน่นอนว่า ระบอบประชาธิปไตยที่วัดกันด้วยเสียงข้างมาก จะมีความเท่าเทียมกันในเชิงกายภาพ แต่ไม่ได้มีความเท่าเทียมกันในเชิงคุณค่า คนที่เข้าสู่อำนาจได้นั้นต้องเป็นคนที่มีฐานะมีเครือข่าย มีระบบอุปถัมภ์ และคนที่ใช้อำนาจก็มีสถานะที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งความรู้การศึกษา ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่วิธีการคัดสรรคนที่ดีที่สุด แต่เป็นวิธีการคัดสรรคนที่ได้รับความนิยมหรือคนที่มีพวกมากกว่าเท่านั้นเอง

การบูชาประชาธิปไตยโดยการมองข้ามการใช้อำนาจรัฐและอำนาจซ้อนรัฐที่กำกับโดยหลังบ้านคนแวดล้อมของทักษิณที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองรองรับอยู่นั้น ทำให้ฝ่ายบูชาการเลือกตั้งหลงมัวเมาในการยึดทักษิณเป็นวีรบุรุษของฝ่ายประชาธิปไตย เพราะกลัวทักษิณน้อยกว่าอำนาจเผด็จการ

จนกระทั่งฝั่งหนึ่งที่ฉวยโอกาสเรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยึดเอาฝั่งทักษิณเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแนวทางของตัวเอง ทั้งที่มีความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยแบบดิบๆ และมองเห็นว่าทักษิณมีมวลชนมากพอที่จะสั่นคลอนระบอบเก่าลงได้ จนทักษิณลำพองว่ามีมวลชนหนุน มีนักวิชาการหนุนหลัง และพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาอำนาจกลับคืนมา

แต่โครงสร้างของระบอบเก่าที่อยู่ในสังคมไทยที่ขับเคลื่อนด้วยพลังอนุรักษ์ที่มีจิตสำนึกของความยึดมั่นในสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และถูกมองว่า เป็นรัฐพันลึก เป็นโครงสร้างเก่าที่คอยกำกับนักการเมืองอีกชั้นหนึ่ง มองเห็นภยันตรายของการใช้อำนาจอย่างที่ไม่บันยะบันยังของระบบ Strong Prime Minister หรือระบบกึ่งประธานาธิบดี จากบทเรียนของทักษิณและรัฐบาลของทักษิณ เมื่อได้อำนาจกลับคืนมา ก็พยายามจะสร้างระบบขึ้นมาเพื่อป้องกันนักการเมืองแบบทักษิณไม่ให้เข้ามาใช้อำนาจอีก

มันก็เลยเกิดการปะทะกันของสังคมไทยระหว่างสองฝ่าย แต่การต่อสู้ที่ไม่มีฝ่ายไหนแพ้ชนะนั้น มันกลายเป็นตัวฉุดรั้งให้สังคมเดินหน้าออกจากความขัดแย้งไม่ได้ ในขณะที่อำนาจของกลุ่มทุนสามานย์ที่ใช้การเลือกตั้งเป็นใบเบิกทางเข้ามายึดอำนาจ กับกลุ่มคนที่ยึดมั่นในสถาบันของชาติกำลังปะทะกันนั้น มันเกิดภาวะใหม่ที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐด้วยเทคโนโลยีที่มีอำนาจเหนือรัฐ ด้วยระบบการสื่อสารแบบใหม่ทำให้ทุกฝ่ายมีกระบอกเสียงที่เท่ากัน จนทำให้โลกกลายเป็นโลกเดียวกันจนรอยแบ่งดินแดนไม่มีความหมายอีกต่อไป

เกิดกระบวนการที่เรียกว่า พวกต่อต้านระบบ (Anti Establishment)ขึ้นมา พวกนี้เติบโตมากับระบบทุนนิยม จนกลายเป็นแนวร่วมของพวกทุนสามานย์ที่มีภาพของประชาธิปไตยและความเป็นเสรีนิยมมากกว่า จึงเกิดคนแบบธนาธรขึ้นมาเป็นแกนนำในการพาคนรุ่นใหม่เข้าสมาทานกับระบอบทักษิณไปโดยปริยาย

แม้ว่าฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณพยายามจะออกแบบกลไกใหม่ขึ้นมาเพื่อป้องกันคนแบบทักษิณกลับมาอีก แต่พวกเขาไม่ได้ทำให้คนที่ศรัทธาทักษิณเปลี่ยนใจด้วยการแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ และทดแทนการทำงานด้วยแนวทางที่โปร่งใสและแตกต่างจากทักษิณเพื่อเปลี่ยนใจมวลชน แต่พวกเขากลับทำงานแบบที่ทักษิณทำแต่ยากจะตรวจสอบยิ่งกว่า กลายเป็นภาพที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า เป็นจุดด้อยยิ่งกว่าเพราะมันไม่สามารถตรวจสอบได้

แล้วสิ่งที่ผู้ที่เข้ามามีอำนาจพยายามทำก็คือ การสร้างกติกาให้ไม่มีระบบ Strong Prime Minister หรือระบบกึ่งประธานาธิบดีเกิดขึ้นอีก กติกาจึงถูกเขียนขึ้นให้พรรคการเมืองยากที่จะครองเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ก็เลยเกิดผลการเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ขึ้น ไม่มีพรรคไหนที่ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากและตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อีก

เท่านั้นยังไม่พอเมื่อรัฐบาลที่มีอำนาจต้องการกลับเข้ามาบริหารอีก อาจจะเพราะมองเห็นว่า ภัยจากระบอบทักษิณยังมีอยู่หรือยังไม่อิ่มในอำนาจก็ตาม ก็เลยสร้างกติกาให้ส.ว.สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้ด้วย แต่ลืมไปว่า การที่ไม่สามารถเอาชนะใจมวลชนของระบอบทักษิณได้นั้น มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้ ทำได้เพียงพรรคของทักษิณไม่สามารถชนะแบบพรรคเดียว แต่พรรคการเมืองฝั่งทักษิณแม้จะเป็นพรรคกระจายไปก็ยังครองเสียงข้างมากได้อยู่ดี

กระทั่งผลเลือกตั้งออกมา แม้อีกฝั่งจะมีส.ว.ที่ตั้งมากับมือ ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะตั้งรัฐบาลได้ จนมีการพูดว่าต้องดึง"งูเห่า"ฝั่งตรงข้ามมาสนับสนุน พูดกันถึงค่าหัวหลักหลายสิบล้านบาทต่อคน และพูดกันจนกลายเป็นความชอบธรรมไป ถามว่า นี่มันจะทำให้ประเทศชาติเดินไปอย่างยั่งยืนได้อย่างไร บ้านเมืองที่ต้องการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

แล้วลองนึกภาพเลยไปอีกเมื่อหมดบทเฉพาะกาล 5 ปีข้างหน้าที่ส.ว.ไม่สามารถโหวตได้อีก เป็นประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่หากกติกาเป็นเช่นนี้ประเทศจะเดินไปได้ไหม เพราะไม่มีวันที่จะมีพรรคไหนได้เสียงข้างมากด้วยวิธีการตามรัฐธรรมนูญ2560กำหนดไว้แน่ รัฐบาลก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมที่ไม่มีเสถียรภาพตลอดไป

สรุปแล้วมันเป็นกติกาที่ป้องกันนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากหรือป้องกันไม่ให้ประเทศมีความเข้มแข็งด้วย แน่นอนในความเป็นชาติเราต้องการรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง เราต้องการผู้นำที่ดีมีคุณธรรม แต่ผลลัพธ์จาก Strong Prime Minister ของรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้เรากลัวคนไม่ดีเข้ามาใช้อำนาจที่มีมากจนเกินไป จนหันไปเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นมาอีก

กลายเป็นว่าแทนที่เราจะทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง แล้วสร้างเครื่องมือในการป้องกันคนไม่ดีเข้ามาใช้อำนาจ เรากลับได้รัฐบาลที่อ่อนแอและไม่มีกลไกในการป้องกันคนไม่ดีเข้ามา ตอนที่เราลงมติรัฐธรรมนูญ 2560 เราก็เรียกมันว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เป็นเพียงวาทกรรมชวนเชื่อไม่มีส่วนไหนที่สามารถป้องกันคนไม่ดีเข้ามาใช้อำนาจได้เลย แถมยังลดทอนประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเสียด้วยซ้ำ

สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกเขียนขึ้นเพื่อรักษาอำนาจคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ แต่ภาพที่หลายคนเขามองเห็นมันถูกเปรียบเทียบการใช้อำนาจของรัฐบาลนี้กับรัฐบาลแบบทักษิณทำให้เห็นว่า มันไม่ได้มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก

คนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบกฎเกณฑ์ของอำนาจรัฐแบบแข็งตัวและผู้นำแบบทหารกับฝ่ายระบอบทักษิณกลายเป็นแนวร่วมของกันและกัน เพราะมีเป้าหมายในการต่อต้านเดียวกันจนสะท้อนออกมาเป็นผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้ซึมซับความชั่วร้ายของระบอบทักษิณเช่นคนรุ่นพ่อแม่เขามาก่อน

จึงมองไม่ออกเลยว่า เมื่อผลการเลือกตั้งเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร มีวิถีทางไหนบ้างที่เราจะไม่กลับไปสู่ความขัดแย้งอีก แต่ไม่ได้โทษคนที่ออกมาชุมนุมบนท้องถนนเพื่อขับไล่รัฐบาลนะครับ เพราะระบบแบบนี้มันทำให้ได้รัฐบาลที่ฉ้อฉลดังนั้นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ฉ้อฉลก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

ผลลัพธ์ตอนนี้มันบอกนะครับว่า ยากที่ฝ่ายไหนจะตั้งรัฐบาลที่มั่นคงได้ และแม้จะได้รัฐบาลก็ยังไม่มีระบบที่ดีพอที่จะควบคุมการใช้อำนาจเพื่อหยุดยั้งคนไม่ดี ความเลือกข้างถือหางและต่างฝ่ายต่างก็มองว่าฝั่งตัวเองทำในสิ่งที่ถูกนั้น เป็นประกายไฟที่พร้อมจะปะทุตลอดเวลา เพราะต่างเชื่อมั่นว่าตัวเองมีความชอบธรรมและมองว่าอีกฝ่ายไม่ชอบธรรม

จากวันที่เราจำเป็นต้องให้ทหารเข้ามาเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง เวลาผ่านไป5ปี มองไม่เห็นเลยว่า ความขัดแย้งจะยุติลงได้แถมทำให้ระบอบทักษิณกับคนรุ่นใหม่กลายเป็นแนวร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกัน

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...