xs
xsm
sm
md
lg

สนธยาและรุ่งอรุณของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ๒๕๖๒ ( ๓) : พรรคพลังประชารัฐ โชติช่วงเพียงชั่วคราว หรือเปล่งประกายยาวนาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

แบบแผนการเมืองไทยอย่างหนึ่งที่มีการกระทำซ้ำในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งคือ คณะบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหารจะดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมือง และใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือยืดเวลาการครองอำนาจต่อไปอีกระยะหนึ่ง

พรรคการเมืองที่ได้รับการอุปถัมภ์จากคณะรัฐประหารมักได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จัดขึ้นมาภายหลังการรัฐประหาร หากมองย้อนประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๐๐ เราก็เห็นชัยชนะของพรรคเสรีมนังคศิลา ที่ได้รับการอุปถัมภ์จาก จอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะ ถัดมาในการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๑๒ พรรคสหประชาไทย ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ จอมพลถนอม กิตติขจรและจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็ได้รับชัยชนะเช่นเดียวกัน จากนั้นในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ พรรคสามัคคีธรรม ที่ได้รับการอุปถัมภ์จาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ก็ได้รับชัยชนะ และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี ๒๕๖๒ ถึงแม้ว่า พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากบุคคลสำคัญของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่ได้รับชัยชนะเป็นลำดับหนึ่ง แต่ก็ได้เป็นลำดับสอง และจำนวนผู้สมัครส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งก็มีมากกว่าการคาดการณ์ของสำนักโพลล์และนักวิเคราะห์การเมืองทั้งหลาย

แต่ประวัติศาสตร์ก็บอกเราว่า พรรคการเมืองในการอุปถัมภ์จากคณะรัฐประหารที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐบาลที่มีอายุสั้นทั้งสิ้น และมักมีจุดจบที่ไม่ค่อยดีนัก อย่างรัฐบาลที่มีพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. ตั้งขึ้นมาเพียงไม่กี่เดือนก็ถูกรัฐประหารโดยคณะทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนรัฐบาลพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม อยู่ยาวหน่อย แต่ก็อยู่ได้เพียงสองปีเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ทำรัฐประหารตนเอง แต่อีกสองปีถัดมาก็ถูกขับไล่โดยนักศึกษาและประชาชน ขณะที่รัฐบาลพรรคสามัคคีธรรมของพลเอกสุจินดา คราประยูร ก็อยู่ได้เพียงไม่กี่วัน ท้ายที่สุดก็ถูกนักศึกษาและประชาชนชุมนุมขับไล่ จนต้องลาออกไป

สำหรับในการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะมาถึงนี้ โครงสร้างอำนาจและรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๖๐ ทำให้พรรคพลังประชารัฐมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็มีโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัย แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้านแล้ว และอนุมานจากแบบแผนที่เคยเกิดซ้ำหลายครั้งในอดีตของรัฐบาลเลือกตั้งที่สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ผมประเมินว่า หากพรรคพลังประชาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ รัฐบาลใหม่ก็จะมีอายุสั้น หรือมีอายุไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐเกิดจากปัจจัยหลักหกประการคือ การใช้ยุทธศาสตร์ดูดอดีตส.ส. การมีทรัพยากรจำนวนมหาศาลสำหรับการเลือกตั้ง การมีอำนาจรัฐค้ำจุนอย่างแข็งแกร่ง การใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น ความนิยมต่อผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรค และพฤติกรรมที่ทำลายตนเองของคู่แข่ง

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาโดยคณะบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มเปี่ยมจากบุคคลสำคัญหลายคนใน คสช. ยุทธศาสตร์เริ่มแรกที่พรรคนี้ใช้คือ การดูดอดีต ส.ส. จากพรรคการเมืองเดิมหลายพรรคทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ บรรดาอดีตส.ส.เหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีฐานมวลชนค่อนข้างมั่นคงเป็นของตนเอง และมีกลไกหัวคะแนนที่ค่อนข้างแข้มแข็งในพื้นที่เขตเลือกตั้ง ดังนั้น การดึงอดีต ส.ส. เหล่านี้เข้ามาอยู่ในพรรคจึงเท่ากับว่าเป็นการสร้างหลักประกันว่า พรรคมีโอกาสได้คะแนนเสียงที่แน่นอนจำนวนหนึ่งมาตุนเอาไว้ก่อนนั่นเอง

ในประวัติศาสตร์ของการจัดตั้งพรรคการเมืองไทย ยุทธศาสตร์การดูดอดีต ส.ส.เป็นยุทธศาสตร์ที่บรรดานักการเมืองที่มีทุนทรัพย์แน่นหนาใช้เสมอสำหรับจัดตั้งพรรคการเมือง จนสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งนี้เป็นแบบแผนทางการเมืองอย่างหนึ่งของสังคมไทย ในการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ แบบแผนนี้ก็ถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการใช้แบบแผนเช่นนี้คือ บรรดาอดีต ส.ส.ไม่มีความผูกพันใดๆกับพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด และหากสถานการณ์และผลประโยชน์การเมืองเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาก็พร้อมย้ายพรรคตลอดเวลา กรอบคิดที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกของนักการเมืองเกือบทั้งหมดในสังคมไทยคือ โอกาสในการได้รับชัยชนะเลือกตั้งและการดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือความสำคัญลำดับแรก ส่วนเรื่องอื่นใดนอกเหนือจากนี้เป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น

ในเรื่องทรัพยากรและทุนสำหรับการเลือกตั้งนั้น พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่มีทุนสำหรับการเลือกตั้งสูงมาก อาจสูงกว่าพรรคเพื่อไทยเสียด้วยซ้ำไป สิ่งที่เราเห็นจากภาพสาธารณะคือ พรรคได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากการจัดเลี้ยงระดมทุนหลายร้อยล้านบาท และคาดว่าเงินทุนในส่วนที่สาธารณะไม่เห็นและไม่สามารถรับรู้ได้ยังมีอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งเราสามารถอนุมานจากตำแหน่ง อาชีพ และอำนาจของแกนนำและผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของพรรค และการเชื่อมโยงจากร่องรอยของวิธีการที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงทั้งในแง่ของการใช้สื่อประชาสัมพันธ์และการใช้กลไกหัวคะแนน รวมทั้งข่าวสารการใช้เงินที่มีการพูดถึงกันอย่างไม่เป็นทางการในแวดวงนักการเมืองและผู้เลือกตั้งอีกด้วย

การมีอำนาจรัฐอันแข็งแกร่งให้การสนับสนุนเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการที่หนุนเสริมแก่ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าแกนนำพรรคลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงการรณรงค์เลือกตั้ง แต่บุคคลที่พรรคเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ตลอดช่วงการหาเสียง รวมทั้งการที่ผู้สนับสนุนคนสำคัญอีกหลายคนของพรรคก็ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลเหล่านั้นยังมีอิทธิพลต่อกลไกรัฐในทุกระดับ พวกเขาสามารถใช้เงื่อนไขการไปตรวจราชการลงพื้นที่ประกาศผลงานของรัฐบาลให้ประชาชนรับรู้ในวงกว้าง และผลงานของรัฐบาลนั้นก็มีสายใยเชื่อมโยงกับพรรคอย่างที่คนไทยทุกคนทราบกันดี

และถึงแม้ว่ากฎหมายระบุว่ารัฐบาลและข้าราชการต้องเป็นกลางในการเลือกตั้ง แต่นั่นก็เป็นเพียงตัวอักษรและบทบาทที่ต้องแสดงต่อสาธารณะเท่านั้น ทว่าการเลือกตั้งเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ผสานกับบริบทวัฒนธรรมการเมืองและอำนาจของสังคม บทบาทที่เป็นทางการตามกฎหมายอันเป็นที่พึงปรารถนาย่อมต้องเผชิญกับบทบาทที่ไม่เป็นทางการที่ดำรงอยู่จริงในกรอบของวัฒนธรรมทางการเมือง

ในสภาวะที่ผู้ดำรงตำแหน่งในอำนาจรัฐมีความอหังการมาก การแสดงบทบาทที่เป็นทางการออกคำสั่งเพื่อกำหนดแนวทางในการลงคะแนนก็จะเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งแบบไม่กลัวกฎหมาย ดังที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ในสถานการณ์ที่ผู้ดำรงตำแหน่งในอำนาจรัฐมีความอหังการน้อยกว่า บทบาทที่ไม่เป็นทางการจะกระทำแบบซ่อนเร้นและจำกัดวง ภายใต้บริบทวัฒนธรรมอำนาจของในสังคมไทยในปัจจุบัน เราจึงอนุมานได้ว่า โอกาสที่ผู้ดำรงตำแหน่งในอำนาจรัฐจะใช้บทบาทบาทที่ไม่เป็นทางการเพื่อกำหนดแนวทางการลงคะแนนเลือกตั้งแก่บุคลากรของรัฐบางหน่วยงานและบางพื้นที่จึงยังมีความเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว

การใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข็มข้นของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการที่พรรคพลังประชารัฐประกาศสืบสานและต่อยอดนโยบายเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นสิ่งดึงดูดใจผู้ลงคะแนนเสียงที่เป็นคนยากจน และผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก

เป็นความจริงที่ว่าพรรคการเมืองต่างๆ เสนอนโยบายประชานิยม แต่การที่ผู้เลือกตั้งจะเลือกนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองใดนั้นย่อมมีรากฐานจาก การมีประสบการณ์ว่าพรรคการเมืองนั้นเคยทำอย่างที่หาเสียงไว้จริงหรือไม่เพียงใด ในกรณีพรรคพลังประชารัฐ แม้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ก็เป็นการสืบทอดนโยบายและเจตนารมย์จากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ซึ่งผู้เลือกตั้งจำนวนมากต่างก็เคยมีประสบการณ์ในการได้รับผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลมาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเชื่อมั่นว่าหากเลือกพรรคพลังประชารัฐ และหากพรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลก็คงจะรักษาสัญญาและแจกจ่ายผลประโยชน์แก่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้นของพรรคพลังประชารัฐจึงมีพลังในการโน้มน้าวจูงใจต่อผู้เลือกตั้งมากกว่านโยบายประชานิยมของพรรคคู่แข่งหลายพรรค

การเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเป็นสิ่งสำคัญอีกประการในการทำให้พรรคพลังประชารัฐได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง มีเหตุผลที่สำคัญอย่างน้อยสามประการเกี่ยวกับตัวพลเอกประยุทธ์ ประการแรกคือ พลเอกประยุทธ์เป็นศูนย์กลางของโครงสร้างอำนาจรัฐ และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ประการที่สองคือบุคลกลิกภาพของพลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายทหารที่มีภาพลักษณ์ดูมีความเข้มแข็งและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างสูง และประการที่สามคือบุคลิกที่ดูตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และแสดงพฤติกรรมตามอารมณ์ที่แท้จริงออกมาโดยไม่ปิดบัง เมื่อพลเอกประยุทธ์โกรธ ประชาชนก็รู้ว่าโกรธ เมื่ออารมณ์ดีก็รู้ว่าอารมณ์ดี ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยนิยมชมชอบบุคลิกและพฤติกรรมแบบนี้ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่ปากมักไม่ตรงกับใจ

และปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้รับคะแนนจากผู้เลือกตั้งจนเกินความคาดหมายของนักสังเกตการณ์ทางการเมืองก็คือ พฤติกรรมการทำลายตนเองของคู่แข่ง พรรคการเมืองคู่แข่งที่สำคัญของพรรคพลังประชารัฐคือ พรรคเพื่อไทย และคนไทยทุกคนทราบเป็นอย่างดีว่านายทักษิณ ชินวัตรเป็นบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคนี้อย่างใกล้ชิด ดังนั้นเมื่อนายทักษิณ ชินวัตรแสดงการกระทำที่ไม่เหมาะสมซึ่งขัดแย้งกับจารีตประเพณีของสังคมไทยที่ฮ่องกง ทำให้ชนชั้นกลางที่มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและยึดมั่นในค่านิยมดั้งเดิมของสังคมไทยเกิดความรู้สึกหวั่นเกรงว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรรคเครือข่ายได้รับชัยชนะและครองอำนาจรัฐจะกระทำสิ่งที่เป็นมหันตภัยต่อบรรทัดฐานและจารีตประเพณีอันทรงคุณค่าของสังคมไทย และในสถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนว่านอกจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาแล้ว ก็ไม่มีผู้นำการเมืองและพรรคการเมืองใดที่มีพลังอำนาจและความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อต้านพรรคเพื่อไทยได้ ชนชั้นกลางอนุรักษ์นิยมจึงไหลทะลักไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐครอบครองปัจจัยทั้งหกประการที่ส่งผลให้ได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง แต่ความมั่นคงและยั่งยืนของพรรคการเมืองนี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับแกนนำพรรคเป็นอย่างยิ่ง เส้นทางในอนาคตจะเป็นพรรคที่รุ่งเรืองเพียงระยะสั้นเพียงไม่กี่สมัยก็มลายหายไปดังพรรคที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะรัฐประหารอื่นๆ ในอดีต หรือ เป็นพรรคที่สามารถสร้างและพัฒนาขึ้นมาเป็นสถาบันการเมืองคู่กับสังคมไทยได้ดังพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

แต่ในชั้นนี้ ผมอนุมานจากแบบแผนในอดีตและขอทำนายว่า พรรคจะเริ่มเสื่อมทรุดเมื่อทรัพยากรร่อยหรอลงและอำนาจรัฐถดถอย อดีตส.ส. นักเลือกตั้งที่มีฐานเสียงจะค่อยๆหนีจากไป และเมื่อไม่มีผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและมีบุคลิกที่ได้รับความนิยมจากชาวบ้าน คะแนนนิยมต่อพรรคก็จะหดหายลงไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหากไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือได้เป็นรัฐบาลแต่ไม่สามารถรักษาสัญญาและส่งมอบผลประโยชน์จากนโยบายนิยมที่ใช้ในการหาเสียงแก่ชาวบ้านได้อย่างประกาศเอาไว้ ความไว้วางใจที่ชาวบ้านมีต่อพรรคก็ย่อมสั่นคลอน ส่วนปัจจัยการทำลายตนเองของคู่แข่งนั้น เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ และมิใช่เรื่องที่ยั่งยืนแต่อย่างใด

ดังนั้นหากปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อชัยชนะถดถอยลง พรรคพลังประชารัฐก็ค่อยๆเล็กลง และในที่สุดก็หายไปจากการเมืองไทย ผมประเมินว่า พรรคนี้จะโชติช่วงเพียงชั่วคราว หาใช่เปล่งประกายอย่างยาวนานแต่อย่างใด จะดำรงฐานะของความเป็นพรรคใหญ่ไม่เกินการเลือกตั้งสองครั้ง จากนั้นค่อยๆ เล็กลง และล่มสลายภายในไม่เกินสิบปี


กำลังโหลดความคิดเห็น...