xs
xsm
sm
md
lg

แฉเหตุปลดบิ๊กโจ๊กพ้นผบช.สตม. ปมย้ายนายพันตร. "สัญชัย สุนทรบุระ" รอเสียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

แฉปม ผบ.ตร. สั่งปลด "บิ๊กโจ๊ก" พ้น ผบช. สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เหตุมีเอี่ยวโยกย้ายนายพันตำรวจ ลุ้น 9 เม.ย.นี้ ก.ตร. จะส่งไปลงที่ไหน จะมีการสอบสวนความผิดหรือไม่ ขณะที่ "สัญชัย สุนทรบุระ" คั่ว ผบช.สตม. คนใหม่

คำสั่งย้ายขาดพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น สร้างความตื่นตะลึงให้กับแวดวงสีกากีและสังคมในวงกว้างเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งอยู่ในความสนใจของสื่อทุกสำนัก แม้จะเป็นปฏิบัติการในเชิงลับ แต่ปรากฏมีความผิดสังเกตหลายประการ เกิดขึ้นในช่วงค่ำวันที่ 5 เม.ย. ที่เริ่มมีการกระพือข่าวลือ “ปลดโจ๊ก”ผู้สื่อข่าวตรวจพบเพจ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2 แสนราย ปลิวหายไปกับสายลม

พร้อมๆ กับขาดการติดต่อในทุกช่องทาง ทั้งระบบออนไลน์ โทรศัพท์มือถือ และออฟไลน์ ทุกช่องทางไม่สามารถติดต่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ได้ อีกทั้งยังไม่มีใครพบเห็นตัวเขาด้วย จนหลังจากมีคำสั่งย้ายออกมา บิ๊กโจ๊กก็ไม่โผล่หน้ามา

“บิ๊กโจ๊ก”พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เป็นนายตำรวจที่เติบโตมาในรัฐบาล คสช. ทำสถิติเลื่อนตำแหน่งเร็วที่สุด จากชั้นยศ พ.ต.อ. เป็น พล.ต.ท. ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 5 ปี ใน 5 ปีนี้ บิ๊กโจ๊กยังเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุด โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตร (ชั้นยศ พ.ต.อ. -พ.ต.ต. ) พล.ต. ท.สุรเชษฐ์ กุมอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทั่วประเทศแต่เพียงคนเดียว ทุกครั้งมาหลายปี

เส้นทางชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เขาเป็นบุตรชายดาบตำรวจไสว หักพาล อดีตคนขับรถประจำตัว พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงษ์ อดีตบิ๊กตำรวจ บิดาของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร

คงไม่ต้องบอกหรืออธิบายว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล มีสายเลือดตำรวจอย่างเต็มตัว จบหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 47 เติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วงรับหน้าที่อยู่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ถูกร้องเรียนเรื่องส่วยคาราโอเกะ รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จนเกิดการฟ้องร้องกันวุ่นวาย ระหว่าง“บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และผู้บังคับบัญชาในระดับต่างๆ ในฐานะคู่กรณีของเขาคือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง และ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็นต้น

แต่ปัญหาส่วยโอเกะ มิได้เป็นอุปสรรคในการเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการของเขา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ขยับไปเป็น ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อันเป็นบ้านเกิด และขยับขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็น ผบก.จ.สงขลา ซึ่งน้อยคนที่จะทำได้ แต่ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”ได้ทำให้เห็นแล้ว เขาเป็นนายพลตำรวจ เมื่ออายุ 42 ปี ถือว่าน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สีกากี

หากไม่สะดุดอะไร พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ คงไม่พ้นได้ติด ยศ พล.ต.อ.แน่ๆ เพราะเกิดวันที่ 29 ต.ค.13 ยังเหลืออายุราชการอีก 11 ปี อีกทั้งบรรดาคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ๆ (นรต. 45-46) ถูกกฎเหล็ก “ชักบันไดหนี”ทำอย่างไร เก่งอย่างไร ไม่มีวันไล่“บิ๊กโจ๊ก”ทัน

ปี 2557 เกิดรัฐประหาร มีการเปลี่ยนขั้วในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้รับการไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล จนได้ฉายา “ผบ.ตร.น้อย”ตำแหน่งสารพัดถูกประเคนมาที่ “บิ๊กโจ๊ก”ทั้งรองโฆษกประจำตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ตำแหน่งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งรอง ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีอำนาจมากมายครอบจักรวาล

เหนืออื่นใดคือ เป็นที่รู้กันภายในว่า “บิ๊กโจ๊ก” คือผู้จัดทำโผโยกย้ายข้าราชการตำรวจตัวจริง เสียงจริง ทั้งโผนายพัน ที่บัญชีอยู่ในมือบิ๊กโจ๊ก คนเดียว และมีส่วนจัดโผนายพล ในบางส่วนด้วย

ถือว่าช่วงเข้าสู่โหมต “คืนความสุข”ของคสช. หรือ 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล กลายเป็นนายตำรวจดาวรุ่งพุ่งแรง และได้โอกาสจากรัฐบาลนี้มากที่สุด จากตำแหน่งรองผู้การฯ ขยับเป็นรองผู้บัญชาการ กระทั่งถึงหัวเลี้ยวสำคัญของการปูทางสู่ระดับ “พลตำรวจโท” เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอยุบ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ให้รวมส่วนกับกองบัญชาการตำรวจภาค 9 แล้วผุดกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขึ้นมาแทน

พูดง่ายๆ คือ รัฐบาล และสตช.ยอมยุบศชต. ซึ่งดูแลภารกิจความมั่นคงโดยตรง มาให้ความสำคัญกับภาระกิจท่องเที่ยว หรือนัยหนึ่งเป็นการปูทางให้กับ “บิ๊กโจ๊ก”เพื่อขึ้นเป็น ผบช.ท่องเที่ยว คนแรกในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั่นเอง

แต่เมื่อถึงวันตัดสินใจ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล กลับได้พิจารณาเป็น ผบช.ตรวจคนเข้าเมือง นั่นอาจเป็นเพราะว่า เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน และมีความอินเตอร์ระดับโลกมากกว่า

ตำแหน่งแรก และตำแหน่งสุดท้ายของชีวิตราชการ “บิ๊กโจ๊ก”จึงเลือกมาจบที่สวนพลู

อย่างไรก็ตาม แม้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จะถูกเพื่อนร่วมงานมองว่าเป็นเด็กนาย คนมีปลอกคอ เส้นแข็งเป็นกำแพงข้างหลัง แต่เขาก็แลกด้วยการทุ่มเททำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ ไม่ต้องหลับต้องนอน เฉกเช่นข้าราชการตำรวจคนอื่นๆ

จับเด็กแว้นกวนเมือง จับนายทุนเงินกู้ ทะลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งมิจฉาชีพผิวสี ล่าก๊วนการเมืองฝ่ายตรงข้าม คสช. จนผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งหมด คือจุดแข็งของบิ๊กโจ๊ก ซึ่งแน่นอนว่า อันสรรพสิ่งของโลกย่อมมีสองมุมเสมอ เมื่อมีดีย่อมมีร้าย มีจุดแข็ง มีจุดอ่อน

จุดอ่อนและถือว่าอันตรายกับนายตำรวจผู้นี้มากที่สุดก็คือ การจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ

เหตุผลเพราะตำรวจเป็นอาชีพที่นั่งอยู่บนอำนาจ เป็นผู้ใช้อำนาจดั่งที่ถูกเปรียบเทียบเสมอว่า มือหนึ่งถือกฎหมาย มือหนึ่งถือปืน หากตำแหน่งแห่งหนที่สำคัญไปตกอยู่ในมือคนเลว สังคมย่อมเกิดความวิบัติเสียหาย ทุกครั้งของการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ มักมีข่าวอัปมงคล เป็นข่าวร้ายมากกว่ากว่าดี เช่น มีการทุ่มเงินซื้อขายตำแหน่ง มีการฉวยโอกาสทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ด้วยข้อหาต่างๆ นานา

บางครั้ง หรือบ่อยครั้งมักแอบอ้างบุคคลสำคัญ เพื่อให้แผนการบรรลุเป้าหมาย และครั้งล่าสุดเกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง คือ การย้ายตำรวจภูธรรายหนึ่งเข้ามานครบาล เพราะมีการวิ่งเต้น

แต่มาแล้วลงผิดพื้นที่ ตำรวจภูธรไม่คุ้นงานในนครบาล ทำงานไม่ได้ เลยเกิดปัญหากระทบถึง บิ๊กโจ๊ก ปัญหานี้จะบานปลายไปถึงไหน ก็ไม่มีใครตอบได้

หากย้อนกลับไป แผลใหญ่จากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่ทิ้งร่องรอยให้สังคมไทยได้เห็น นั่นคือ เหตุการณ์สะเทือนใจเพื่อนข้าราชการตำรวจสายสอบสวน เมื่อ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญพิเศษ สน.เทียนทะเล และยังมีตำแหน่งเป็น เลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ผูกคอตายในห้องพัก หลังล้มเหลวจากการยื่นหนังสือกับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแยกพนักงานสอบสวน และสถาบันนิติเวช ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การตายของ พ.ต.ท.จันทร์ นอกจากสร้างความสะเทือนใจแก่เพื่อนตำรวจสายสอบสวนแล้วยังขวัญเสียอย่างหนัก เพราะนอกจากผู้มีอำนาจไม่ตอบรับแล้วยังสั่งยุบแท่งพนักสอบสวน ส่งผลให้เกิดปัญหาเป็นวงกว้าง จวบจนทุกวันนี้

อีกแผลหนึ่งที่สร้างความอับอายขายหน้าในวงการสีกากี คือกรณี ร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข รอง สว.จร.สน.นิมิตรใหม่ พร้อมภรรยา เดินทางไปยัง สน.บางซื่อ แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ ร.ต.อ.ชนินท์ธัช รัตน์ชิโนตรัย ฐานรับเงิน 7 แสนบาท เป็นค่าวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งขึ้นเป็นสารวัตร แต่ไม่สามารถทำได้

แม้คดีนี้จะจบลงโดยมีการถอนแจ้งความ และพล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ อดีต ผบก.น.2 จะได้ไปต่อหลังเกษียณอายุราชการด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาด้านงานจราจร แต่ยังคงเป็นใบเสร็จ ติดตราตรึงใจของผู้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปตำรวจ

นั่นคือแผลที่มองเห็น แต่แผลลึกหลบในกลายเป็นอาวุธกัดเซาะไปเรื่อยๆ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ในฐานะผู้กำกับดูแลทั้งหมด จึงมีทั้งคนชอบ-คนชัง เช่นสุภาษิต “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ”

คนที่ได้ตำแหน่ง หากเกิดจากการซื้อมาจริงๆ บุญคุณก็คงหมดกันเพราะเขา“ลงทุน”ไปแล้ว เสมือนธุรกิจไม่มีบุญคุณต้องพูดถึง ทุกเรื่องพูดกันแต่ผลกำไร

ความเคลื่อนไหวข่าวคำสั่งปลดกลางอากาศ พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ ต้องรอติดตามผลการประชุม ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. จะมีมติย้าย พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ ไปลงที่ไหน และจะมีการสอบสวนความผิดหรือไม่

ส่วนผบช. สตม. คนใหม่ คาดว่าจะเป็น พล.ต.ท.สัญชัย สุนทรบุระ ผู้บัญชาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็น นรต. รุ่น 35 เกษียณอายุราชการกันยายน ปีนี้ จะมานั่งแทน
กำลังโหลดความคิดเห็น...