xs
xsm
sm
md
lg

แกนนำมวลชน/นักการเมืองหลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมเข้าร่วมในการต่อสู้ทางการเมืองมาก็หลายครั้งตั้งแต่ยังเป็นแค่ผู้เข้าไปร่วมฟังการอภิปรายหรือเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ไปกับพ่อแม่เพื่อฟังการอภิปรายทางการเมืองจนถึงเข้าไปนั่งในวอร์รูมของการชุมนุมทางการเมือง แล้วผมก็มีนิสัยชอบแทรกตัว ทำตัวเนียน ๆ ปนก็ไปในแทบทุกเวทีการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝั่งเสื้อฟ้า เสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี เสื้อน้ำเงิน ผมก็ไปมาแล้วทั้งนั้น ทำให้ผมเห็นความแตกต่างของแต่ละเวทีและเข้าใจจิตใจความคิดตลอดจนภูมิหลังของมวลชนในแต่ละเวทีในระดับหนึ่ง

มวลชนที่มาชุมนุมทางการเมืองนั้นมีทั้งมวลชนจัดตั้ง ซึ่งมีทั้งการจัดตั้งแบบใช้เงิน เช่น การจ้างมาแล้วให้มานั่งนอนกินข้าวบนเตียงผ้าใบกลางสนามหลวงเพลิดเพลินรับเงินหรือหลอกมาจากต่างจังหวัดก็มีอีกเช่นกัน และก็มีมวลชนที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจถือเงินมาบริจาค ซื้อของเพื่อร่วมกันต่อสู้โดยความศรัทธาในตัวแกนนำมวลชนอย่างแท้จริง

โดยธรรมชาติมวลชนจำนวนหนึ่งที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีความรักชาติหรือมีความศรัทธาในอุดมการณ์ทางการเมืองหรือต้องการต่อสู้เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นก็ย่อมมีความเสียสละที่จะยอมเจ็บปวดหรือยอมทำงานเพื่อต่อสู้ตามแนวทางความคิดของตน

เมื่อผมไปประเทศสหภาพพม่ายังจำได้ว่าเมื่อคราวทหารอังกฤษเข้ายึดครองพม่าเป็นอาณานิคม ทหารอังกฤษเลือกที่จะใส่ท็อปบู้ทขึ้นไปเหยียบย่ำบนลานพระเจดีย์ซึ่งคนพม่าถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักเนื่องจากฝังพระธาตุหรือพระบรมธาตุไว้ใต้ฐานเจดีย์ การจะใส่รองเท้าขึ้นไปบนลานพระเจดีย์นั้นเป็นสิ่งที่ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง คนพม่าเลือกที่จะทอดกายของตนลงไปบนลานพระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาด้วยความศรัทธาสูงสุดในพระศาสนาให้ทหารอังกฤษใส่รองเท้าบูทเหยียบย่ำลงไปบนร่างของตนเอง แทนที่จะเหยียบย่ำลานพระเจดีย์อันเป็นการต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความศรัทธาปสาทะอันมีสูงสุดแด่พระบวรพุทธศาสนา

ทั้งนี้แกนนำมวลชนหรือนักการเมืองนั้นก็มีหลายประเภทแต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมตั้งข้อรังเกียจมากที่สุดก็คือ
แกนนำมวลชนหรือนักการเมืองที่หลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ผมเคยได้เห็นแกนนำมวลชนหรือนักการเมืองบางคนเลือกที่จะใช้เด็กพิการเป็นโล่มนุษย์เพื่อป้องกันตัวเองจากกลุ่มมวลชนซึ่งจะเข้าไปประท้วงตนเองที่หน่วยราชการกระทรวงแห่งหนึ่ง ช่างน่าสมเพชเวทนานักสำหรับนางฟ้าจำแลงเช่นนี้ซึ่งความขี้ขลาดของนางทำให้นางเลือกที่จะใช้เด็กกำพร้าเป็นโล่มนุษย์หรือ Human Shield ป้องกันตัวเอง ไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมอยู่ในเหตุการณ์ที่การชุมนุมต้องยุติเพราะเกิดเหตุรัฐประหารขึ้นจำได้ว่าตนเองได้นั่งคุยกับแกนนำมวลชนหนึ่งคนหลังเกิดการรัฐประหารทันที

ผมยังจำสีหน้าและแววตาของมวลชนในวันที่เกิดการรัฐประหารครั้งนั้นได้อย่างไม่มีวันลืมเลือนแม้จนกระทั่งทุกวันนี้

จำนวนหนึ่งดีใจที่เห็นการจะยุติและจะได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ต้องมาเหนื่อย นอนกลางดิน กินกลางทราย กลางถนนอีก

ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งมีความรู้สึกเสียดายว่ากำลังจะชนะแล้วแล้วทำไมจึงเกิดรัฐประหารขึ้นและในขณะที่มวลชนอีกกลุ่มหนึ่งมีสายตากังวลและไม่ทราบว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรต่อ

ผมจำสายตาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

วันนั้นผมเดินไปที่เวทีแห่งหนึ่ง แกนนำมวลชนคนหนึ่งกล่าวว่าเราไปพามวลชนกลับบ้านอย่างปลอดภัยกันเถอะ

ผมหันมาด้านหลังเวทีและนั่งอยู่ก็มีแกนนำมวลชนอีกคนนึงมีสีหน้ากระวนกระวายไม่พอใจที่เกิดการรัฐประหารและรู้สึกร้อนรนมาก

ผมจึงถามว่าพี่เป็นยังไงครับทำไมจึงดูหนักใจเหลือเกิน

แกหน้ามุ่ยกล่าวว่าเราสู้มาตั้งนานจนกระทั่งเราจะชนะแล้ว จู่ ๆ ก็มีการรัฐประหารขึ้นมาชุบมือเปิบได้ผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ผมจึงถามว่า แต่อำนาจรัฐนั้นก็อยู่ที่ปลายกระบอกปืนไม่ใช่หรือ การที่พี่มาเป็นแกนนำมวลชนก็เพื่อต่อสู้ตามอุดมการณ์ทางการเมืองแล้วเราจะหวังอะไรเล่า ในเมื่อผู้ที่มีอาวุธในมือเขากำได้อำนาจรัฐแล้วเขาก็สามารถที่จะทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ปรารถนาได้ เราไม่มีอำนาจอะไรเป็นต่อรอง

แกนนำมวลชนนั้นคนนั้นก็กล่าวว่า มีสิเราลงทุนลงแรงมามากมายขนาดนี้ ยาวนานขนาดนี้ แล้วเราจะไม่ได้อะไรเชียวหรือ

ผมจึงถามกลับไปว่าแล้วเราจะมีอำนาจอะไรในการเจรจาต่อรอง

แกนนำมวลชนคนนั้นกลับตอบกลับมาที่ผมด้วยคำพูดที่ผมจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตเด็ดขาดว่า

เรามีมวลชนไงเราต้องใช้มวลชนเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้เราได้ผลประโยชน์บางอย่างกลับคืนมา เราเหนื่อยมากลางดินกลางถนนมายาวนานขนาดนี้ จะไม่ให้เราได้อะไรเลยหรือเราต้องได้สิ เพราะมวลชนจะเป็นเครื่องต่อรองที่ดีที่สุดสำหรับเราในการที่จะได้ผลประโยชน์บางอย่างจากคณะรัฐประหาร

อันที่จริงแกนนำมวลชนคนนี้ที่ผมสนทนาด้วยก็ไม่ใช่เป็นคนที่สำคัญอะไรมากนักแต่ผมถึงกับตกใจอย่างยิ่งในทัศนคติและความคิดของแกนนำมวลชนคนนี้

เพราะผมมีความรู้สึกว่าการเป็นแกนนำมวลชนนั้นต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและต้องทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และที่สำคัญต้องไม่หลอกใช้มวลชนมาเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์หรือมาเป็นเครื่องป้องกันตนเองโดยเด็ดขาด แกนนำต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตมวลชนผู้เข้าร่วมอุดมการณ์เดียวกันในการต่อสู้ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นแกนนำมวลชนที่มีความจริงใจและมีความดีงามเพียงพอ ที่จะเป็นแกนนำมวลชนได้ไม่ใช่แกนนำมวลชนกำมะลอ

ผมก็ได้เห็นแกนนำมวลชนรับจ้างซึ่งรับเงินจากนายทุนการเมืองมาแล้วก็รู้จักที่จะเม้มเงินเอาไว้ รู้จักที่จะบริหารเงินและโกงเงินกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโกงเงินบริจาคหรือโกงเงินที่ประชาชนศรัทธามอบให้ไว้ หรือโกงเงินจากนายทุนทางการเมืองก็เห็นกันมาแล้ว และก็เคยเห็นว่ามีการยิงหรือฆ่ากันเป็นการสั่งสอนเนื่องจากหักหลังหรือโกงเงินของนายทุนทางการเมืองมาแล้วเช่นกัน

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งและหากมวลชนได้รับทราบก็คงจะหมดศรัทธาเช่นเดียวกับที่ผมได้เคยหมดศรัทธามาแล้วเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ต้องจะต้องทำใจยอมรับให้ได้ในการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้งก็คือ จะมีแกนนำที่เป็นทั้งของจริงคนจริงและเป็นแกนนำมวลชนที่เป็นของปลอม ของกำมะลอ มาอาศัยช่องทางหรือการชุมนุมทางการเมืองเพื่อหาเงินหรือเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง

การหาผลประโยชน์นั้นอาจจะเป็นเรื่องของเงินโดยตรงการขายข้าวของหรือกระทั่งการได้มาซึ่งอำนาจรัฐหรือการใช้มวลชนเป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองหรือเป็นโล่มนุษย์ป้องกันให้ตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม

ผมคิดว่าตามหลักที่ถูกต้องแล้วนั้นแกนนำมวลชนต้องมีหน้าที่ปกป้องมวลชน ผมยังจำได้ว่ามีแกนนำมวลชนท่านหนึ่งเมื่อทหารจะยิงเข้าใส่ประชาชน แกนนำมวลชนท่านนั้นลุกขึ้นท่ามกลางแดดร้อนแล้วตะโกนบอกว่าอย่ายิงมวลชน ผมมอบตัวแล้ว ผมว่านี่คือความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นความจริงใจของแกนนำมวลชนที่จะต้องเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวมมากกว่าที่จะไปใช้มวลชนเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจชวนขยะแขยงอย่างยิ่ง

เหตุเกิดในการชุมนุมที่วัดพระธรรมกายนั้น ผมก็เห็นว่ามีการใช้สาวกเป็นโล่มนุษย์ป้องกัน ไม่ให้อลัชชีไชยบูลย์ สุทธิผล ถูกจับกุมโดยปลุกระดมมวลชนให้มาสวดมนต์ออกอากาศขวางทางเข้าไปจับกุม การปลุกระดมมวลชนให้เข้ามาช่วยกันเป็นโล่มนุษย์ให้กับตนเองเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก ถึงไม่ถือว่าเป็นสมณะเพศแม้เป็นคนธรรมดาก็ต้องไม่ทำ ถึงแม้จะเป็นแกนนำมวลชนก็เป็นแกนนำมวลชนชั้นต่ำปราศจากความจริงใจกับมวลชนและหลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องตนเอง

ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม การนำมวลชนมาเพื่อปกป้องตนเองของแกนนำมวลชนหรือนักการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ดังเช่นแกนนำมวลชนคนหนึ่งกำลังพยายามปลุกระดมมวลชนเพื่อมาปกป้องตนเองเพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างจริงแล้ว ในฐานะของนักรบเมื่อเป็นนักรบก็จะต้องยอมรับผลของการรบและต้องต่อสู้ด้วยตนเองอย่างกล้าหาญ นำหน้าเข้าสู่การรบ หาใช่การใช้ไพร่พลมาเป็นโล่ป้องกันให้กับตนเองอันเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความขี้ขลาดตาขาว หลอกใช้มวลชนเป็นเครื่องมือป้องกันตนเองและสะท้อนภาพให้ได้เห็นด้วยว่ามวลชนจำนวนหนึ่งอาจจะขาดสติปัญญาในการไตร่ตรองเรื่องดังกล่าว

สิ่งสำคัญก็คือมวลชนต้องมีศรัทธาโดยมีสติและปัญญา อย่าเชื่อมวลชนไปเสียทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นคนที่จะบาดเจ็บจะเป็นตัวมวลชนเอง หาใช่แกนนำมวลชนไม่

ขอเล่าให้ฟังว่า เมื่อลาวเกิดสงครามกลางเมืองหลายฝ่ายนั้น กลางวันทุกฝ่ายรบกันเต็มที่ กลางคืนมาแกนนำมวลชนแต่ละฝ่ายมารวมกันใช้ชีวิตกลางคืน ทั้ง สุรา นารี การพนัน และยาเสพติดกันเต็มที่ โดยที่เป็นพรรคพวกกันทั้งหมด และอาจจะรับจ้างรบกันเองเพื่อให้ได้เงินจากต่างชาติกันเสียด้วยซ้ำ

ที่น่าห่วงในขณะนี้คือมีการปลุกระดมนิสิตนักศึกษา ตลอดจนมีการจ่ายเงินว่าจ้างให้เข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยที่ชาวบ้านต่างจังหวัดเหล่านี้ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมาชุมนุมเรื่องอะไร และนักศึกษาจำนวนเหล่านี้จะถูกหลอกใช้มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่?

สำหรับสถานศึกษานั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมีการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้นักศึกษาเข้ามาร่วมชุมนุมทางการเมือง ผมขอย้ำว่าครูบาอาจารย์มีหน้าที่ฝังจิตสำนึกรักชาติบ้านเมืองให้กับลูกศิษย์และเยาวชน แต่ต้องไม่ชักชวนลูกศิษย์เข้ามาร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของครูบาอาจารย์แต่อย่างใด และคนเป็นครูบาอาจารย์จะรับผิดชอบชีวิตลูกศิษย์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในแง่ความปลอดภัย สถานที่ชุมนุมทางการเมืองต้องถือว่าเป็นสนามรบ แม้จะไม่มีอาวุธใด ๆ ก็ตามที หากต้องการทำเช่นนั้น จงลาออกไปเป็นแกนนำทางการเมืองโดยตรงเสียเถิด

ในห้องเรียนครูอาจจะวิจารณ์การเมืองได้ แต่ไม่ใช่การชักชวนนักศึกษาหรือปลุกระดมนิสิตนักศึกษาให้เข้าไปร่วมชุมนุมทางการเมือง

ผมว่านี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่านักศึกษาหรือนิสิตหรือนักเรียนหรือเยาวชนซึ่งยังเห็นโลกมาไม่มากนักและยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตเพียงพอที่จะเข้าใจความปลิ้นปล้อน กะล่อน หลอกลวง ปราศจากความจริงใจของแกนนำมวลชนและนักการเมืองที่ผมได้เคยเห็นมาจำนวนพอสมควร ความอ่อนด้อยและขาดประสบการณ์ในการมองโลกเช่นนี้ ทำให้นิสิตนักศึกษานักเรียนถูกตกเป็นเหยื่อของการชักชวนมาให้แกนนำมวลชนใช้งานให้เป็นประโยชน์ได้ค่อนข้างง่าย

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อแกนนำมวลชนไปทุกอย่างโดยปราศจากความตระหนักกลั่นกรอง ท่านอาจจะเลือกโจรขึ้นมารบกับโจรได้ เลือกมาเป็นตัวแทนในการรบกับโจรซึ่งจะต้องเท่าเทียมกันหรือเท่ากันพอสมควร แต่อีกส่วนหนึ่งท่านต้องไม่ตกลงเชื่อแกนนำมวลชนหรือนักการเมืองอย่างงมงายจนกระทั่งเป็นศาสนาที่ทำให้ท่านขาดความเข้าใจในสถานการณ์และแรงจูงใจอย่างแท้จริง

การจะเกิดการร่วมชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่ายต้องได้รับอนุญาตและค่อนข้างเป็นการยากที่จะปลุกระดมมวลชนให้ออกมาสู้กันได้

สำหรับแกนนำมวลชนหรือนักการเมืองนั้นท่านควรจะต้องมีความจริงใจกับประชาชนไม่หลอกใช้ประชาชนหรือมวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ต่อรองของตนเองเพื่อนำมาเป็นผลงานของตนเองหรือเพื่อนำไปป้องกันตนเองทั้งหมดนั้นเป็นพฤติกรรมที่ชั่วช้าไม่ว่าจะทำในวันใดก็ตามก็ย่อมถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ชั่วช้าทั้งสิ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...