xs
xsm
sm
md
lg

ระหว่าง “เงิน”(ดอลลาร์)กับ “ทอง”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ไม่ได้ว่ากันถึงเรื่องเงินๆ-ทองๆ มานานพอสมควร...ปิดฉากสัปดาห์นี้ เลยลองไปว่ากันถึงเรื่องทำนองนี้กันดูสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อเหลือบไปเห็นข้อเขียน บทความของเพื่อนเก่า เพื่อนแก่ ระดับ “ซี้แหงย่ำปึ่ก” อย่างคุณพี่ “สุนันท์ ศรีจันทรา” ที่ดูจะออกไปทางบ่นกระปอดกระแปดพอๆ กับ “หมีกินผึ้ง” (อันที่จริงกินน้ำตาล) ประมาณว่า...เมื่อ “ประยุทธ์มา” การหาเงิน-หาทองในแบบซื้อหุ้น-ขายหุ้น น่าจะ “ลำบาก” ไปอีกตลอดทั้งปี...

อย่างไรก็ตาม...แม้ว่าแนวโน้มการซื้อหุ้น-ขายหุ้น อาจหนักไปทาง “ลำบาก” ดังที่เซียนหุ้นระดับ “กูรู” อย่างคุณพี่ “สุนันท์” ท่านว่าเอาไว้จริงๆ แต่ถ้าลองหันมามองเรื่องเงินๆ-ทองๆ ในแง่ของการซื้อทอง-ขายทอง หรือเรื่องของ “ทองคำ” (ที่ไม่ใช่ทองกระดาษ) ในฐานะ “กูไม่รู้” หรือผู้ที่ไม่ได้เป็น “กูรู” อะไรกับใครเขาเลย โดยเฉพาะในเรื่องประเภทเศรษฐกิจ ธุรกิจทั้งหลาย ดูๆ แล้ว...มันน่าจะมีช่องทางที่สดใสซาบซ่า หรือปลอดโปร่งโล่งสบายอยู่พอประมาณ อันนี้...ก็เนื่องมาจากการอาศัย “ความรู้รอบโต๊ะ”หรือจากที่ฟังๆ ใครต่อใครเขาว่าๆ และกลายมาเป็นข่าวคราว หรือเป็น “ข่าวต่างประเทศ” ในแต่ละช่วง แต่ละระยะนั่นเอง...

อย่างเช่น เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมา...ที่มีการเผยแพร่รายงานประจำปีขององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีและโลหะมีค่าอย่าง “Metals Focus” ระบุถึงปริมาณความต้องการของทองคำในปีนี้ ว่าจะสูงขึ้นไปถึง 4,370 ตันเป็นอย่างน้อย หรือสูงสุดในรอบ 4 ปีนับจากปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา เพราะนอกจากบรรดาผู้ค้า-ผู้บริโภคอัญมณีจะมีความต้องการทองคำเอาไปทำเป็นเครื่องประดับ หรือเครื่องเสริมยศ เสริมบารมี อะไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ทำให้มูลค่าทองคำ โดยเฉพาะ “ทองคำแท่ง” สูงขึ้นๆ มาโดยตลอดไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นมา ตามสถิติข้อมูลที่ผู้บริหารบริษัท “Incrementum AG” ได้เคยเปิดเผยเอาไว้ ก็ด้วยเหตุเพราะคู่แข่งรายสำคัญของคุณพ่ออเมริกา อย่างคุณน้ารัสเซียนั่นเอง ที่ได้กวาดซื้อทองคำ หรือทองแท่ง เอาไว้ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ พร้อมๆ กับการ “เทขายพันธบัตรเงินดอลลาร์” มานับเป็นทศวรรษๆ เอาเลยก็ว่าได้...

การกวาดซื้อทองคำของรัสเซียนั้น...ไม่เพียงจะช่วยพยุงราคาทองคำไม่ให้ตกจากหอคอย่นเหมือนบรรดา “ราคาหุ้น” ทั้งหลายเอาง่ายๆ แต่ยังทำให้ประเทศรัสเซีย กลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงเป็นอันดับ 5 แซงหน้าคุณพี่จีนไปเมื่อตั้งแต่ปีที่แล้ว คือมีทองคำสำรองอยู่ที่ประมาณ 2,150 ตัน ใกล้ๆ กับฝรั่งเศสที่อยู่อันดับ 4 ที่มีสำรองทองคำอยู่ที่ 2,436 ตัน และอิตาลีที่อยู่อันดับ 3 ซึ่งมีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,451.8 ตัน โดยการเพิ่มปริมาณทองคำสำรองโดยธนาคารกลางของรัสเซีย (CBR) นั้น ต้องเรียกว่า...เพิ่มกันชนิด “มีเท่าไหร่เหมาหมด” อะไรประมาณนั้น หรือในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 200 ตัน ชนิดเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางรัสเซีย ยังมีอยู่เพียงแค่ 267.28 ตันเท่านั้นเอง หรือแม้แต่ช่วงปี ค.ศ. 2014 ยังมีไม่ถึง 1,000 ตัน แต่มาถึง ณ ขณะนี้...เพิ่มพรวดๆ พราดๆ ขึ้นเป็น 2,150 ตัน เฉพาะแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ หรือช่วงมกรา-กุมภาที่ผ่านมา คุณน้ารัสเซียท่านยังอุตส่าห์กว้านซื้อทองคำแท่งเข้าไปเก็บทุนสำรองอีกถึง 37 ตัน...

แถมระหว่างกว้านซื้อ กวาดซื้อทองคำชนิดอุตลุดมาโดยตลอด คุณน้ารัสเซียท่านยังแสดงตนเป็น “หัวหอก” ของกระบวนการที่เรียกๆ กันว่า “De-Dollarization” ควบคู่กันไปด้วย คือหันไปเทขาย “พันธบัตรดอลลาร์” จนเหลือติดปลายนวมอยู่เพียงแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ของทุนสำรองทั้งหมด โดยนอกจากทองคำสำรองแล้ว ทุนสำรองของรัสเซียก็หนักไปทางหยวน, เยน, ยูโร เป็นหลัก อันเป็นไปตามแนวคิดของผู้นำรัสเซียอย่างประธานาธิบดี “ปูติน” ที่ท่านออกจะเชื่อว่า การนำเอาเงินดอลลาร์ไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ หรือนำไปใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น สุดท้าย...ย่อมนำไปสู่อวสาน หรือความล่มสลายของเงินดอลลาร์ได้ไม่ยากส์ส์ส์ และถึงจังหวะนั้น สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดอย่าง “ทองคำ” นั่นเอง จะพุ่งพรวดๆ พราดๆ และจะระเบิดเถิดเทิง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

และดูเหมือนว่าแนวคิด ความเชื่อ ดังกล่าว...ก็กำลังเริ่มส่งผล แสดงผลให้เห็นลางๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะถ้าลองย้อนกลับไปดูข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ-ทองๆ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หรือช่วงต้นเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2018 ที่สำนักข่าว “Bloomberg” เขาได้จัดเสวนาพูดคุยกันในหมู่กูรู-กูรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินทั้งหลายในช่วงระหว่างนั้น...แม้ว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือ “FED” จะส่งสัญญาณออกมาแบบชัดเจน เน้นๆ-เนื้อๆ ประมาณว่า “เฟด” อาจปรับอัตราดอกเบี้ยอีกประมาณ 2 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 2019 แต่ก็มีนักวิเคราะห์การเงินชาวรัสเซียรายหนึ่ง ผู้มีชื่อว่า “นาตาลยา เดมบินสกายา” (Natalya Dembinskaya) ที่เข้าร่วมในการเสวนาคราวนี้ เธอดันไม่คิดว่าการส่งสัญญาณเช่นนี้จะเป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาได้ แต่กลับเชื่อว่าแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยไปตลอดทั้งปี 2019 น่าจะเป็นไปได้มากกว่า ด้วยเหตุผลอันเนื่องมาจากแนวโน้ม “การเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์” ที่เริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที...

ไม่ว่าการคาดการณ์ในครั้งนั้นของนักวิเคราะห์การเงินชาวรัสเซีย จะถูก-จะผิด...แต่ดูเหมือนว่าจะทำให้บรรดาผู้ร่วมในการเสวนาคราวนี้ ออกจะ “เห็นควรด้วย” อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าหัวหน้านักยุทธศาสตร์การเงินระดับโลก อย่าง “นายเดวิด เคลลี” (David Kelly) ที่สรุปเอาไว้ว่า ภาวะ “การเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์” นั้น อาจมีโอกาสเกิดขึ้นถ้าหากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ “นายเรย์ ดาลิโอ” (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้งกองทุน “Bridgewater Association” ที่ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “Triple Deficit” หรือภาวะขาดดุลงบประมาณ, ขาดดุลการค้า, ขาดดุลการเงินไปพร้อมๆกัน อันอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงไปไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง “กาเบรียลา ซานโตส” (Gabriela Santos) นักยุทธศาสตร์การเงินอีกรายหนึ่ง ที่ได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า... “ถ้าหาก 1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2. เศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว และ 3. เสถียรภาพความมั่นคงของโลกยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง สิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือการเสื่อมของเงินดอลลาร์ครั้งร้ายแรง และการที่ผู้คนจะหันไปหาทองคำ จนระดับราคาพุ่งขึ้นแบบติดจรวด!!!”...

จริง-ไม่จริง...มาถึง ณ ขณะนี้ ก็น่าจะเริ่มเห็นๆ กันมั่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขขาดดุลการค้าสหรัฐฯ ปี2018 ที่พุ่งขึ้นไปถึง 621,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงสุดในรอบ 10 ปี ตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจาก 3.5 เป็น 3.7 ในปีนี้ และ 3.8-3.9 ในปีถัดๆ ไป อันเป็นตัวบ่งชี้ถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสถียรภาพความมั่นคงของโลกยิ่ง “ป่วน” หนักขึ้นไปใหญ่ ด้วยฝีมือของ “ทรัมป์บ้า” ล้วนๆ....ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าผู้ที่มีทองเท่าหนวดกุ้ง หรือมีทองแท่งเป็นตันๆ นอกจากไม่ถึงกับ “ลำบาก” แล้ว ยังน่าจะปลอดโปร่ง โล่งใจ หรือสดใส ซาบซ่าอยู่พอสมควร...


กำลังโหลดความคิดเห็น...