xs
xsm
sm
md
lg

"ธนาธร"เจอด่านเปิดโปง เสี่ยงน็อกก่อนกำหนด !!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**จนถึงขณะนี้ไม่รู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และอาจรวมไปถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค พ่วงเข้าไปอีกคนด้วยก็ได้ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้างที่กำลังเข้าสู่ "กระแสการตรวจสอบ" หรืออีกด้านหนึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ "เปิดโปง" ก็ได้ ที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไร
ที่ผ่านมาเชื่อว่าทั้งคู่เคยแต่วิจารณ์การเมือง วิจารณ์สังคม วิจารณ์คนอื่น อยู่ในมุมที่ เทาๆ มืดๆ สังคมยังไม่ให้ความสนใจมากนัก หรือไม่ใช่ในวงกว้างอย่างเช่นในทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะเขายังไม่ใช่เป็นบุคคลสาธารณะอย่างเต็มตัว การที่เที่ยววิจารณ์คนอื่น วิจารณ์สังคม ก็คงจะสร้าง "ปมเด่น" ให้กับตัวเองได้ไม่น้อยกับ "ความแรง" ที่นำเสนอ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นเช่นนี้ในทุกยุคสมัย ที่หลังยุค 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ที่เรียกว่าเป็นยุคแสวงหา หรือพวก " 5 ย." นั่นคือ นุ่งยีนส์ สะพายย่าม ผมยาว สวมรองเท้ายาง อะไรประมาณนั้น ซึ่งร้อนแรงตามตำรา
แต่กรณีของ "ธนาธร-ปิยบุตร" อาจแตกต่างในรายละเอียดบ้าง เพราะหากโฟกัสไปที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถือว่าเป็นทายาทกลุ่ม"ทุนใหญ่" และปัจจุบันเขาก็ต่อยอดธุรกิจมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ จนกลายมาเป็น "ทุนใหม่" มีทรัพย์สินมหาศาล อย่างน้อยเท่าที่เปิดเผยออกมา"ก่อนวันเลือกตั้งไม่กี่วัน" ที่โชว์ว่าได้โอนทรัพย์สินกว่าห้าพันล้านบาทไปให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้ดูแลบริหารจัดการโดยที่ไม่มีอำนาจสั่งการ หรือยุ่งเกี่ยว หรือที่เรียกว่า Blind Trust โดยอ้างว่าทำแบบนี้เป็นคนแรก เพื่อหวังยกระดับการเมืองไทย เพราะบอกว่า "ทำไปไกลกว่ากฎหมาย" ซึ่งก็ได้ผล และนี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่ ธนาธร ถูกย้อนแย้งเข้าอย่างจัง เพราะหลายคนวิจารณ์ว่า นั่นคือการสร้างภาพหวังผลก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีผลทางกฎหมาย และตรวจสอบไม่ได้ เนื่องจากทรัพย์สินที่ถ่ายโอนออกไปนั้น มีอะไรบ้าง ยิ่งทำให้ไม่รู้ และตรวจสอบไม่ได้ พร้อมกับย้ำว่า มีนักการเมืองที่ทำแบบเดียวกันนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 15 คน ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถึงอย่างไรนักการเมืองทุกคนก็ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) อยู่แล้วตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจะมีน้ำหนักไม่น้อยก็คงจะเป็นคนที่เคยเดินในเส้นทาง "ฝ่ายซ้าย" ขนานแท้อย่าง "ใจ อึ้งภากรณ์" บุตรชาย ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่เคยวิจารณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง และอาจเป็นคนแรกๆ ก็ได้ที่เปิดโปงแนวคิดเรื่อง "แรงงาน" ทำนองว่าเป็นแค่ "พวกนายทุนสร้างภาพ"
ก่อนหน้านี้ ใจก็เคยย้ำให้เห็นถึงการ "กดขี่แรงงานของบริษัททุน ที่บริหารโดยครอบครัวของธนาธร เมื่อหลายปีก่อนที่ไล่ออกแรงงานแบบยกชุด หลังจากพยายามก่อตั้งสหภาพแรงงาน เพื่อต่อรองค่าแรงและสวัสดิการ ภายในบริษัท
คนถัดมาที่ถือว่าเป็น "คนกันเอง" กันมาก่อนอย่าง "ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์" อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่เคยถึงขั้นโพสต์ด่า "ขยะแขยง" ธนาธร เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมไปถึงก่อนหน้านั้นไม่นานนักก็มีเรื่องขัดแย้งโวยวายของสมาชิกพรรคหลายคนที่ต้องเดินออกมาจากพรรคอนาคตใหม่ที่อ้างว่ามีปัญหาในเรื่องการบริหารภายในที่รวบอำนาจ ไม่ได้รับฟังความเห็นสมาชิกจริงๆ มีการอ้างถึงเรื่องการทำไพรมารีโหวตที่มีปัญหาในหลายเขตเลือกตั้ง
** นั่นเป็นเสียงโจมตี วิพากวิจารณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากคนที่อาจเรียกว่าตามศัพท์ฝ่ายซ้ายแบบว่า "สหายร่วมแนว" กันมาก่อน ที่เปิดโปงคนที่เรียกว่า "พ่อของฟ้า" คนนี้ได้อย่างเจ็บแสบ
แน่นอนว่า หากพลิกย้อนกลับไปเขาก็เคยเป็นหนึ่งในทุนหลักที่ให้การสนับสนุนนิตยสาร "ฟ้าเดียวกัน" ที่ในวงการเข้าใจกันดีว่า "วิจารณ์สถาบันฯ" อย่างเผ็ดร้อน แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีต ที่เขายังไม่ได้อยู่ในสถานะนักการเมืองที่เป็น "บุคคลสาธารณะ" เต็มตัว แต่นับจากนี้ไป"สปอตไลต์ "ก็จะสาดแสงไฟสว่างจ้าไปที่ตัวเขา ทุกเรื่องที่เขาเคยทำ เคยพูด เคยวิจารณ์ จะถูกนำมารีรันใหม่ในแบบเข้มข้น
ไม่ต่างจาก ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ที่ก่อนหน้านี้เคยมีทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรบ้าง เคยร่วมขบวนการริเริ่มให้มีการแก้ไข มาตรา 112 อย่างไรบ้าง ทุกคำพูด ทุกคลิป ที่เคยพูดมาก่อน ที่อาจคิดว่า "เป็นซ้ายแล้วเท่" หรืออาจบางคนที่สร้าง "ปมเด่น" บางอย่าง จะต้องเจอกับการขุดคุ้ยในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในยุคที่โซเชียลฯ บันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด ทุกคำพูด
แต่เฉพาะหน้า ที่ต้องเจอการตรวจสอบ"ฝ่ายซ้าย"ยุคใหม่ อย่างธนาธร จึงเรืองกิจก็คือเรื่องการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัคมีเดีย ทีดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ และต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารทางกฎหมายว่าเขาได้ถ่ายโอนหรือขายออกไปก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ซึ่งตามข่าวก็มีการระบุว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เริ่มดำเนินการแล้วหลังจากมีการร้องเรียน และกรณีนี้น่าจะแตกต่างกับกรณีเขียนประวัติเรื่องการเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมผิดพลาดโดยที่กกต.มีมติว่า"หลักฐานไม่พอเอาผิด" แต่กรณีหลังนี้จะเป็นการตรวจสอบเอกสารราชการ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะหากผิดก็จะมีผลกระทบตามมามากมายทั้งทางอาญาและการเมือง ก็หวังว่าคงไม่พบความผิดก็แล้วกัน
ดังนั้นกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับบุคคลสาธารณะที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น และนี่คือบทบาทใหม่ที่พวกเขาจะต้องเจอจากเดิมที่เคยแต่วิจารณ์สังคม วิพากษ์ระบบอย่างเมามัน แต่นับจากนี้ไปการขุดคุ้ยเปิดโปงจะออกมาให้เห็นเรื่อยๆในฐานะบุคคลสาธารณะ และทุกคำที่เคยพูดย่อมเป็นนาย!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...