xs
xsm
sm
md
lg

ความแรงของธนาธร - กระแสลุงตู่ ความตกต่ำของ ปชป. และเลือกตั้งอลเวง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ในวันเลือกตั้งหลังไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเสร็จ ผมใช้บริการแกรบไปยังจุดหมายปลายทาง หนุ่มคนขับก็ชวนผมสนทนาเรื่องเลือกตั้ง ว่าไปใช้สิทธิ์มาหรือยัง เขาพูดถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเลือก สุดท้ายบอกว่า เขาไปเลือกพรรคอนาคตใหม่

“ผมยังไม่รู้เลยว่าผู้สมัครเขตผมเป็นใคร” คนขับหนุ่มบอก

เมื่อคะแนนออกมาก็เกิดผลที่เกินความคาดหมาย ก่อนหน้านี้ทุกคนคิดเหมือนกันว่า อนาคตใหม่มาแรงมาก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ขนาดจะชนะส.ส.เขตในกทม. แต่ผลออกมากลับชนะถึง 9 เขต และทุกเขตที่ไม่ชนะก็มีคะแนนไล่เกาะที่ 2 และ 3

ไม่เท่านั้น ในเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะชนะส.ส.เขตเหมือนกัน กลับมีส.ส.เขตอีกถึง 21 คน สะท้อนว่า กระแสต้องการการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยสูงมาก แต่พูดได้เลยว่า การที่ผู้สมัครของพรรคชนะเลือกตั้งได้นั้น มาจาก “พลังของธนาธรเพียงคนเดียว” และมีคะแนนรวมทั่วประเทศมากถึง 5 ล้านคะแนน มากกว่าพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ และพรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทย

ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่า ถ้าอนาคตใหม่ได้สัก 3-4 ล้านก็นับว่ามากแล้ว มีแต่คนบอกว่าจะเป็นไปได้เหรอ นี่กลับมากกว่าที่คาดอย่างมากวิ่งไปถึง 6 ล้านคะแนน ด้านหนึ่งนอกจากกระแสส่วนตัวของธนาธรแล้ว ก็น่าจะส่งผลมาจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติที่ส่งคะแนนมาให้ รวมไปถึงปฏิกริยาสะท้อนกลับจากคนหนุ่มสาวที่ #โตแล้วเลือกเองได้

นั่นแสดงว่าสังคมรับได้กับสิ่งที่ธนาธรถูกกล่าวหามากมายรวมถึงเรื่องสถาบัน หรือไม่ก็สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายนักการเมืองหน้าเก่า ที่มีแต่เรื่องของความขัดแย้งและผลประโยชน์ น่าสนใจเหมือนกันว่า แม้พรรคนี้จะไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาลแน่ แต่เสียงจำนวนกว่า 80 เสียงของพวกเขานั้น จะขับเคลื่อนสิ่งที่ธนาธรประกาศไว้อย่างไร

แต่ด่านแรกที่ธนาธรต้องเจอก็คือ เรื่องการถือหุ้นธุรกิจสื่อที่เขายอมรับเมื่อวานตอนออกมาแถลงขอบคุณผลการเลือกตั้งว่า เขาโอนกันก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่เพียงแจ้งโอนอย่างเป็นทางการไม่กี่วันมานี้ ซึ่งถ้าเราไปดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2546 (การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกได้)มาเทียบเคียงจะเห็นว่า ในทางราชการนั้นจะถือการโอนต่อนายทะเบียนเป็นสำคัญ

นั่นเป็นคำถามว่า กกต.จะยึดตามเอกสารราชการ ณ วันโอน หรือจากวันที่คู่โอนตกลงกันเองก่อนหน้า และส่งให้ศาลฏีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นผู้พิจารณาหรือไม่ เพราะมีคนไปร้องไว้แล้ว

มาที่พรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นสิ่งไม่คาดฝันในกทม. เพราะไม่มีโพลไหนบอกว่าจะชนะเลือกตั้งในกทม.เช่นเดียวกัน เพราะผู้สมัครล้วนแต่เป็นหน้าใหม่หลายคน แม้บางคนจะเคยเป็นส.ก.ในบางเขต ก็ไม่คิดว่าจะสู้กับเจ้าเก่าอย่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ได้ แต่สุดท้ายกลับกวาดมาได้

ผมเคยเขียนว่า มีทางเดียวที่พลังประชารัฐจะเข้ามาก็คือ กระแสลุงตู่ แต่ตลอดเวลาที่หาเสียงกันนั้นเราไม่สลับตรับฟังถึงกระแสลุงตู่เลย แต่เริ่มมีคนพูดว่า อย่างนี้ยิ่งต้องเลือกลุงตู่ เมื่อเกิดภาพในงานแต่งงานที่ฮ่องกงก่อนการเลือกตั้งเพียงวันเดียวกันนั่นเอง และที่สำคัญมากคือกระแสที่เกิดขึ้นผ่านโทรทัศน์ในค่ำคืนวันนั้น

กระแสลุงตู่จึงเกิดขึ้นแบบฉับพลันทั้งใน กทม.และหลายพื้นที่จนสามารถกวาด ส.ส.ได้ทะลุ 100 คน แพ้เพียงพรรคเพื่อไทยที่ ส.ส.ลดลงอย่างมากแม้จะยังเป็นพรรคอันดับ 1

ดูตัวเลขแล้วก็ชัดเจนว่า เราจะยังอยู่กับลุงตู่ต่อไป แต่มีคำถามว่าจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากเกินครึ่งได้ไหม ตอนนี้ผมรวมพรรคใหญ่ๆยังไม่ถึง แม้จะเอาประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยบวกรวมไปแล้ว ยกเว้นจะเอาพวกพรรค1ที่นั่งหลายพรรคมารวมให้ได้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น แม้จะรู้ว่า กระแสพรรคตกต่ำ แต่ไม่คิดเลยว่าจะพลาดใน กทม.จนไม่ได้สักที่นั่งเดียว และไม่คิดว่าจะพลาดส.ส.ใต้มากมายขนาดนี้ แพ้กระทั่งที่ตรังเขตเมืองถิ่นของนายชวน

ในกทม.นั่นแพ้เพราะความแรงของธนาธรและกระแสลุงตู่ ที่สำคัญคนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ก็คือฐานเดียวที่หันไปสนับสนุนลุงตู่ ประชาธิปัตย์อย่าว่าแต่ชนะเลยยังหล่นไปที่ 3-4ด้วยซ้ำ

แต่ในภาคใต้ผมรับรู้ความเบื่อหน่ายประชาธิปัตย์มานานแล้วว่า ส.ส.ปชป.ใต้มองคนใต้เป็นของตายและไม่ค่อยมีผลงาน หลายคนไม่เคยลงพื้นที่ ผมพบนายชวนเคยบอกว่า ตอนนี้กระแสคนเบื่อปชป.สูงมา แม้เขาจะรักและผูกผันกับประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคไหนมีตัวเลือกดีๆ มาเขาก็จะไม่เลือกแล้ว และจะแพ้ภูมิใจไทยในหลายพื้นที่ สุดท้ายก็เป็นตามนั้น แต่ยังแพ้พรรคของลุงตู่ตามกระแสด้วยอีกหลายเขต

จริงๆ ในอดีตประชาธิปัตย์ก็เคยเสียพื้นที่ให้กับพรรคกิจสังคมสมัยนโยบายเงินผันและพรรความหวังใหม่ในยุคแรก แต่ไม่เคยพ่ายแพ้มากขนาดนี้มาก่อน

น่าคิดว่าปชป.จะกลับมาได้อีกแบบในอดีตไหม แล้วตอนนี้ปชป.จะมองคนใต้เป็นของตาย แบบส่งเสาไฟฟ้าให้เลือกไม่ได้อีกแล้ว

แล้วถ้าถามว่าคะแนนปชป.หายไปไหน จากครั้งที่แล้วได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 11.4 ล้าน ครั้งนี้เหลือเพียง 3.7 ล้าน ไปอยู่ที่พปชร.ที่ 7.9 ล้าน และรปช.3แสน รวมแล้วก็ใกล้เคียงกันกับคะแนนปชป.ครั้งที่แล้วพอดี เท่ากับชี้ให้เห็นว่า ครั้งนี้ไม่มีสวิงโหวตอะไร เพียงแต่ฐานคะแนนปชป.หันไปเลือกลุงตู่นั่นเอง

และถ้าเราไปดูคะแนนบัญชีรายชื่อครั้งที่แล้วกับคะแนนครั้งนี้ของพรรคสองฟากการเมืองจะพบว่า คะแนนรวมไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ครั้งนี้อาจจะต่างกับครั้งที่แล้วที่คะแนนอยู่ที่ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย โดยคะแนนไม่ได้สวิงข้ามกลุ่มแม้สองพรรคนี้จะลดลงอย่างมาก แต่ไปปรากฏอยู่ในพรรคที่เป็นฟากฝั่งเดียวกันของตัวเอง

มีบางคนบอกว่ามาจากท่าทีของนายอภิสิทธิ์ที่ประกาศว่าไม่สนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าอภิสิทธิ์จะประกาศหรือไม่ ผลลัพธ์ก็ไม่น่าจะต่างกันนัก กับสัญญาณที่ส่งลงมา คนที่เกลียดทักษิณแล้วเคยเลือกประชาธิปัตย์ก็จะต้องเทมาทางนี้อยู่ดี

ลองดู 2พรรคที่ประกาศหนุนลุงตู่อย่างพรรคประชาชนปฏิรูป ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี กำนันสุเทพ เป็นตัวขับเคลื่อน สุดท้ายก็ได้คะแนนต่ำมาก เพราะผมก็พูดมาตลอดว่า คนที่เขาสนับสนุนลุงตู่จะมาเลือก2พรรคนี้ทำไม เขาก็ไปเลือกพรรคพลังประชารัฐตรงเลยไม่ดีกว่าหรือ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เช่นเดียวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกทิ้งเพราะเทไปเลือกพลังประชารัฐกันหมด

นอกจากนั้นผมคิดว่า เดิมคนรุ่นใหม่คนวัยทำงานในเขตเมือง จะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้งนี้ปรากฎว่าคนวัยนี้ส่วนใหญ่เทไปเลือกพรรคอนาคตใหม่กันเกือบหมด

อย่างไรก็ตามนับเป็นโชคดีในคราเคราะห์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ การพลาดท่าได้คะแนนในเขตได้มาเพียง 30 กว่าที่นั่งนั้นส่งผลให้ได้บัญชีรายชื่อซึ่งเป็นระดับนำของพรรคเข้ามาหลายคน จากที่คิดว่า จะไม่ได้เลยสักคนเดียว

ผมคิดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นั้นหลายพรรควางแผนผิดพรรคที่ขายหัวหน้าคนเดียวนั้นก็ว่าไปครับ แต่พรรคที่เป็นพรรคใหญ่ จะต้องส่งตัวเด่นระดับนำที่มีคะแนนมากไปลงพื้นที่เพื่อเก็บคะแนนครับ เช่น ที่ตรังนายชวน ควรลงสมัครเอง หรือระดับสุดารัตน์ ก็ต้องสมัครในแบบเขต

แต่ถ้าถามผมว่าผมประหลาดใจอะไรมากที่สุด ผมคิดว่ากระแสตื่นตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก และคิดว่าคนจะออกมาใช้สิทธิ์ถล่มทลาย แต่กลับมีคนมาใช้สิทธิ์ต่ำมากเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปีที่ 65% ยังงงว่านี่การสะท้อนว่าเบื่อหน่ายการเมืองอีกด้านหนึ่งหรืออย่างไร

และแม้ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะออกมาแล้ว ฝั่งลุงตู่มีส.ว.250 คนที่คัดไว้แล้วอยู่ในมือ ซึ่งต้องเป็นระดับที่คิดว่าเลือกมาแล้วต้องชัวร์มากไม่ถูกหักหลังแน่ เพราะคะแนนสองฟากฝั่งการเมืองในขณะนี้นั้นก้ำกึ่งกันมาก และดูแล้วฝั่งเพื่อไทยและบริวารน่าจะมากกว่าเล็กน้อยตามที่คาดการณ์ แต่การตั้งรัฐบาลก็น่าจะเป็นเรื่องยากและยืดเยื้อมาก

นอกจากนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่อลเวงมากด้วยกติกาใหม่ และกกต.มือใหม่ มีการร้องเรียน มีปรากฎการณ์ที่เคลือบแคลงใจหลายอย่าง ตัวเลขคะแนนรายงานผลที่สับสน บัตรเลือกตั้งไม่มีชื่อผู้สมัครมีแต่ชื่อพรรค มีพรรคที่ชื่อคล้ายกันจนได้คะแนนไปจำนวนมาก แต่พรรคถูกร้องอยู่ในศาลว่าขาดคุณสมบัติ แต่คนเขาสงสัยว่า น่าจะทำชื่อพรรคสับสน

แล้วผมแปลกใจนะที่กก.หยุดนับคะแนนที่ 94% แม้ว่า กกต.จะอ้างว่า ออกระเบียบกกต.ประกาศในราชกิจจาแล้ว แต่พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งบอกให้นับคะแนนโดยเร็วและต่อเนื่อง

มาตรา117 ภายใต้บังคับมาตรา 121 การนับคะแนนให้กระทํา ณที่ เลือกตั้งโดยเปิดเผยติดต่อกันจนเสร็จสิ้นและห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

มาตรา120 การนับคะแนนให้กระทําโดยเปิดเผยและรายงานผลการนับคะแนนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งโดยเร็ว มาตรา 123 เมื่อรวบรวมคะแนนทุกหน่วยแล้ว ให้ประกาศผลการนับคะแนนผู้สมัครแบบแบ่งเขตและคะแนนที่ไม่เลือกผู้สมัครใด และรายงานผลต่อคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัด และคณะกรรมโดยเร็ว

นอกจากนั้นยังรวมถึงกรณีบัตรเกิน และผลคะแนนไม่สัมพันธ์กับจำนวนของผู้ไปใช้สิทธิ์ ปัญหาหีบบัตรจากนิวซีแลนด์ที่เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หรือระบบการขนส่ง แต่กลับคนตัดสิทิ์ประชาชนทิ้งไปกว่า1500คน และยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องอีกจำนวนมาก จนมีคนลงชื่อให้ถอดถอนกกต.เกินล้านคนแล้ว

น่าสนใจว่า ผลการเลือกตั้งนั้นยังสะท้อนความเข้มข้นของสองฟากฝั่งการเมืองที่มีพลังมวลชนที่ก้ำกึ่งกันมาก จนเริ่มหวั่นๆ ว่า ความสงบจะจบที่ลุงตู่จริงไหม

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...