xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว 27

**สตรอเบอรี่ ตั้งแต่คำแรกจนบรรทัดสุดท้าย “ทักษิณ”ให้สัมภาษณ์ “บีบีซี”ปัดดึงฟ้าต่ำ แล้วใครดึงฟ้าต่ำ ? บอกไม่รู้จัก ไม่เคยคุย ไม่เคยเจอ “ธนาธร”แล้วใครเป็นเพื่อนเที่ยวเพื่อนกินของลูกแม้ว แม่พ่อของฟ้า บริจาคเงินให้พรรคไทยรักไทย หลายสิบล้าน

เว็บไซต์บีบีซีสำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษลงบทสัมภาษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งพูดคุยกับสื่อต่างประเทศระหว่างมาร่วมงานฉลองพิธีวิวาห์ที่เว่อร์วังอลังการของ “อุ๊งอิ๊ง”แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กที่ฮ่องกง มีหลายประเด็นที่บีบีซี หยิบยกมา ยิ่งพูดยิ่งเห็นว่า“ทักษิณ”คิดอะไรอยู่ และเฉลยในสิ่งที่คนสงสัยก่อนนี้
ประเด็นหลักๆ ที่เป็นที่สนใจของคนไทย คือ เรื่อง "ดึงฟ้าต่ำ" ... บีบีซี เปิดประเด็นถึงเหตุการณ์ “8ก.พ.”การเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ "โดยพรรคไทยรักษาชาติ" ต้องสะดุดกึกในเวลา 13 ชั่วโมงต่อมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า "การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม... ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"
ทักษิณ ตอบประเด็นนี้ว่า "เราไม่เคยคิดดึงฟ้าต่ำ เรามีแต่ยกฟ้าสูง แต่บังเอิญว่ามันเป็นเรื่องที่ท่านทรงสละ ต้องมองให้ดี ว่าท่านรักบ้านเมือง รักประชาชน ท่านอยากทรงเสียสละที่จะมาทำงานให้บ้านเมือง ในเมื่อว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านบอกว่าไม่ได้ ไม่ได้ก็ ท่านก็จบ ไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อย่าไปคิดว่าดึงฟ้าต่ำ คนที่ดึงฟ้าต่ำจริงๆ ไม่ใช่ผมหรอก ผมมีแต่ยกย่องเทิดทูน แน่นอน" ... นี่ก็แปลว่า ทักษิณกับไทยรักษาชาติ เป็นอย่างที่คิด ครอบงำพรรคนี้มาตั้งแต่แรก ? และที่บอกว่าไม่ได้ดึงฟ้าต่ำ แล้วใครที่ดึงฟ้าต่ำ ทักษิณไม่ได้บอก
อีกประเด็นหนึ่งที่บีบีซี นำเสนอแล้วน่าสนใจ ชี้มาที่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้คะแนนเข้ามาอย่างท่วมท้น เป็นพรรคอันดับสาม และคนมองว่า ธนาธร เดินตามทักษิณ กำลังจะจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย ... บีบีซีขึ้นซับเฮดว่า "ไม่รู้จักธนาธร" แต่ "จับมือ"ได้... ทักษิณย้ำว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดแล้วในเวลานี้ แต่นายทักษิณ มองเห็นความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทย จะจับมือกับ "อนาคตใหม่" พรรคน้องใหม่ที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่ที่ "มีอุดมการณ์เดียวกัน" กับเขา คือ "ไม่ส่งเสริมการสืบทอดอำนาจของคณะปฏิวัติ"
"ผมไม่รู้จักธนาธร ไม่เคยเจอเลย ไม่เคยคุยโทรศัพท์กัน ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร แต่ดูการหาเสียง และให้สัมภาษณ์เห็นว่ามีอุดมการณ์สูงเหมือนตอนผมเข้ามาใหม่ๆ" ทักษิณว่า แต่คนเขาก็ไม่ได้เชื่อ เหมือนที่เคยผ่านมาคนรู้ทันทักษิณ จะบอกเลย ถ้าแม้วพูดว่า "ไม่รู้จัก =รู้จัก" ธนาธรบอกเองว่า เคยเรียนเตรียมอุดมมากับพานทองแท้ ชินวัตร มาต่อที่ธรรมศาสตร์ ด้วยกัน สมัยก่อนทั้งเป็นเพื่อนเที่ยว ทั้งกินเหล้ามาด้วยกัน ... ค้นไปค้นมาเจอยังเจอกันอีกว่า ตามข้อมูลตอนนั้น สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของธนาธร เคยบริจาคให้กับพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ หลายสิบล้าน เรียกว่า "ขี้จุ๊เบ่เบ๊ สตอร์เบอรี่" ตั้งแต่คำแรก ยันบรรทัดสุดท้าย

**เหตุบังเอิญแมวดำวิ่งผ่านหน้า“ลุงตู่”ในทำเนียบฯ ตีความแล้วเปรียบเป็นมงคล “แมวกำลังไล่จะจับ หนูได้”ยิ่งเมื่อดูเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 4 ข้อของ“ภูมิใจไทย” ก็จะรู้ว่าสเปก“เสี่ยหนู”โอนเอนมาทาง “พลังประชารัฐ”ไม่ใช่ “เพื่อไทย”และ “อนาคตใหม่”พ่อน้องฟ้า

เพื่อไทย VSพลังประชารัฐ สองพรรคชิงจัดตั้งรัฐบาลหน้า ทั้งที่ลับและที่แจ้ง ต่างปล่อยเสียงแว่วออกมาว่าจะมีข่าวดีทั้งสองฝ่ายเร็วๆ นี้ ...ช่วงเวลานี้ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออร่าจับมากๆ ทั้ง “ลุง”และ “ป้า”ก็อยากจะไปร่วมหอลงโรง เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ... ใครได้ “เสี่ยหนู”ไปก็ชัดเจนว่า มีความได้เปรียบอีกฝ่ายทันที ช่างบังเอิญที่ “ลุงตู่”เดินอยูดีๆ ในทำเนียบรัฐบาล ก็มีแมวดำตัวเขื่อง วิ่งผ่านหน้าไป...
นักข่าวเห็นเข้าแบบนี้ ก็ยิงคำถามไปที่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์”เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ว่า แมวดำเดินตัดหน้า “ลุงตู่”มีนัยยะสำคัญอย่างไร ? เลขาฯ พปชร. ตีความทันทีว่า แมวดำไม่ได้ตัดหน้า อยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรี และมองว่าเป็นแมวที่กำลังวิ่งไล่จับหนู ถือว่าเป็นมงคล เพราะ"แมวกำลังจะจับหนูได้ ถ้าแมวจับหนูได้ความหมายก็คงจะเป็นอย่างที่คิด ภูมิใจไทย จะเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลของลุงตู่ สู้กับทางเพื่อไทย แต่ หนู-เสี่ยหนู จะยอมให้จับมั้ยล่ะ ..
"เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ ผ่านสมรภูมิการเมืองแล้วอย่างโชกโชน เป็นลูกชายสุดที่รักของ "ปู่จิ้น"ชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต รมว.มหาดไทย และผู้ก่อตั้ง บริษัทซิโน-ไทย เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเบอร์ต้นๆ ของประเทศ เข้าสู่เส้นทางการเมือง เมื่อปี 2539 ก็ได้รับตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ ... ต่อมาในปี 2547 ดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข และในปีเดียวกันนี้ ยังได้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ก่อนที่ในปี 2548 จะได้กลับไปดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุขอีกครั้ง ...ในปี 2548 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเมื่อพรรคไทยรักไทย ถูกตัดสินยุบพรรค เมื่อปี 2550 “อนุทิน”ก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านเลขที่ 111 ซึ่งถูกตัดสิทธิ เลือกตั้ง...
เป็นเวลา 5 ปีที่ อนุทินถอยออกไปจากถนนการเมือง แต่นี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุด ที่น้อยคนจะรู้ว่า ช่วงที่ว่างเว้นการเมือง เขาได้เริ่มต้นการเป็น“กัปตันหนู”ทำ “ภารกิจหัวใจติดปีก” บินลัดฟ้าพร้อมคณะแพทย์เพื่อรับอวัยวะต่างๆ จากผู้บริจาค เช่น หัวใจ ไต หรือตับ เป็นต้น มาส่งต่อให้ “ผู้ป่วย”ที่รอการ“ปลูกถ่ายอวัยวะ”... กัปตันหนูไม่ได้ทำเพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น เพราะนับจาก “เคสแรก”กระทั่งถึงปัจจุบัน ก็เดินหน้าไปถึง “เคสที่ 24”และเป็นที่น่าดีใจว่า ทุกเคส “มิชชั่นคอมพลีส”และในปี 2555 เขาก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับตั้งพรรคใหม่ในชื่อว่า“ภูมิใจไทย”... วันนี้ “เสี่ยหนู”และ “ภูมิใจไทย”ได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ เป็น “หนู”ที่แมวกำลังไล่จับกันน่าดู...
ลองย้อนดูจุดยืน “เสี่ยหนู”ที่เคยประกาศบนเวทีหาเสียง ที่โคราช เมื่อ 15 มี.ค. 62 โดยระบุ 4 เงื่อนไขร่วมรัฐบาลว่า พรรคนั้นๆ ต้องไม่สร้างความขัดแย้ง รักสถาบันฯ รักประชาชน และต้องทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง... ตามสเปกนี้ ก็พอจะมองออกว่า “เสี่ยหนู”จะเลือกจับขั้วกับพรรคใดจะชัดขึ้น ...โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง “ใครจะเป็นรัฐบาลต้องมีพรรคภูมิใจไทยด้วย เราจะไม่ให้ทะเลาะกัน ใครทะเลาะกันเราถอนตัวจากรัฐบาล รัฐธรรมนูญนี้ให้พรรคภูมิใจไทยเข้าไปเป็นกรรมการห้ามมวย ใครมีปัญหา พรรคภูมิใจไทย จะชกหน้าเอง ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขอบอกข้อสอบด้วยว่า คนที่เราจะไปร่วมรัฐบาลได้นั้น 1. พรรคนั้นต้องไม่มีความขัดแย้ง 2. ต้องรักประชาชน 3. ต้องเทิดทูนสถาบันฯ และ 4. ต้องทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ถ้าทำได้พรรคภูมิใจไทยจะยกตำแหน่งนายกฯ ให้ไปเลย แต่หากทำไม่ได้ ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง”
ทีนี้มองไปในขั้วของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ โดยมีเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลว่า จะหยุดการสืบทอดอำนาจของคสช. ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกเลิกกฎหมาย และคำสั่งที่เกิดขึ้นจาก คสช. ปฏิรูปกองทัพด้วยการลดงบประมาณกลาโหม ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เป็นต้น ... ประเด็นเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งยังเป็นพรรคที่ถูกตั้งคำถามเรื่องสถาบันฯ เนื่องจากการแกนนำพรรคบางคนอยู่ในกลุ่มที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 และการประกาศสานต่อเจตนารมณ์คณะราษฎร ที่ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ... เพื่อไทย–อนาคตใหม่ ยังไงๆ ก็ไม่ใช่ทางของเสี่ยหนู "น้องฟ้า" ทราบแล้วเปลี่ยน นะจ๊ะ...

**กระแสโซเชียลฯ ส่ง "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" พร้อมลูกทีมเข้าสภาได้ถึง 6 ที่นั่ง ขณะที่ "กำนันเทือก" ตากหน้าเดินสาย "คารวะแผ่นดิน" ทั่วประเทศร่วม 2 เดือน ได้มาแค่ 5 ที่นั่ง

การเลือกตั้งส.ส. ครั้งนี้ "สื่อโซเชียลฯ"ได้เข้ามามีบทบาทในการหาเสียง เสนอนโยบายพรรค ตอบโต้ ชี้แจง ตลอดจนการสร้างกระแสให้คนหันมาสนใจในความเคลื่อนไหวของพรรคได้อย่างมีพลัง ... ทั้งที่ก่อนการเลือกตั้ง คนทั่วไปมักปรามาสว่า แรงในกระแสโซเชียลฯ แต่เมื่อถึงเวลาเข้าคูหา ไม่รู้จะมีคน"กา" ให้หรือไม่ เพราะยังเชื่อในพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบเดิมเดิม ที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น" หรือ เก่งในโซเชียลฯ จะสู้พวก "ส.ส.งานศพ งานบวช งานแต่ง" ได้หรือ ... ผลได้พิสูจน์ออกมาแล้ว อย่าง "พรรคอนาคตใหม่" ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เข้าป้ายเป็นอันดับ 3 ด้วยจำนวน ส.ส.เขต 30 คน และส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 58 คน กลายเป็นม้ามืดตัวจริง ก็เพราะพลังโซเชียลฯ เป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่ง
อีกคนที่ต้องพูดถึงว่า เล่นกับสื่อโซเชียลฯ ได้อย่างเหมาะเจาะ ถูกที่ ถูกเวลา ก็คือ "เฮียมิ่ง" มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ อดีตนักการตลาดมือเก๋า เคยปั้นดาราดัง ขวัญใจวัยรุ่น ในอดีตเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว มามากมาย... เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ครั้งนี้ เขาเริ่มด้วยการแนะนำตัว แนะนำพรรค ประกาศนโยบายผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่มีกระแส หรือมีคนพูดถึงมากนัก เพราะนอกจากตัวเขาแล้ว กรรมการบริหารพรรค รวมทั้งผู้สมัคร ส่วนใหญ่เป็นคนหน้าใหม่ คอการเมืองแทบไม่มีใครรู้จัก แต่เขาก็ไม่ได้โหมทุ่มทุน เพื่อการประชาสัมพันธ์ หาเสียงอย่างที่พรรคอื่นๆ ทำกัน ...
จนกระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคใหญ่ๆ ประกาศนโยบายเชิง "แจกเงิน" มาเกทับกัน โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ" ที่บางพรรคบอกว่าจะปรับให้กว่า 400 บาท "เฮียมิ่ง" ได้จังหวะ ออกมาถล่มทันที ว่าการขึ้นค่าแรง ไม่ช่วยในแง่เศรษฐกิจครัวเรือน ไม่ช่วยให้คนหายจน เพราะเมื่อขึ้นค่าแรง ค่าครองชีพก็จะขยับตาม ต่อไปคงต้องกิน "ก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 บาท" ... "เฮียมิ่ง" เสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ว่า ต้องลดต้นทุนที่เป็นองค์ประกอบของค่าครองชีพอย่าง"น้ำมัน" เพราะไม่ว่า ก๋วยเตียว ข้าวแกง พืชผัก ผลไม้ สิ้นค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ล้วนมีน้ำมันเป็นต้นทุนอยู่ ต้องลดราคาเบนซิน 10 บาท ดีเซล 5 บาท แล้วตั้งคลังน้ำมันที่ชายแดน เพื่อส่งออกไป 5 ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการหาเงินเข้าประเทศ ...
จากคำที่ว่า "ก๋วยเตี๋ยวชามละ 100" และ "ลดราคาน้ำมัน 10 บาท" กลายเป็นเรื่อง "โดนใจ" ชาวเน็ต จึงพากันคอมเมนต์ พากัน แชร์.. แชร์.. แชร์.. สร้างกระแสเปรี้ยง ปัง ขึ้นมาทันที ใครๆ ก็พูดถึง "เฮียมิ่ง" ยิ่งได้ขึ้นเวทีดีเบต หรือได้รับเชิญไปออกทีวี คราวนี้ เฮียมิ่ง ฉายยาวเป็นชุด ถึงเรื่องการหาเงินเข้าประเทศ จากด้านการท่องเที่ยว เมืองสินค้าปลอดภาษีอันดับ 1 ของโลก อุตสาหกรรมบันเทิงไทยสู่บันเทิงโลก ดูแลสินค้าเกษตร สงวนอาชีพการค้าออนไลน์ ให้เป็นของคนไทย ป้องกันเงินไหลออก เพราะขณะนี้ต่างประเทศดูดเงินคนไทยผ่านการค้าออนไลน์สูงมาก... นอกจากเรื่องหาเงินเข้า ป้องกันเงินออกแล้ว ยังมีนโยบายเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ทั้งของเด็ก ผู้ใหญ่วัยทำงาน และผู้สูงอายุตามมาเป็นสเต็ป ...
กระแส "พรรคเฮียมิ่ง" มาได้ทันเวลาก่อนการเลือกตั้ง พอดิบพอดี และผลการเลือกตั้งก็ออกมาเกินคาด แม้จะไม่ได้ ส.ส.เขต แต่ "เฮียมิ่ง" ในฐานะหัวหน้าพรรค อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ก็พาลูกทีมเข้าสภามาได้อีก 5 คน รวมทั้งตัวเองเป็น 6 คน แบบเหนือความคาดหมาย...เป็นปรากฏการณ์ กระแสโซเชียลฯของ"เฮียมิ่ง" แล้วพานให้นึกถึง "กำนันเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ใช้เวลาร่วม 2 เดือน เป็น ”จรกาหน้าดำ” ออกเดินสาย "คารวะแผ่นดิน" ไปทั่วประเทศ ยอมตากหน้า ถูกชาวบ้าน ชาวเมืองว่าเป็น "คนตระบัดสัตย์" ... ผลเลือกตั้งออกมา ญาติพี่น้อง ที่ลงสมัครที่บ้านเกิด สอบตกหมด แต่ยังดีที่ได้ ส.ส.เขต 3 ชุมพร มา 1ที่นั่ง และ บัญชีรายชื่ออีก 4 รวมเป็น 5 ที่นั่ง พอจะเอาไปต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีมาได้สัก 1 เก้าอี้ เป็นของขวัญปลอบใจ หากได้ร่วมรัฐบาล.
--------
รูป
- ทักษิณ ชินวัตร กับทูลกระหม่อมฯ
-แมวดำ วิ่งตัดหน้านายกฯ ที่ทำเนียบฯ - อนุทิน ชาญวีรกูล

-มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ –สุเทพ เทือกสุบรรณ


กำลังโหลดความคิดเห็น...