xs
xsm
sm
md
lg

การเลือกตั้งแบบแอนะล็อก (Analog Election)

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม


วันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย แต่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีที่กติกาการเลือกตั้งได้ถูกเปลี่ยนไปในประเด็นสำคัญที่ว่า “กาบัตรครั้งเดียวเพื่อสะท้อนความเป็นตัวแทน 3 อย่าง” คือ (1) ได้ ส.ส.เขต 1 คน (2) ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 150 คน และ (3) ได้นายกรัฐมนตรี พร้อมกับการประดิษฐ์วาทกรรมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ว่า “ทุกคะแนนไม่ตกน้ำ” จากเดิมที่ต้องกาบัตร 2 ครั้งเพื่อให้ได้สองตัวแทนแรก

คำถามก็คือ กติกาการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดดังกล่าว มันได้สะท้อนความต้องการของผู้ออกเสียงเลือกตั้งจริงหรือเปล่า

ถ้าเราต้องการจะเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขตซึ่งเรามีความเชื่อมั่นและมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ปรากฏว่าผู้สมัครผู้นั้นไปสังกัดพรรคซึ่งเราไม่ศรัทธา เราศรัทธาในนโยบายของอีกพรรคหนึ่ง แล้วจะให้เราเลือกอย่างไร

ยิ่งรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจวุฒิสมาชิกจำนวน 250 คน (ซึ่งหัวหน้าคณะผู้รักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้แต่งตั้ง) เป็นผู้ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย นายกรัฐมนตรีที่จะได้มาจึงไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้

หากสถานการณ์เป็นดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว โอกาสที่ผู้ใช้สิทธิ์จะสามารถสะท้อนความเห็นของตนได้ก็มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เจตจำนงของเราได้ถูกฉีกทิ้งน้ำไปถึง 2 ใน 3 ตั้งแต่อยู่ในหีบบัตรแล้ว ในขณะที่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 โอกาสดังกล่าวมีมากกว่า 1 ใน 2 และหากพรรคการเมืองไม่หลอกลวงประชาชน โอกาสดังกล่าวก็จะเป็น 1 ใน 1 เลยทีเดียวคือได้ทั้ง ส.ส.เขต ได้ทั้งพรรคซึ่งมีนโยบายที่เราศรัทธา และได้นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

หากไปดูวิธีคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ยิ่งประหลาดกันไปใหญ่ คือพรรคใหญ่ที่สุดที่ได้ ส.ส.เขตจำนวนมากที่สุดอาจจะไม่ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่ ส.ส.ประเภทนี้มีถึง 150 คน (หมายเหตุ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้ามีผู้ใช้สิทธิ์ 80% และมีบัตรดี 78% พรรคที่ได้คะแนนเสียง 16 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขตไปแล้วรวม 200 คน จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว)

จึงคาดว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะมีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด (หรือเกิน 250 คน) แม้จะรวมกันหลายพรรคการเมืองที่พอจะรับนโยบายกันได้ก็ยากมากที่จะได้เสียงถึง 376 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด (ส.ส.รวม ส.ว.) 750 คน

กติกาในรัฐธรรมนูญและวิธีการเลือกตั้งดังกล่าว จึงเป็นการทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ไม่มีพรรคการเมืองใดที่ได้จำนวน ส.ส.เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆ ที่อาจจะได้รับเสียงโหวตจำนวนมหาศาลแบบถล่มทลายถึง 16 ล้านเสียงหรือ 39% ของจำนวนบัตรดีก็ตาม

วิธีการในรัฐธรรมนูญจึงเป็นการทำความจริงที่ประชาชนสะท้อนออกมาผ่านการเลือกตั้งให้พร่ามัว ไม่ชัดเจน หรือให้เบลอๆ เข้าไว้ ทำให้เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเล็กลงหรือด้อยคุณค่าลง

ถ้าพูดกันตามภาษาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการคอมพิวเตอร์ศาสตร์ วงการวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี น่าจะจัดอยู่ประเภทแอนะล็อก (Analog)

เมื่อนำมาใช้กับการเลือกตั้งจึงน่าจะเป็นประเภทการเลือกตั้งแบบแอนะล็อก(Analog Election)

แอนะล็อกหมายถึงอะไร


ผมขออธิบายด้วยการยกตัวอย่างครับ เราคงเคยได้ยิน “นาฬิกาแอนะล็อก (Analog Watch)” เป็นนาฬิกาซึ่งบอกเวลาด้วยการอ่านตำแหน่งเข็มนาฬิกา เราจะพบว่าแต่ละคนอ่านได้ไม่ตรงกันเปี๊ยะๆ หรอกครับ แม้จะเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกันและอ่านพร้อมกันก็ตาม เพราะมันจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากตำแหน่งและมุมของผู้อ่าน

อีกประเภทหนึ่งซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีมานี้คือ “นาฬิกาดิจิตอล(Digital Watch)” เป็นนาฬิกาที่บอกเวลาเป็นตัวเลข ซึ่งตัวเลขปรากฏดังกล่าว ใครอ่านก็ได้ตัวเลขเดียวกัน ไม่มีความคลาดเคลื่อน

ในความเป็นจริงแล้ว นาฬิกาแอนะล็อกมีราคาแพงกว่านาฬิกาดิจิตอลหลายเท่ามาก แต่ความหมายในวงการเทคโนโลยีทั่วไปแล้วคำว่า ดิจิตอล หมายถึงสิ่งซึ่งมีความทันสมัย แม่นยำมีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้งาน เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ที่บันทึกภาพโดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม แต่เก็บภาพเป็นข้อมูลที่เป็นชุดของตัวเลข 2 ตัว คือ “0” กับ “1” (ซึ่งเป็นเลขฐาน 2) จำนวนหลายพันล้านตัวต่อหนึ่งภาพ

ในขณะที่ แอนะล็อก หมายถึงความเป็นของที่เกิดก่อนของที่เป็นดิจิตอล หรือเป็นของยุคเก่ากว่า

เท่าที่ผมเปิดพจนานุกรมดูพบว่า คำว่า Analog มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก หมายถึงการอุปมาอุปไมย หรือความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เป็นแค่ตัวแทนเท่านั้น

เมื่อเราจะอธิบายการทำงานของหัวใจมนุษย์ เราก็มักจะเทียบกับการทำงานของปั๊มสูบน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันมาก แต่เราก็อุปมาหรือแอนะล็อกเอา

แต่คำว่า ดิจิตอล (Digital) มันบอกถึงความถูกต้อง เที่ยงตรง แม่นยำ มีประสิทธิภาพและสะดวกในการใช้งาน ความเชื่อมต่อ (Connectivity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบโลกใหม่ มันเป็นความทันสมัยของสังคมที่เราได้ยินจนคุ้นหูในคำว่า “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาล คสช.

ผมหยิบเรื่อง การเลือกตั้งแบบแอนะล็อกมาเขียนในวันเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะไม่ยอมรับกติกาหรือ “ป่วน” การเลือกตั้งแต่ประการใด แต่มุ่งหวังที่จะให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างสันติวิธีต่อไป นั่นเป็นวัตถุประสงค์ประการแรกของผม

แต่ยังมีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญครับ

ยุคดิจิตอลเทคโนโลยี (Digital Technology) จะนำสังคมไปสู่สวรรค์หรือสู่นรกก็ได้

ขอพูดถึงสวรรค์ก่อนครับ

ยุคดิจิตอลเทคโนโลยี จะช่วยขับเคลื่อนสังคมไปสู่การหลุดพ้นจากความเป็นทาสพ่อค้าพลังงานฟอสซิลที่มีจำนวนจำกัดและก่อมลพิษ ลดมลพิษ PM2.5 ทั้งจากภาคพลังงาน การขนส่ง ทำให้คนธรรมดาสามารถพึ่งตนเองด้านพลังงาน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย (SDGs) ของสหประชาชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน ความหิวโหย การมีน้ำสะอาดใช้ มีทะเลที่เป็นแหล่งอาหาร ฯลฯ

สำหรับการนำไปสู่นรกนั้น ต้องยอมรับว่าดิจิตอลเทคโนโลยีจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ผมขอให้ข้อมูลสั้นๆ ดังนี้ครับ “คนรวยที่สุด 1% ของประชากรสหรัฐอเมริกามีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 8% ของรายได้ทั้งประเทศในปี 1975 เป็น 18% ในปี 2015” (ข้อมูลจากhttps://en.wikipedia.org/wiki/Economic_inequality#/media/File:Income_inequality_-_share_of_income_earned_by_top_1%25_1975_to_2015.png)

ดังนั้น สังคมไทยจะไปสู่สวรรค์หรือนรกจึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะกำกับให้ไปในทิศทางใด แต่ที่สำคัญกว่านั้นประชาชนจะต้องเป็นผู้กำกับรัฐบาล ตรวจสอบและเคลื่อนไหวเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะการหย่อนบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ โดยใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...