xs
xsm
sm
md
lg

เดิมพันอนาคต"มาร์ค" ปชป.ต้องได้เกินร้อย !!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**จะว่าไปแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนกับการเดิมพันอนาคตทางการเมืองของหลายคน ไม่ว่าจะเป็น "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรับมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ นั่นคือ หากพรรคพลังประชารัฐได้รับการเลือกตั้งเข้ามามีคะแนนเสียง ส.ส.ต่ำกว่าเป้าหมาย และทำให้ขาดความชอบธรรมในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลแล้ว โอกาสที่ลุงตู่ต้องกลับบ้านมันก็ต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
ที่บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเดิมพันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจาการกิจยังไม่เสร็จสิ้น หลายโครงการหลักยังต้องการสานต่อ ไม่ว่าจะเป็นเมกะโปรเจกต์ ที่เป็นหน้าตาก็คือโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่บางพรรคประกาศจะเข้ามารื้อหากเป็นรัฐบาล รวมไปถึงกฎหมาย และคำสั่งคสช. หลายฉบับ ที่ออกในยุคของเขา รวมไปถึงอีกหลายโครงการที่แม้ว่ายังไม่แน่ชัด แต่ความหมายก็คือ หากมีการรื้อ นั่นก็ย่อมมีผลกระทบอย่างอื่นตามมา และอาจรวมไปถึงรายการ "หาเรื่องเช็กบิล" ทำลายเครดิตให้เสียหาย ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ประกาศย้ำหลายครั้งแล้วว่า ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็ต้องผ่านการเลือกตั้งให้ชาวบ้านชี้ขาด ในวันที่ 24 มีนาคมนี้
นอกจากนี้ การเลือกตั้งยังส่งผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อมไปถึง "คนแดนไกล" อย่าง ทักษิณ ชินวัตร และน้องสาว คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมไปถึงคนอื่นๆในครอบครัวด้วย เพราะหากพรรคในเครือข่ายของพวกเขาไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล นั่นก็หมายความว่า โอกาสในการนิรโทษกรรมความผิดแล้วได้กลับบ้านอย่างเท่ ต้องดับวูบลง อีกทั้งยังมีผลต่ออิทธิพลทางการเมือง เพราะยิ่งทอดเวลาเนิ่นนานออกไปมากเท่าไหร่ ความหวังก็ยิ่งเบาบางลงไปเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่คดีของ ทักษิณ และคนในครอบครัว ล้วนอยู่ในศาลแล้วทั้งสิ้น รวมไปถึงออกกฎหมายให้พิจารณาลับหลังจำเลยได้ หรือแม้กระทั่งมีกฎหมายที่ห้ามคนที่หลบหนีคดีส่งทนายมาฟ้องร้องคนอื่นได้อีกต่อไป ยกเว้นต้องมาปรากฏตัวด้วยตัวเองที่ศาลเท่านั้น หรือแม้แต่คดีทุจริตไม่มีอายุความ เป็นต้น
**ที่น่าสนใจก็คือในการเลือกตั้งคราวนี้ ปรากฏว่าบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง หรือมวลชนที่เคยสนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ต่างแยกย้ายกันไป ไม่เป็นเอกภาพเหมือนก่อน ดังนั้นหากเวลาผ่านไปอีก 4-5 ปี มันก็ย่อมส่งผลทางลบต่ออิทธิพลทางการเมืองของครอบครัวนี้อย่างแน่นอน วกกลับมาที่อนาคตทางการเมืองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่นาทีนี้ถือว่าเป็นเมนหลักอีกคนหนึ่ง และก่อนหน้านี้ก็ได้วางเดิมพันเอาไว้แบบหมดหน้าตักไปแล้ว โดยเฉพาะการประกาศหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.ต่ำกว่าร้อย จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แม้ว่าจะไม่ได้พูดให้ขาดไปเลยในแบบว่า แม้สมาชิกจะเลือกกลับมาใหม่ก็ไม่รับก็ตาม เพราะที่ผ่านมา เขาเคยลาออกมาแล้ว แต่ก็รับตำแหน่งใหม่เมื่อสมาชิกโหวตให้กลับมาอีก
แต่คราวนี้บรรายากาศคงจะไม่เหมือนก่อนแล้ว เพราะหากได้ส.ส.ไม่เข้าเป้าแบบว่าจริง มันก็สะเทือนไปทั้งอนาคตของพรรค และของตัวเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากนำพาพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้รับเลือกตั้งให้เกินจำนวนร้อยเสียงก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนที่ว่าถึงขั้นชนะเลือกตั้งได้เป็นแกนนำรัฐบาลเพื่อเขาจะได้เป็นนายกฯ อีกครั้งนั้น ค่อยมาว่ากันอีกทีดีกว่า เพราะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์และบรรยากาศตามความเป็นจริงแล้วถือว่า "ยังห่างไกล"
การประกาศชัดเจน "ไม่เอาลุงตู่" และไม่เอาเพื่อไทย ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองในบางมุมมันก็เหมือนกับการบีบให้ต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มฐานเสียงที่เคยหนุนทั้ง "ลุงตู่" พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง กปปส. ที่ต่อยอดมาเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในเวลานี้ แม้ไม่อยากฟันธงว่าจะเทไปทางไหนมากกว่ากัน แต่เชื่อว่าหลายคนได้ตัดสินใจไปแล้ว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันถึงความเป็นไปได้ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เกินร้อยที่นั่ง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขาก็น่าจะได้ลุ้นในการรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาล และอาจดึงพรรคพลังประชารัฐ เข้ามาร่วมก็ได้ แต่แนวทางแบบนี้ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้แค่ไหน และพรรคอื่นจะเอาด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสเดดล็อกได้เหมือนกัน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง หากผลการเลือกตั้งออกมาในแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่ำกว่าร้อยที่นั่ง แบบนี้ก็ถือว่าอนาคตการเมืองของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จบเห่ อย่างแรกคือ ต้องออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อน และคราวนี้โอกาสที่สมาชิกจะโหวตกลับมาอีก ก็น่าจะยากกว่าคราวก่อน
**อย่างไรก็ดี หากออกรูปนี้จริงก็ต้องถือว่าเป็นการ "ปลดล็อก" ได้ง่ายขึ้น เพราะประชาธิปัตย์จะเป็น "พรรคตัวแปร" ตามสภาพความเป็นจริง
เพราะหลังจากการประกาศว่าไม่ร่วมกับ"ลุงตู่" ก็มีอดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้สมัครในทีมของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคในฟากของ กปปส. อย่าง ถาวร เสนเนียม ก็สวนออกมาว่า คำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่มติพรรค ต้องโหวตกันอีกทีหลังเลือตั้ง ก็ถือว่ายืนยันเจตนาชัด ความหมายก็คือ หากไม่มีอภิสิทธิ์ ก็ทำให้การร่วมกับ "ลุงตู่" ง่ายขึ้น แต่ประชาธิปัตย์ต้องได้เสียงต่ำกว่าร้อยที่นั่งก่อน
**ดังนั้น หากพิจารณาตามสถานการณ์ในเวลานี้ ถือว่าการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคมนี้ จะเป็นการชี้อนาคตทางการเมืองที่มีเดิมพันสูงอย่างน้อยสองคน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังสะเทือนไปถึง ทักษิณ ชินวัตร ด้วย หากพล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อ งานนี้ก็ต้องรอลุ้นกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้ว !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...