xs
xsm
sm
md
lg

อายัดที่ดิน“เสี่ยไก่” คดีสินบนบ้านเอื้ออาทร คุก“ธาริต”อีก1ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปปง.สั่งอายัดที่ดิน 13 แปลง 51 ล้านบาท คดีสินบนบ้านเอื้ออาทร “วัฒนา เมืองสุข” กับพวก คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ "ศาลฎีกา" พิพากษาแก้ จากรอลงอาญา สั่ง "ธาริต" ติดคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา เซ็นย้าย "อดีต ผบ.คดีทรัพย์สินฯ" ชี้ใช้อำนาจกลั่นแกล้งส่วนตัว ศาลอุทธรณ์ฯ ยืนยกฟ้อง "เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม" ชี้ไม่พบเจตนาจงใจทุจริตโครงการจัดเก็บขยะเมืองปากน้ำ เจ้าตัวบอกขอทำสโมสรฟุตบอลไม่มีเอี่ยวเลือกตั้ง

วานนี้ (21 มี.ค.) เว็บไซต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.51/2562 ลงวันที่ 28 ก.พ. 62 เรื่องอายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้ชั่วคราว กรณีเรื่องร้องเรียน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีพฤติการณ์ทุจริตเรียกรับสินบนโครงการบ้านเอื้ออาทร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ผู้ร้องเรียนได้แจ้งว่านายวัฒนา จะหาบริษัทหรือบุคคลมารับทำโครงการบ้านเอื้ออาทรและส่งเรื่องให้การเคหะแห่งชาติรออนุมัติ โดยมีข้อแม้ว่าผู้ร่วมโครงการจะต้องจ่ายค่าตอบแทนยูนิตละ 10,000 บาท ซึ่งกรณีดังกล่าว คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ดำเนินการไต่สวนนายวัฒนา กับพวก รวม 20 ราย ว่ามีพฤติการณ์ทุจริตเรียกรับสินบนในโครงการบ้านเอื้ออาทรหรือไม่ ต่อมาได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญานายวัฒนา กับพวกรวม 8 ราย ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ไต่สวนและชี้มูลความผิดทางอาญาแก่บุคคลเพิ่มเติม จำนวน 11 ราย จากการรวบรวมพยานหลักฐานของ ปปง. มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายวัฒนากับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (5) ตามพ.ร.บ ฟอกเงินฯ และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายวัฒนา กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว ปปง.จึงมีคำสั่งอายัดที่ดินในพื้นที่ลาดพร้าว-บางกะปิ ในชื่อนางสุดา คุณจักร รวมราคาประเมิน 51,532,950 บาท

**ฎีกาสั่งจำคุก “ธาริต” อีก 1 ปี

วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อายุ 64 ปี อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อายุ 61 ปี อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีดีเอสไอ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อายุ 60 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

โดยโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 55 ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.55 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลับด่วนที่สุด เสนอย้ายโจทก์ จากตำแหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯ ให้ย้ายไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งถือเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (กพศ.) และโจทก์ จนโจทก์ร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ค.ก.พ.) ซึ่งต่อมามีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม และเมื่อวันที่ 8 ต.ค.55 ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งที่ 380/2555 เรื่องยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าว

หลังจากถูกกลั่นแกล้งย้ายดังกล่าว โจทก์ได้ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 และยื่นฟ้องต่อศาล โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.58 ว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิด ตาม ม. 157 ให้จำคุก 2 ปี และยกฟ้อง นายชาญเชาว์ ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษนายชาญเชาว์ ขณะที่นายธาริตอุทธรณ์สู้คดีและขอให้ศาลลงโทษสถานเบา โดยมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.60 ยืนตามศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายธาริต พิพากษาแก้ในส่วนของนายชาญเชาวน์ มี ม.157 ด้วย แต่ให้รอลงการลงโทษไว้คนละ 2 ปี

จากนั้นโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอลงอาญา ขณะที่จำเลยทั้งสองก็ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้องด้วย ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวนายธาริตจากเรือนจำ ซึ่งถูกจำคุก 1 ปีตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงการสอบสวนตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างโรงพัก 396 แห่ง ส่วนนายชาญเชาว์ เดินทางมาศาลพร้อมฟังคำพิพากษาฎีกา

ที่สุดศาลฎีกาพิพากษาว่า นายธาริต เสนอย้ายโจทก์ด้วยความเห็นขัดแย้งในสำนวนคดี ซึ่งการเสนอย้ายนั้นไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยการเสนอย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมก็เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งทางส่วนตัว มากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ราชการ พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่สมควรให้รอการลงโทษ แก้เป็นจำคุกนายธาริตเป็นเวลา 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนนายชาญเชาวน์ให้ยกฟ้อง

**ศาลอุทธรณ์ฯยืนยกฟ้อง "ชนม์สวัสดิ์”

อีกด้าน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซ.สีคาม ถ.นครไชยศรี นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายกเทศบาลนครสมุทรปราการ และนางบารนี เลิศไพศาล อายุ 66 ปี อดีตปลัดเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์สินใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล กรณีที่จำเลยทั้งสอง ร่วมกันว่าจ้าง บริษัทเอกชน เพื่อดำเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยและกวาดถนนในพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ โดยให้ผู้รับจ้างเข้าดำเนินการตามสัญญาจ้างเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2546 รวมระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน โดยรับเงินค่าจ้างรายเดือน เดือนละ 2,145,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 128,700,000 บาท ซึ่งการกำหนดรับเงินลักษณะนี้ ถือเป็นการก่อหนี้ผูกพันงบเกินกว่า 1 ปีงบประมาณโดยมิชอบ เนื่องจากขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย คดีนี้ ศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 21 มี.ค.61 ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้นายชนม์สวัสดิ์ ได้เดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ 09.00 น. ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมฟังคำพิพากษา ขณะที่เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว สรุปว่าศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคดีและพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบแล้วพิพากษายืนยกฟ้องภายหลังฟังคำพิพากษาแล้วเสร็จ นายชนม์สวัสดิ์ ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด.
กำลังโหลดความคิดเห็น...