xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อนิวซีแลนด์เผชิญวิกฤตกราดยิงที่สาหัสสุด

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์แดนนกกีวี เป็นดินแดนใต้สุดของโลกที่อยู่ติดดินแดนน้ำแข็งแอนตาร์กติกที่ขั้วโลกใต้ โดยเป็นดินแดนที่แสนสุขสงบ ผู้คนมีอัธยาศัยใจคอเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี และไม่เพียงคนไทยที่ชอบทั้งชาวนิวซีแลนด์ และประเทศที่ร่มเย็นนี้ แต่ทั้งโลกก็มองในลักษณะเดียวกับคนไทย โดยเฉพาะชาวจีน (รุ่นใหม่) ที่กำลังขยับขยายกันจะเข้าไปพักอาศัยหรือตั้งรกรากที่นั่นจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลเสียจนรัฐบาลซ้ายกลางปัจจุบันได้พยายามออกกฎเพื่อจำกัดการเข้ามาถือครองที่ดิน และเรือกนาไร่สวนของชาวต่างชาติ (โดยมีวัตถุประสงค์ไม่สนับสนุนการเข้ามาของคลื่นลูกใหม่ของจีนที่มีกำลังซื้อมหาศาล และทำให้ทั้งราคาที่ดินและห้องเช่า, คอนโดฯ มีการปรับราคาสูงมากจนคนนิวซีแลนด์เริ่มเจอปัญหาไม่สามารถซื้อบ้านที่มีราคาเขยิบแพงลิบในฉับพลัน)

ในบรรยายกาศแห่งการเป็นประเทศที่ชาวต่างชาติก็นิยมไปท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ เพราะมีความปลอดภัยสูง จู่ๆ ในบ่ายวันศุกร์กลางเดือนมีนาคม ก็มีชายหนุ่มวัย 28 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ขับรถมากราดยิงอย่างไม่เลือกหน้าที่มัสยิด 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช แถมยังสวม Body Cam เป็นกล้องติดตัวเพื่อถ่ายทอดสด Live Stream ผ่านเฟซบุ๊กด้วย ประมาณเกือบ 40 นาที นับเป็นเหตุการณ์สยดสยองสุดๆ ของประเทศนกกีวี และผลไม้กีวีแห่งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์กราดยิงกลางถนนกลางวันแสกๆ อย่างมากก็แค่เคยผ่านประสบการณ์สูญเสียจากแผ่นดินไหวที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง

วันกราดยิงเกิดขึ้นในวันศุกร์เวลาบ่ายโมงกว่า โดยวันศุกร์เป็นวันละหมาดใหญ่ของชาวมุสลิมที่อยู่ในนิวซีแลนด์ ทั้งมุสลิมที่อาศัยอยู่ที่ไครสต์เชิร์ชหรือนักท่องเที่ยวมุสลิม ก็จะไปยังมัสยิดเพื่อทำละหมาดที่มัสยิด Al Noor (หนึ่งในสองแห่งที่ถูกบุกยิงกราด) จะมีนักกีฬาทีมคริกเกตที่มีชื่อเสียงจากบังกลาเทศ ที่กำลังมาแข่งที่เมืองกีวีนี้ พวกเขากำลังเดินทางมาเกือบถึงที่มัสยิดพอดีก็ได้ทราบข่าวว่ามีเหตุกราดยิง ก็เลยหยุดเดินทางไปทำพิธีละหมาด แต่นักกีฬาผู้รักษาประตูของทีมนี้ ได้เดินทางไปถึงมัสยิดก่อน และได้เข้าร่วมพิธีละหมาดแล้ว ซึ่งกลายเป็น 1 ในผู้บุกกราดยิงและเสียชีวิต 50 คนในวันนั้นด้วย

ผู้กระทำการกราดยิงเป็นผู้ลงมือผู้เดียวอายุ 28 ปี เป็นชายชาวออสเตรเลียที่พกพาปืนยิงแบบอัตโนมัติเข้ากระหน่ำยิงในห้องสวดมนต์ชายก่อน แล้วเดินเข้ากราดยิงในห้องสวดมนต์ผู้หญิง ก่อนจะเดินออกไปกราดยิงตลอดทางเพื่อไปขึ้นรถของเขา แล้วขับไปยังมัสยิดที่ 2 เพื่อกราดยิงกระหน่ำเช่นเดียวกับมัสยิดแรก

นายกฯ หญิง Jacinda Ardern กำลังประชุมอยู่ต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน เธอรีบเดินทางกลับนิวซีแลนด์ทันที โดยไม่ต้องรอให้ปฏิบัติภารกิจเสร็จสมบูรณ์

ก่อนเดินทางกลับ เธอได้แถลงทันทีว่า เป็นเหตุการณ์ที่สยดสยองที่สุดของนิวซีแลนด์ และเรียกพฤติกรรมนี้ทันทีว่า “เป็นการก่อการร้าย” ซึ่งผู้ก่อการร้ายเป็นชายผิวขาวที่เป็นคนเหยียดผิว, เต็มไปด้วยความเกลียดชังคนที่นับถือศาสนาต่างกับตน เธอไม่รั้งรอที่จะออมคำพูดในการประณามผู้ก่อการร้าย เพราะผู้นำในประเทศตะวันตกจะเอ่ยคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” ก็แต่เฉพาะเป็นพวกตะวันออกกลางที่เป็นสมุนหรือผู้เข้าข้างเห็นใจเหล่า ISIS หรืออัลกออิดะห์

แม้แต่ปธน.ทรัมป์ ก็ไม่เคยเรียกพวก Neo-Nazi หรือ KKK ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ขนาดมีพวก Alt-Right (มาจากคำว่า Alternative Right คือ กลุ่มขวาจัดทางเลือกใหม่ ที่มีนายSteve Bannon เป็นขาใหญ่ บุกเข้าสังหารชาวยิวขณะประกอบพิธีทางศาสนาในโบสถ์ยิวที่เมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เป็นการกราดยิงโดยชาวผิวขาวเพื่อฆ่ายิว และคนร้ายเป็นพวกขวาตกขอบกลุ่ม Neo-Nazi แต่ทางการสหรัฐฯ และทรัมป์ก็ไม่ยอมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เป็นการก่อการร้าย เหมือนกับจะเลือกคำเรียก “ผู้ก่อการร้าย” เอาไว้สำหรับเรียกเหล่ามุสลิมที่สุดขั้ว และเป็นกลุ่มแบบ ISIS เหล่านั้น

รวมทั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อทราบภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุที่มัสยิด 2 แห่งที่นิวซีแลนด์ เขาได้ออกมาประณามฆาตกรเลือดเย็นนี้ว่า เป็นขวาสุดขั้ว แต่ก็ยับยั้งที่จะเรียกฆาตกรนี้ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ มีนักวิเคราะห์จำนวนมากที่วิเคราะห์ถึงการเติบโตของชาวผิวขาวที่เริ่มใช้ความรุนแรง เช่น กราดยิงไปยังกลุ่มที่ตนเห็นว่าเป็นกลุ่มที่คุกคามความดำรงอยู่ของชาวผิวขาว ซึ่งถือว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่ยิ่งใหญ่ และมีอำนาจที่จะปกครองโลก

อัตราการใช้ความรุนแรงจากกลุ่มบูชาผิวขาว (White Supremacists หรือ White Nationalists) ได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ โดยเป้าของการทำลายก็คือ มัสยิดของชาวมุสลิมซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ แม้แต่ที่รัฐเท็กซัส เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีการลอบจุดไฟเผามัสยิดแห่งหนึ่งราบเรียบ ซึ่งเป็นข้อสังเกตของผู้สมัครจะเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต นายBeto O’Rourke ที่กล่าวถึงการเติบโตของฝ่ายผิวขาวที่เพิ่มพูนความเกลียดชังต่อกลุ่มคนมุสลิม (เป็นอเมริกัน) ในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น

และแน่นอนที่ปธน.ทรัมป์เป็นผู้ที่นำประเทศสหรัฐฯ ไปสู่ความเกลียดชังต่อมุสลิมหรือคนกลุ่มน้อยผู้อพยพมาจากอเมริกากลาง, อเมริกาใต้ โดยเขาใช้เป็นประเด็นหลักในการเปิดตัวหาเสียง จนประเด็นนี้ก็ได้นำพาส่งเขาเข้ามาทำเนียบขาวได้

เหตุการณ์กราดยิงด้วยความเกลียดชังคนมุสลิมครั้งนี้ ได้รับการประณามจากผู้นำทั่วทั้งโลก แต่สำหรับทรัมป์ เขาตอบคำถามที่ยิงตรงจากผู้สื่อข่าวว่า มีการฆ่าด้วยความเกลียดชังต่อคนต่างศาสนา โดยเฉพาะมุสลิมซึ่งจำนวนการก่อการร้ายนี้ได้เพิ่มทวีสูงขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือไม่ เขาตอบว่า ก่อนอื่นเขาเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและที่บาดเจ็บจำนวนมาก แต่เขากลับไม่เห็นด้วยว่า ขณะนี้โลกกำลังเห็นปฏิบัติการรุนแรงด้วยความเกลียดชังต่อคนที่นับถือต่างศาสนา เขาบอกว่า เหตุการณ์ที่นิวซีแลนด์เป็นกลุ่มคนเล็กน้อยมากที่กระทำการ เขาบอกปัดทันทีว่า การกระทำของกลุ่ม White Supremacists กำลังขยายตัวอย่างน่าสะพรึงกลัว!!

สำหรับวิกฤตกราดยิงก่อการร้าย โดยชายผิวขาวครั้งนี้ นายกฯ Jacinda ได้พยายามใช้ให้เป็นโอกาสที่จะปรับปรุงกฎหมายพกพาปืนให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะปืนกลอัตโนมัติ และปืนสงครามชนิดต่างๆ ที่ต้องห้ามเด็ดขาดในการจำหน่าย (นอกจากเจ้าหน้าที่บางหน่วยจึงจะอนุญาตให้ใช้) และได้เตรียมงบเพื่อซื้อปืนเหล่านี้คืนจากประชาชน (แต่ประชาชนได้นำเอาปืนสงครามเหล่านี้มามอบให้ทางการแล้ว ก่อนจะออกเป็นกฎหมายด้วยซ้ำ) ซึ่งกฎหมายพกพาปืนนี้ ทางออสเตรเลียได้มีการปฏิรูปใหญ่ในปี 1996 หลังเหตุการณ์ชายโรคจิตเอาปืนลูกซองมากราดยิงในร้านอาหารจนคนตายมาก และนายกฯ John Howard ขณะนั้นได้ผลักดันอย่างยากเย็นเพื่อเข็ญกฎหมายห้ามพกพาปืนสงครามในที่สาธารณะได้สำเร็จ (ออสเตรเลียก็คล้ายสหรัฐฯ ที่มีการตั้งรกรากด้วยกลุ่มนักโทษที่ต้องพกพาปืนมาตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านแปงเมืองในการสู้กับสัตว์ร้ายต่างๆ จนมีกฎหมายอนุญาตพกพาปืนที่เป็นใจให้มีการใช้อาวุธหนักๆ ในที่สาธารณะ เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการพกพาปืน)

ครั้งนี้ นายกฯ Jacinda ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกเครื่องกฎหมายห้ามพกพาปืนชนิดร้ายแรงในที่สาธารณะได้สำเร็จ

เธอยังได้แสดงออกและนำทางเพื่อให้ชาวนิวซีแลนด์ได้รวมเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการร่วมทุกข์กับผู้สูญเสียสมาชิกครอบครัวในปฏิบัติการก่อการร้ายครั้งนี้ เพื่อว่าจะได้ไม่มีการตอบโต้จากกลุ่มพวก ISIS ที่อาจหยิบยกเอาเหตุการณ์นี้มาเป็นต้นเหตุการแก้แค้นต่อโบสถ์หรือคนผิวขาวที่อื่นๆ อีก

ความจริงจังและจริงใจของนายกฯ Jacinda น่าจะทำให้นิวซีแลนด์ผ่านวิกฤตหนักครั้งนี้ไปได้ในที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...