xs
xsm
sm
md
lg

โบอิ้ง...กับนิยายเรื่อง “กฎแห่งกรรม”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

เครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 8
เพื่อให้ดูมีธรรมะธัมโมติดปลายนวมเอาไว้บ้างเล็กๆ น้อยๆ...เปิดฉากสัปดาห์นี้ คงต้องว่าด้วยเรื่องที่หนักไปในแนว “กฎแห่งกรรม” ตามแบบฉบับของท่าน “ท.เลียงพิบูลย์” อะไรประมาณนั้น คือเรื่องที่เริ่มจากความพยายามของคุณพ่ออเมริกาในการไล่ถีบ ไล่ทึ้ง ไล่เตะตัดขาบริษัท “เทคโนโลยีการสื่อสาร” ของจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” หรือ “ZTE” ชนิดกะจะ “ปิดตลาด” ยุโรปหรือทั่วทั้งโลกให้จงได้ แต่จู่ๆ บริษัท “เทคโนโลยีการบิน” ระดับเบ้อเร่อเห้งของอเมริกา อย่างบริษัท “โบอิ้ง” ที่มีสายสัมพันธ์แน่นเหนียวและลึกซึ้งเอามากๆ กับรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ลึกซะยิ่งกว่าประธานบริษัท “หัวเว่ย” เคยเป็นทหารในกองทัพปลดแอกประชาชนจีนไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า กลับดันมา “ตกม้าตาย” หรือ “ไม้จิ้มฟันแทงเหงือกดันเสือกตาย” เอาดื้อๆ ซะยังงั้น!!!

อย่างที่ทราบๆ กันไปแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นแหละว่า...เหตุเพราะเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทโบอิ้ง ที่เรียกๆ กันว่า “Boeing 737 MAX 8” อันถือได้ว่าเป็นเครื่องที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโบอิ้งเขาเลยนั่นแหละ มียอดสั่งซื้อทั่วทั้งโลกไม่ต่ำกว่า 5,000 ลำ มูลค่าลำละประมาณ 121.6 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท สามารถทำเงินให้กับบริษัทได้ไม่น้อยกว่าเกือบ 20 ล้านล้านบาทขึ้นไป แต่ใครที่ดันไปสั่งซื้อเอามาบิน ไม่ว่าสายการบิน “เอธิโอเปีย แอร์ไลน์” ของเอธิโอเปีย หรือสายการบิน “ไลอ้อน แอร์” ของอินโดนีเซียก็ตาม แค่บินขึ้นได้ไม่กี่นาที 737 MAX 8 ก็ดันตกจากหอคอย่น ตกทะเล ตกแผ่นดิน ชนิดเพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น ตกไปแล้ว 2 ลำ ผู้โดยสารตายไปแล้วกว่า 300 ศพ...

ส่งผลให้โลกทั้งโลก...ต้องหันมาประกาศ “ห้ามบิน” ชนิดไม่เพียงห้ามไม่ให้เครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 8 “บินขึ้น” เท่านั้น แต่ยังห้ามไม่ให้ “บินผ่าน” น่านฟ้าของประเทศใดๆ อีกต่างหาก แม้ “ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ” ว่าเป็นเพราะ “เทคโนโลยีการบิน” หรือเป็นเพราะตัวเครื่อง หรือตัวนักบิน แบบเดียวกับที่ “ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ” ต่อกรณีการใช้บริการเทคโนโลยีการสื่อสารระบบ 5G ของจีนเขานั่นแหละ แต่ประมาณ 2 ใน 3 ของบริษัทการบินทั่วโลก ต่างพร้อมใจกัน “ปิดตลาด” เครื่องโบอิ้ง โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงข่มขู่ กดดัน เอาเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้ “มูลค่าหุ้น” ของบริษัทโบอิ้งเลยตกจากหอคอย่นตามไปด้วย ไม่น้อยไปกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือนับเป็นแสนๆ ล้านบาท...

และ “ความซวย” ของบริษัทเทคโนโลยีการบินอย่างโบอิ้งนั้น...ย่อมต้องถือเป็นความซวยของรัฐบาลสหรัฐฯ ควบคู่ไปด้วยอย่างมิพึงต้องสงสัย เพราะความใกล้ชิดติดพันระหว่างบริษัทธุรกิจแห่งนี้กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ต้องเรียกว่าปานประดุจปาท่องโก๋ หรือปานประดุจผีเน่ากับโลงผุ อะไรประมาณนั้น ไม่เพียงแต่ CEO ของบริษัทโบอิ้ง อย่าง “นายเดนนิส มุยเลนเบิร์ก” (Dennis Muilenburg) ที่มักเข้าๆ-ออกๆตึก “Trump Tower” และรีสอร์ต “Mar-a-Lago” ของ “ทรัมป์บ้า” อยู่เป็นประจำ จนได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีรายนี้ ถือเป็น “เพื่อนสนิท” เป็น “Great Guy” ถึงขั้นถูกมอบหมายให้เป็นผู้สร้างเครื่องบินประจำตัวประธานาธิบดี หรือ “Air Force One”มูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์ กระทั่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโบอิ้ง อย่าง “นายแพทริค ชานาฮาน” (Patrick Shanahan) ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองรัฐมนตรีกลาโหมตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีประสบการณ์ด้าน “การทหาร” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย แถมหลังจากรัฐมนตรีกลาโหมคนก่อน “พลเอกเจมส์ แมตทิส” ลาออก ผู้ที่ไม่เคยออกรบในสมรภูมิใดๆ มาก่อน อย่าง “นายแพทริค” รายนี้นี่แหละ ก็ได้ขึ้นรักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมแบบเต็มก้น เต็มทวาร อยู่จน ณ ขณะนี้...

การขึ้นมามีบทบาท มีตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมของ “นายแพทริค ชานาฮาน” จะส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เติบโต แข็งแกร่งขึ้นไปถึงขนาดไหน...ก็คงสรุปลำบาก แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ด้วย “มาตรการปรับลดภาษี” ของรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ในปี ค.ศ. 2017 นั้น ส่งผลให้ “กำไร” ของบริษัทเทคโนโลยีการบินอย่างโบอิ้งเพิ่มขึ้นไปถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และในปีเดียวกันโบอิ้งยังเป็นบริษัทที่ได้ทำสัญญากับกระทรวงกลาโหมมูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์ อันถือเป็นตัวสร้างรายได้จำนวนถึง 22 เปอร์เซ็นต์ให้กับบริษัท อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากการโยกย้ายพนักงานและผู้ใกล้ชิดกับบริษัท ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงกลาโหม และกิจการการบินของสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ “นายดาเนียล เอลเวลล์” (Daniel Elwell) อดีตล็อบบี้ยิสต์ของโบอิ้ง ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ “สำนักงานบริษัทการบินแห่งชาติอเมริกา” หรือ “FAA” (Federal Aviation Administration) ด้วยเหตุนี้...จึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก ที่แม้เครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 8 จะโหม่งโลกไปแล้วถึง 2 ลำ ในช่วงระยะแค่ 5 เดือนเท่านั้นเอง แต่ “FAA” กลายเป็นองค์กรสุดท้าย ที่เพิ่งตัดสินใจออกคำสั่ง “ห้ามบิน” ต่อเครื่องชนิดนี้ เมื่อวันพุธที่ 13 มีนาคมนี่เอง ขณะที่ก่อนหน้านั้น พยายามออกมาเถียงคอเป็นเอ็นว่า “ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ” ถึงความบกพร่องทางเทคโนโลยีการบินของบริษัทโบอิ้ง เอาเลยแม้แต่น้อย...

ความผูกพันระหว่างบริษัทโบอิ้งกับ “ทรัมป์บ้า” ที่เหนียวแน่นเป็นปาท่องโก๋ หรือเป็นผีเน่ากับโลงผุ ในลักษณะเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ต้อง “ซวย” ไปด้วยกันทั้งคู่ แต่ยังทำให้การแก้กรรม สแกนกรรม หรือการ “ชดใช้หนี้กรรม” ที่รัฐบาลอเมริกาได้กระทำไว้กับคุณพี่จีน หรือกับบริษัท “หัวเว่ย” ยิ่งมีโอกาสซับซ้อนยุ่งเหยิงหนักขึ้นไปอีก เพราะความพยายามที่จะ “ยื่นหมู-ยื่นแมว” หรือความพยายามบีบบังคับให้จีน ซึ่งถือเป็น “ตลาด”ใหญ่เอามากๆ สำหรับเครื่องบินโดยสารในแต่ละรุ่น โดยเฉพาะสำหรับบริษัทโบอิ้งของสหรัฐฯ ซึ่งเคยมีการประมาณการเอาไว้ว่า ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการเครื่องบินโดยสารเพิ่มเติมของจีนจะมีไม่น้อยไปกว่า 7,700 ลำ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และด้วยการกดดันรัฐบาลจีนโดย “สงครามการค้า” นี่เองที่ส่งผลให้จีนต้องหันมาสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งไปแล้วถึง 300 ลำ ในช่วงปี ค.ศ. 2017 ดังนั้นการ “เตะตัดขา” บริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารของจีนต่อไปเรื่อยๆ จึงแทบไม่ต่างไปจากการสร้างแรงกดดัน บีบบังคับให้จีนต้องหันมาอาศัยบริการบริษัทเทคโนโลยีการบินของสหรัฐฯ อย่างโบอิ้งนี่แหละ เป็นการแลกเปลี่ยน...

แต่ในขณะที่เทคโนโลยี 5G ของ “หัวเว่ย” ไม่ได้ทำให้ใครเป็น-ใครตายเอาเลยแม้แต่น้อย เทคโนโลยีการบินของโบอิ้ง กลับต้องมีผู้สังเวยชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ศพ และจีนเองก็คงต้องกลัวๆ เหมือนอย่างที่แทบทุกประเทศกลัวๆ กันนั่นแหละ ไม่เพียงแต่สั่งห้ามนำเอาเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ขึ้นบินโดยเด็ดขาด ยังห้ามไม่ให้บินผ่านน่านฟ้าประเทศตัวเองซะอีกด้วย ด้วยเหตุนี้โอกาสที่จะเกิดการ “ยื่นหมู-ยื่นแมว” หรือการหา “จุดลงตัว” ใน “สงครามการค้า” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เคยทำท่าว่าอาจเรียบโร้ยย์ย์ย์กันในช่วงปลายเดือนนี้ ก็ทำท่าอาจต้องคาราคาซังต่อไปอีกจนได้ แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่อกรรมใดใครก่อ-ผู้นั้นคงต้องเป็นผู้รับกรรมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ขณะที่เทคโนโลยีสื่อสารของ “หัวเว่ย” มีแต่จะมาแรงแซงโค้ง รั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่ แทบไม่มีใครคิดจะปฏิเสธอีกต่อไป แต่สำหรับเทคโนโลยีการบินของบริษัทสัญชาติอเมริกันอย่างโบอิ้งแล้ว แทบทุกประเทศต่างออกอาการขนพองสยองขวัญ เตรียมหันไปหา “แอร์บัส” ของยุโรปกันแทนที่ นิยายเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ของ “ท.เลียงพิบูลย์” จึงต้องเป็นไปในแนวนี้...นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...