xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กตู่”ไม่ใช่ จนท.รัฐ กกต.ยุติสอบ“ธนาธร”โม้ประวัติ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มติเอกฉันท์ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” หัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.การันตี ยุติเรื่องร้อง สมัครนายกฯถูกต้อง “สุดารัตน์ - จาตุรนต์” กาง กม.เถียง ชี้ตลกร้ายทำไมใช้ ม.44 ได้ “ธนาธร” ก็รอด หลัง กกต.ยุติสอบโม้ประวัติ หลักฐานไม่พอชี้ผิด ขณะที่ "ลุงตู่" ประเดิมส่งคลิปเปิดใจเวทีปราศรัยใหญ่ พปชร.ที่สุโขทัย ขอสานต่อความสงบ ปลุกชาวบ้านอย่าลังเลใจ ขอให้กล้าไปกับ “ลุงตู่” ด้าน “พลังประชารัฐ” ปล่อยนโยบายหมัดเด็ด ยันให้สิทธิ์เสียงข้างมากตั้ง รบ. “สุเทพ” แฉต่อเบื้องหลังดัน “มาร์ค” เป็นนายกฯ ต้องนัดพบ “เนวิน” คุยที่อังกฤษ ด้าน “อภิสิทธิ์” โวหุ้นขึ้น 2 วันติด หลังประกาศไม่หนุน "บิ๊กตู่"

จากกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบพร้อมเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองวินิจฉัยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ส่งผลให้การที่ พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 88 มาตรา 89 และมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) นั้น

วานนี้ (14 มี.ค.) นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในเรื่องดังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยคำวินิจฉัยที่ 5/2543 เกี่ยวกับความหมายของคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ซึ่งเคยบัญญัติไว้ในมาตรา 109 (11) ของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งมีสถานะ ตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงานทำนองเดียวกันกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีลักษณะต่างๆ แต่ตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ หากแต่เป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นความจำเป็นในช่วงที่จะต้องเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในประเทศไปสู่สถานการณ์ปกติ

“ดังนั้นการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอ จึงเป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 และมาตรา 14 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีนี้จึงไม่มีเหตุที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง เพื่อพิจารณาวินิจฉัย” นายรักษเกชา ระบุ

** “สุดารัตน์-จาตุรนต์” โห่ผู้ตรวจฯตลกร้าย
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลสอบของผู้ตรวจฯเป็นเรื่องตลกร้าย ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วมีการปลดคน ใช้มาตรา 44 ได้อย่างไร และศาลฎีกาก็วินิจฉัยแล้วว่า หัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หากวินิจฉัยเช่นนี้ก็ไม่ต้องมีหลักอะไร หรือไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ การตีความเข้าข้างตัวเอง จะฝืนความรู้สึกประชาชนอย่างไรก็ไม่สนใจ ขอเพียงได้อยู่ในอำนาจต่อไป ดังนั้นต้องฝากความหวังไปที่ศาล กกต. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้หรือไม่

เช่นเดียวกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ศึกษากฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ “หน่วยงานของรัฐ” และ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” แล้ว ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสรุปได้ว่า คสช.เป็น “หน่วยงานของรัฐ” และหัวหน้า คสช.ก็เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” อย่างแน่นอน เพราะ คสช.ไม่ใช่องค์กรเอกชน แต่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐที่มีและใช้อำนาจทั้งทางบริหารและนิติบัญญัติโดยมีกฎหมายรองรับคือรัฐธรรมนูญชั่วคราวและรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คำสั่งของ คสช.และหัวหน้า คสช.มีผลกระทบต่อบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง หัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจออกคำสั่งที่มีผลทางการบริหาร นิติบัญญัติและมีผลกระทบต่อบุคคลจึงไม่ใช่เอกชนหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปแต่ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

“ส่วนที่ว่า คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นคือระบบกฎหมายของไทยไปยอมรับว่ายึดเมื่อยึดอำนาจได้ก็มีอำนาจสูงสุดและทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้า คสช.จะเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีได้ทั้งๆที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ” นายจาตุรนต์ ระบุ

** กกต.ยุติสอบ “ธนาธร” ประวัติเก๊
อีกด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ในการประชุม กกต.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้พิจารณากรณีการร้องเรียนกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯของพรรคว่า กระทำความผิดตามมาตรา 73 (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีมีข่าวในโซเชียล และเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ว่า นายธนาธร เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2 วาระ ตั้งแต่ปี 51-55 ซึ่งตามข้อเท็จจริง นายธนาธร ไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้หลังจาก กกต.ได้พิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า พยานหลักฐาน ยังฟังไม่ได้ว่านายธนาธร ได้กระทำความผิดตามมาตรา 73 (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงมีมติให้ยุติเรื่องดังกล่าว

**สอบสถานะ “บิ๊กตู่” ที่ กกต.ยังไม่เสร็จ
ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ต้องห้ามเป็นผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐฯของพรรคการเมืองหรือไม่ในชั้น กกต.นั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เปิดเผยว่า กกต.ยังไม่ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว แต่ได้รับทราบถึงคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว แต่ยังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด ต้องยอมรับว่า ข้อมูลทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยของผู้ตรวจฯ หรือข้อมูลทางวิชาการและหลักกฎหมาย กกต.จะนำมาประกอบการพิจารณาทั้งหมด

พ.ต.ท.จรุงวิทย์ กล่าวเสริมว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาไปบ้างแล้วและเห็นว่ายังมีปัญหาในข้อกฎหมายจึงให้สำนักงานฯ นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. โดยจะมีการนัดประชุมในวันที่ 18 มี.ค.นี้ เมื่อได้รับความเห็นแล้ว จะนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.พิจารณาต่อไป

** “ลุงตู่”ส่งคลิปเซอร์ไพร์สชาวสุโขทัย
วันเดียวกัน ที่สนามฟุตบอลทุ่งทะเลหลวง อ.เมือง จ.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดปราศรัยใหญ่ โดยมี นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ร่วมปราศรัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่ นายอุตตม กล่าวปราศรัยได้มีเซอร์ไพรส์ โดยการเปิดคลิป พล.อ. ประยุทธ์ พูดคุยกับพี่น้องประชาชนเป็นครั้งแรกบนเวทีหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวผ่านคลิปตอนหนึ่งว่า “ดีใจที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องประชาชนของเราในวันนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผมบริหารประเทศมา ขอขอบคุณคนไทย ขอบคุณพี่น้องทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ในการแก้ปัญหาต่างๆของชาติกับผมมาอย่างยาวนาน จนบัดนี้สำเร็จลุล่วงไปในหลายๆด้าน เหตุผลที่ผมตัดสินใจ ตอบรับการเสนอชื่อ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ ไม่ใช่ความต้องการส่วนตัวของผม แต่ผมมองเห็นโอกาสของประเทศ ที่ต้องพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลายทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ หลากหลายอุดมการณ์ หลากหลายความคิดแต่ทุกคน ต้องมาร่วมมือกันทำงาน ยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ทิ้งอดีตเอาไว้ข้างหลัง ทำอนาคตให้ดี หากผมได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ผมจะสานต่องาน ให้มีการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อพี่น้องประชาชน ผมจะยึดหลักธรรมาภิบาลกฎหมายต่างๆเพื่อจะนำพาประเทศ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่งคั่งยั่งยืน ขอให้พวกเราคิดว่าการกระทำในวันนี้นั้น จะเป็นสิ่งบ่งบอกว่าวันหน้าเราจะเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นทำวันนี้เพื่อวันข้างหน้าที่ดีกว่า ไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง ตัวพวกเราเอง แต่พวกเรากำลังทำเพื่ออนาคตของประเทศชาติ ของลูกหลาน ของเราทุกคน ที่จะเติบโตมีอนาคตสดใส ในวันหน้า อย่าลังเลใจ ขอให้คุณกล้าไปกับผม"

หลังจบคลิป นายอุตตมกล่าวเสริมว่า ความจริง พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจที่ทำมาเพื่อได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนด้วยตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้ถูกจ้องโจมตีจึงส่งคลิปมาเป็นตัวแทน จึงขอพี่น้องให้การสนับสนุนผู้สมัคร จ.สุโขทัยทั้ง 3 เขต และผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐทั่วประเทศให้เข้าไปทำงานในสภา

**พปชร.ปล่อยนโยบายหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้า นายอุตตม พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และแกนนำพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดนโยบายโค้งสุดท้าย “ประเทศไทยต้องรวย ด้วยพลังประชารัฐ” ซึ่งเป็นการประกาศพันธสัญญา 3 ด้าน ประกอบด้วย คนไทยต้องรวยด้วยความสงบ รวยด้วยความสุข และรวยด้วยความหวัง โดยมีสาระสำคัญ อาทิ โครงการบัตรประชารัฐ ที่ต่อยอดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มคนเพิ่มสิทธิ์ให้มากขึ้น การพักหนี้พักดอกเบี้ยกองทุนหมู่บ้าน นโยบายมารดาประชารัฐ ดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ และยังมีพันธสัญญาสุดท้าย ที่ต้องการทำให้คนไทยรวยด้วยความหวัง ราคาผลผลิตทางการเกษตรต้องได้รับการดูแลบางช่วงเวลา เช่น ข้าวเจ้า 12,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทขึ้นไปต่อตัน อ้อย 1,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ยางพารา 65 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม มันสำปะหลัง 3 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม และปาล์มต้องทำให้ได้ราคาเป้าหมายที่ 5 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม นอกจากนี้จะผลักดันค่าแรงงานขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน อาชีวะศึกษา 18,000 บาทต่อเดือน และปริญญาตรี 20,000 ต่อเดือน ส่วนพนักงานเงินเดือนจะได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ในทุกขั้นบันได หมายความว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 2000,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี เป็นต้น

** “สนธิรัตน์” ยันเสียงข้างมากตั้ง รบ.ก่อน
นายสนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ไม่หนักใจที่ผลการสำรวจหลายสำนักระบุว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้ที่นั่ง ส.ส.เป็นอันดับที่ 3 เพราะโพลเปลี่ยนแปลงทุกวัน และแต่ละสำนักไม่เคยตรงกัน อย่างไรก็ดี ตามแนวทางประชาธิปไตยก็ต้องว่าไปตามหลักการคนที่มีเสียงข้างมาก ก็ต้องเป็นผู้ดำเนินการ หากทำไม่ได้คนที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 2 ก็ต้องดำเนินการ เวลานี้เรายังไม่รู้ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเช่นไร พรรคพลังประชารัฐอาจจะเป็นอันดับ 1 ก็ได้ อีกไม่กี่วันก็รู้แล้ว ผลคะแนนออกมาอย่างไรพรรคก็เคารพในการตัดสินใจของประชาชน และจะเดินในเส้นทางนั้น

“พรรคมีหน้าที่ทำให้ได้มากที่สุด ทำอย่างเต็มความสามารถให้ทุกคนไว้วางใจในพรรคพลังประชารัฐ ส่วนตัวเลขที่นั่งนั้นพรรคก็มีเป้าหมาย พรรครู้ว่าหากจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลควรจะต้องมีคะแนนเสียงเท่าใด ซึ่งหากประชาชนให้ความไว้วางใจก็เป็นไปได้ 150 ที่นั่ง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

** “เทือก”ทวงบุญคุณ “มาร์ค” ไม่เลิก
เมื่อเวลา 18.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้โพสต์ข้อความพร้อมทั้งคลิปวิดีโอตอนหนึ่งในระหว่างการปราศรัยที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นภาษาใต้ โดยมีเนื้อหาระบุถึงเบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ เมื่อปี 2552 ว่า ได้เดินเกมเจรจากับแกนนำนักการเมืองหลายราย หลังประเมินว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องออกจากตำแหน่งนายกฯ โดยที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ไม่เชื่อว่าตนจะทำสำเร็จ ตนเริ่มจากการเจรจากับนายเนวิน ชิดชอบ ที่ขณะนั้นอยู่กับ นายทักษิณ ชินวัตร แต่นายเนวินไม่ยอมคุยกับตนที่ประเทศไทย เพราะกลัวว่านายทักษิณจะรู้ จึงต้องนัดพบกันที่ประเทศอังกฤษ ตนได้ไปเจรจาจนนายเนวินยอม ต่อมาก็ไล่เจรจากับทุกคนที่เป็นศัตรูเก่า อาทิ นายบรรหาร ศิลปะอาชา นายสุวิทย์ คุณกิตติ และนายสุชาติ ตันเจริญ ก็เจรจาสำเร็จทั้งหมด

“คนพวกนั้นก็มาสนับสนุน จนนัดให้มาพบกับนายอภิสิทธิ์ ประชุมร่วมกัน ให้แต่ละคนต้องคุมลูกพรรคตัวเอง ผมเป็นคนจัดการให้อภิสิทธิ์ได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่เห็นโอกาสเลย ยอมรับว่าทำเหนื่อย เพราะผมต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปได้” นายสุเทพ ระบุ

** “มาร์ค”ขู่ใครโยง ปชป.จับมือ พท.ผิด กม.
ทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการประกาศจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่า ตนเห็นว่าหุ้นขึ้นมา 2 วันแล้ว และสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วงมากกว่า คือ ตามสากลเขาต้องการเห็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม เสรี เป็นธรรม ต้องการเห็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากเสียงของประชาชนมากกว่า เพราะถ้าไม่มีการเคารพเสียงของประชาชนแล้วความขัดแย้งจะเกิดขึ้น ตนว่าสากลเข้าใจดีเพราะเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองในระดับสากลพึงกระทำอยู่แล้ว ฉะนั้นคิดว่าคงเป็นคนละเรื่องกัน และสิ่งที่เราทำมากกว่าขณะนี้คือเราได้ฉายภาพให้เห็นว่า 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สร้างความเชื่อมมั่นในการปรับโครงสร้างคืออะไร ซึ่งได้รับการขานรับอย่างดี ว่ามีความชัดเจนมากขึ้น ในทิศทางของเศรษฐกิจไทย ซึ่งพรรคแถลงครบถ้วนแล้วตรงนี้ต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

“ผมไม่รู้สึกว่าโดนถล่ม เป็นธรรมดา มีทั้งที่ใส่ร้าย เช่น ใส่ร้ายว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งชี้แจงไปชัดแล้ว ความจริงถ้าใครพูดต่อจากนี้ไปก็ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว เพราะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หากพูดไม่จริงจากนี้ไปจะผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต.ต้องเข้ามาดูแล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.
กำลังโหลดความคิดเห็น...