xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ทอท. เล่นใหญ่ “ดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน” ใครจ่ายสูงสุด กินยาว “เจ้าเดียว” 10 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ในยุคที่มี นิตินัย ศิริสมรรถการ เป็น กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ โดยเฉพาะการประกาศเชิญชวนคัดเลือกเอกชนเรื่องงานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี หรือ “ดิวตี้ฟรี” พร้อมกัน 4 สนามบินคือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่

ที่สำคัญคือ ทั้ง 4 สนามบินให้สิทธิเอกชน “รายเดียว” เป็นผู้บริหารจัดการเป็นเวลา 10 ปีอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ทอท.จะเปิดขายซองประมูลให้เอกชน เข้ามาประกอบกิจการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพียงรายเดียว มีเวลา 10 ปี ไปพร้อมๆ กันด้วย โดยทั้ง 2 สัญญาจะใช้วิธีที่ต่างออกไปจากเดิมคือ “การประมูลเสนอค่าตอบแทน” ซึ่งเห็นแล้วต้องร้องอุทานดังๆ ว่า ทอท.กล้า “เล่นใหญ่” ถึงขนาดนี้เลยหรือนี่ เพราะสามารถทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นการเปิดช่องให้มี “การผูกขาด” หรือไม่ อย่างไร

“ทั้ง 2 สัญญาจะแข่งขันด้านราคาว่ารายใดจะเสนอค่าตอบแทนขั้นต่ำ (Minimux Guarantee) ผู้เสนออัตราสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ และหากดำเนินการแล้วจะเลือกจ่ายแบบค่าตอบแทนขั้นต่ำ หรือส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) แล้วแต่ว่าแบบไหนให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งใช้รูปแบบคัดเลือกคล้ายเดิม โดยที่ผ่านมา 7 ปีแรกยอดขายไม่ดีก็จ่ายเป็นค่าตอบแทนขั้นต่ำ แต่ 5 ปีหลังยอดขายเติบโตดีก็จ่ายแบบส่วนแบ่งรายได้ คาดว่าเมื่อเปิดซองราคาและรู้ผลผู้ชนะในวันที่ 10 พฤษภาคม จะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ได้ในเดือนพฤษภาคมเพื่อรับรองผลการประมูล ยกเว้นกรณีมีการร้องเรียนก็อาจจะล่าช้าไม่น่าเกินเดือนมิถุนายน ซึ่งประเมินว่าสัญญาดิวตี้ฟรีน่าจะมีผู้ประกอบการจากยุโรป และเอเชีย เข้าร่วมประมูลด้วย นอกเหนือเอกชนไทย” นิตินัยอธิบายรายละเอียด

สำหรับการให้สิทธิในกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) นั้น นิตินัย บอกว่า คณะกรรมการบริษัทได้เห็นชอบหลักการให้เปิดเสรีเรื่องการให้สิทธิดังกล่าว แต่คาดว่าจะดำเนินการได้หลังจากประมูลสิทธิดิวตี้ฟรีและสิทธิประกอบกิจการเชิงพาณิชย์แล้วเสร็จ จึงจะจัดหารูปแบบการให้สิทธิ Duty Free Pick-up Counter ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2562 ซึ่งผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัว 1 ปี

และหลัง ทอท.ได้ตัวเอกชนเข้ามาดำเนินการดิวตี้ฟรี และ พื้นที่เชิงพาณิชย์แล้ว จะเร่งเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนที่จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่รับส่งสินค้า หรือปิกอัพเคาน์เตอร์แบบเสรีและเปิดกว้างต่อไปทันที ซึ่งมั่นใจว่าจะได้เอกชนทันภายในสิ้นปี 62 ส่วนจะเป็นเอกชนกี่รายนั้น ทอท.จะเปิดกว้างให้มีเอกชนหลายราย

ทั้งนี้ ทอท.จะเปิดขายซองตั้งแต่ 19 มี.ค.-1 เม.ย.นี้ และจะต้องคัดเลือกประกาศผลได้เอกชนเข้าทั้ง 2 สัญญา ภายใน 10 พ.ค.62 ก่อนที่จะรายงานบอร์ด ทอท.ภายในเดือน มิ.ย. และนำเสนอเรื่องให้ ครม.รับทราบ เป็นลำดับต่อไป

สำหรับคุณสมบัติผู้ยื่นประมูลนั้น ทอท.ได้ออกประกาศแจกแจงเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่า ต้องมีประสบการณ์ในการบริหารห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าพื้นที่ 5,000 ตารางเมตรขึ้น เป็นระยะเวลาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือมีประสบการณ์บริหารจัดการร้าน Duty Free พื้นที่ 500 ตารางเมตรขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งจะมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกเพียงรายเดียว (Master Concession) เท่านั้น

นอกจากนั้น ยังระบุด้วยว่า ผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้ที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้และเชี่ยวชาญในธุรกิจเป็นอย่างดี โดยจะพิจารณาจากเอกสารที่แสดงผลงานของนิติบุคคลที่ยื่นประมูล โดยจะไม่พิจารณาประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคคลธรรมดา กรณีเป็นผู้ประกอบการต่างชาติ ให้ใช้สิทธิใต้กฎหมายของไทยกรณีเกิดข้อพิพาท ผู้ยื่นประมูลต้องไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกับผู้ยื่นประมูลรายอื่นและต้องไม่เป็นผู้ขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการยื่นประมูลครั้งนี้ โดยที่ ทอท. มีสิทธิขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ยื่นประมูลในระยะเวลาที่กำหนดและสามารถตัดสิทธิการยื่นข้อเสนอทั้งหมดได้

การที่ ทอท.กำหนดเงื่อนไขลักษณะนี้ ก็ต้องบอกว่า เป็นการเปิดประมูลที่มี “เดิมพันสูงยิ่ง” กับทั้งผู้ประกอบการรายเก่าและผู้ประกอบการรายใหม่ที่เตรียมกระโดดเข้ามาช่วงชิงเค้กก้อนนี้ และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาในทันที โดยประเด็นสำคัญมี 2 กรณีคือ ทำไมถึงรวมเป็นสัญญาเดียว และทำไมถึงไม่เลือกใช้การประมูลแบ่งประเภทสินค้า (Category)

สำหรับการนำ 4 สนามบินรวมกันเป็นสัญญาเดียว นิตินัย ให้เหตุผลว่า จะน่าจูงใจมากกว่า เพราะสนามบินสุวรรณภูมิมีขนาดใหญ่ที่สุดคิดเป็น 82% ของรายได้ดิวตี้ฟรี ขณะที่สนามบินหาดใหญ่ มีขนาดเล็กที่สุด คิดเป็น 0.04% หากเปิดประมูลเดี่ยวคงไม่มีใครสนใจ ส่วนสนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ รวมกันคิดเป็น 18% เมื่อรวมกันและให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินธุรกิจจะทำให้ดิวตี้ฟรีของสนามบินสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

“ก่อนที่เราจะสรุปเราก็มีสมมติฐานว่าควรจะแยกหรือรวม แต่ที่เราแยกหนึ่งในเหตุผลคือ หาดใหญ่เป็นไปไม่ได้ หรือจะเอาภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ ไปรวมกัน 1 สัญญา แล้วแยกสุวรรณภูมิอีกมา 1 สัญญา อันนี้ก็เป็นอะไรที่เราศึกษา ก็ปรากฎว่า ถ้าแยกท่าอากาศยานในภูมิภาคก็คงมีโลคอลแบรนด์ที่มาลง ทอท. เองก็กลับมาดูว่าบิสซิเนสโมเดลเราจะเป็นอย่างไร เราจะเป็นการกระจายรายได้ หรือเป็นการหาแชมเปียนไปแข่งโอลิมปิก เพราะถือว่าธุรกิจดิวตี้ฟรีนี้เราต้องชกกับเวทีระดับโลก ฉะนั้นเราจะหาตัวแทนทีมชาติไทยคนเดียวที่แข็งแรงที่สุดไปแข่งโอลิมปิก ทั้งนี้ เพื่อให้ท่าอากาศยานในภูมิภาคทั้ง 3 แห่งของไทยมีแบรนด์เนมขายเหมือนที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะเวลาผู้ประกอบการสั่งเขาต้องสั่งมาเป็นล็อตที่สุวรรณภูมิอยู่แล้ว เขาสามารถกระจายไปที่เชียงใหม่ หรือภูเก็ต และหาดใหญ่ได้ ส่วนโมเดลการกระจายรายได้นั้นปัจจุบัน ทอท. ก็มีโมเดลการกระจายรายได้ตามท่าอากาศยานในต่างจังหวัดอื่นอยู่แล้ว

“ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการผูก 4 ท่าอากาศยานเข้าเป็น 1 สัญญานั้น ถ้าเราปักหมุดว่าเราจะแข่งกับเวทีโลก ทอท. ยืนยันว่าทีโออาร์ที่ออกไปถูกแล้ว แต่ความเห็นคนอาจไม่ตรงกันก็ว่ากันไป เพราะคนเขาเดินทางมาทรานซิสเขาต้องตัดสินใจว่าเขาจะซื้อสินค้าที่ต้นทางหรือปลายทาง ถ้าต้นทางเรามีแต่โลคอลแบรนด์เราก็จะเสียโอกาส เพราะไม่มีแบรนด์เนม ยกตัวอย่างเช่น คนที่เดินทางจากเยอรมนีมาทรานซิสที่สุวรรรณภูมิ หรือที่ภูเก็ตเพื่อเดินทางต่อไปเกาหลีเขากำลังตัดสินใจว่าจะซื้อแบล็กเลเบิ้ลที่สุวรรณภูมิ หรือภูเก็ต หรือที่เกาหลีดีกว่ากัน” นิตินัย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”

ส่วนทำไมถึงไม่เลือกใช้การประมูลแบ่งประเภทสินค้า (Category) นิตินัยอธิบายว่า “พื้นที่ภายในสนามบินนั้นมีปัญหาเรื่องการจัดสถานที่ เพราะพื้นที่ข้างในแอร์ไซต์ไม่เหมือนห้างสรรพสินค้าที่ประตูอยู่ตรงไหนแล้วอยู่ตรงนั้นตลอดไป แต่ของ ทอท. ถ้าเปรียบงวงช้าง หรือ contact gate เปรียบเหมือนประตู บางกรณีก็เปิดกว้าง เช่น กรณีที่เครื่องแอร์บัส เอ 380 ลงจอด เพราะผู้โดยสารเยอะ บางทีประตูก็แคบเพราะมีเครื่องบินลำเล็กมาลง วันนี้ถ้าฟังข่าวเขาบอกว่าแอร์บัสกำลังจะเลิกผลิตเอ 380 แล้ว คราวนี้งวงช้างที่ทำรองรับเอ 380 เราจะปรับอย่างไร

“สิ่งเหล่านี้ผมกำลังจะบอกว่า ถ้าแบ่งเป็นตามกลุ่มสินค้า กลุ่มสินค้าเอ อยู่ปีกซ้าย กลุ่มสินค้าบี อยู่ปีกขวา วันดีคืนดีเอ 380 ไม่ลงปีกขวาแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นเครื่องเล็กมาลง เราจะทำอย่างไร ดังนั้นจึงต้องเรียนว่าการไหลเวียน หรือ flow ของผู้โดยสารของสนามบินนั้นคาดเดายากว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน flow ของผู้โดยสารจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต อันนี้ยังไม่รวม สมมุติว่าถ้ามีเครื่องบินรุ่นที่ลงได้ทั้งปีกซ้ายและปีกขวาแต่คน ทอท. ให้ไปลงทางขวา ก็จะมีการร้องเรียนว่าคน ทอท. เอื้อประโยชน์กับคนที่ได้พื้นที่ทางขวา แบบนี้ก็ตายครับ ด้วยเหตุผลประการทั้งปวง บอร์ดทอท.ก็เลยบอกว่าถ้าเช่นนั้นขอพบกันครึ่งทางก็แล้วกัน ฟังกระแสสังคมเราก็ฟัง และก็ไม่อยากให้มีผูกขาดคนเดียว ก็เลยเลือกเปิดกว้างด้าน pick up counter แล้วเราก็มาบริหารด้วยเหตุผลที่กล่าวมา สุดท้ายต้องเป็นรายเดียว อันนี้คือเหตุผลที่ว่า ทำไม ทอท. ถึงไม่แบ่งตามกลุ่มสินค้า หรือ by category”

ประเด็นที่น่าสนใจต่อก็คือว่า ใครจะเป็นผู้ท้าชิงในการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดให้กับ ทอท. แลกกับการ “ผูกขาด” กินยาวนับสิบปีในธุรกิจดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน

ทอดตาไปยังเจ้าตลาดอยู่ก่อนเก่าคือ คิง เพาเวอร์ งานนี้ไม่พลาดต้องลงสนามแน่ และคู่ท้าชิงที่น่าจับตามองก็คือ กลุ่มบางกอกแอร์เวย์ส ของ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ รองประธานกรรมการบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งนับตั้งแต่กลางปี 2561 แล้ว ที่ “หมอเสริฐ” ประกาศรวมกลุ่มพันธมิตร เข้าร่วมประมูลบริหารพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่ทุนต่างชาติ ก็จับจ้องตาเป็นมันเช่นเดียวกัน

ฟากฝั่ง คิง เพาเวอร์ ที่นำโดย อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ทายาท เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งถือครองสัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ในเวลานี้นั้น เตรียมพร้อมมาหลายปีแล้วสำหรับงานนี้ เพราะตามกำหนดเวลา คิง เพาเวอร์ จะหมดสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีหรือร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ ในเดือนกันยายน 2563 การที่ คิง เพาเวอร์ อยู่ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจดิวตี้ฟรีในเมืองไทยและดำเนินธุรกิจนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็นความได้เปรียบก้าวหนึ่ง

แต่ถึงกระนั้น ผลแพ้ชนะก็ยังคงต้องวัดกันตรงที่ว่า ใครคือผู้เสนอผลประโยชน์สูงสุด ให้กับ ทอท. นั่นแหละ




กำลังโหลดความคิดเห็น...