xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เมื่อ “มาร์ค” เท “ลุงตู่” อนาคตก็เหมือนแสงหิ่งห้อย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ประกาศแล้วว่า ตอนนี้ได้ 400 รายชื่อที่กรรมการส่งมาแล้ว และตัวเองจะเป็นคนคัดรอบสุดท้ายให้เหลือ250คนเอง และส.ว.เหล่านี้จะวนกลับมายกมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกทีหนึ่ง
แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรายชื่อที่พรรคพลังประชารัฐเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรค ดังนั้นเท่ากับมีเสียงอยู่แล้ว 250 คนในมือ

แม้ว่าตอนนี้เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนพรรคการเมืองหลายพรรค มีคนหลายคนเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคต่างๆ มากมาย แต่สุดท้ายแล้วด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า พรรคที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองเสนอเข้าไปโหวตในสภาได้นั้น ต้องมีจำนวน ส.ส.ของพรรคไม่น้อยกว่า 25 คน

เมื่อเป็นเช่นนี้คาดเดาได้เลยว่า รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอตัวบนป้ายหาเสียง ณ เวลานี้ หลังเปิดสภาแล้วจะเหลือให้โหวตไม่กี่คน

ผมคิดว่ามีพรรคที่จะได้ส.ส.เกิน 25 คน เพียง 5 พรรค ไล่มาตั้งแต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเสนอรายชื่อ 3 คน คือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคพลังประชารัฐก็คือ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หมายเหตุไว้ว่า พรรคอนาคตใหม่นี่ต้องลุ้นแต่ฟังจากหลายเสียงเชื่อว่าน่าจะทะลุ 25คน ส่วนพรรคนอกเหนือจากนั้นยังมองไม่ออกว่าจะมีพรรคไหนได้ส.ส.เกิน 25 คนบ้าง

รายชื่อคนเหล่านี้เท่านั้นที่จะถูกส่งเข้าไปโหวตนายกรัฐมนตรีในรอบแรก ตามกติกาถ้ายังโหวตรายชื่อตามนี้ไม่ได้ก็ต้องไปขอมติ 2ใน3ของสองสภาคือ 500เสียงเพื่อขอเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อคนนอก ซึ่งจะไปถึงขั้นนั้นเห็นเลยว่าจะยากมาก

แต่ตอนนี้มีแล้ว 2 พรรคที่ประกาศว่าจะไม่เอาลุงตู่คือ พรรคภูมิใจไทย โดย อนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรคประชาธิปัตย์โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าสนใจว่า สองพรรคนี้จะมีส.ส.เท่าไหร่ แต่เอาตัวเลขกลางๆที่เขาคาดกันตอนนี้และจากโพล มีโอกาสสูงมากที่2พรรคนี้จะรวมกันได้ 150 เสียง ถ้าอย่างนั้นจะเหลือส.ส.อีก 350 เสียง

แล้วอภิสิทธิ์ก็ประกาศชัดด้วยว่า จะไม่ไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล เท่ากับว่า พร้อมจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ไม่ยี่หระแล้ว

จากนั้นไปดูว่าพรรคเพื่อไทยและแนวร่วม พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ ฯลฯ ได้เท่าไหร่ ถ้าฝั่งนี้ได้ร่วมกันเกิน 225 คนก็เดดล็อกฝั่งลุงตู่เลย เพราะเท่ากับจะมีส.ส.เหลือแค่ 125คน เหลือให้ฝั่งลุงตู่มีพรรคพลังประชารัฐ พรรคกำนันสุเทพ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคอื่น แม้จะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยเสียงส.ว.ไม่แตกแถวเลยทั้ง250คนก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้

คนบอกว่า มีทางออกคือเกิดบรรดา “งูเห่า” ในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงคือในปีกมุ้งของกำนันสุเทพที่ไม่ย้ายพรรคตามเพราะกลัวว่าจะสอบตก และเคยพลาดจากการยึดพรรคปลดอภิสิทธิ์มาแล้ว ช๊อตนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ส.ส.ปชป.ถ้ามาจากภาคใต้ก็ต้องเตรียมตัวว่าเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะสอบตก

ตอนนี้ฝั่งที่สนับสนุนลุงตู่เลยโจมตีอภิสิทธิ์กันใหญ่ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องตลกมาก นี่เป็นการแข่งขันการเลือกตั้งอภิสิทธิ์ก็เสนอตัวเองเป็นนายกฯ ก็ต้องวางยุทธศาสตร์โพสิชั่นของตัวเองให้ชัดเจนว่าสู้แน่ อยากให้ตัวเองเป็นนายก ฯมาทางนี้เลย

อย่าลืมว่าฐานเสียงของลุงตู่และประชาธิปัตย์นั้นทับซ้อนกัน แน่นอนว่า แฟนคลับปชป.ยังเลือกเหมือนเดิม แต่มีหลายคนปันใจไปลุงตู่แล้ว คนอยากให้ลุงตู่เป็นนายกฯก็ไปเลือกพลังประชารัฐอยู่แล้วจะมาเลือกประชาธิปัตย์ทำไม

ผมว่าอภิสิทธิ์จำเป็นต้องทิ้งไพ่ใบนี้นะ เพราะไม่มีอะไรเสีย แล้วตอนนี้มีกระแสคนกลางเบื่อลุง เกลียดทักษิณ ก็จะได้บอกว่ามาทางนี้ดีกว่า เราต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า ถ้าไม่มีตัวเลือกอื่นคนส่วนใหญ่เท่าที่ผมคุยนะเขาเลือกประชาธิปัตย์ เพราะมองว่าเป็นพรรคที่เป็นสถาบันและเลวน้อยที่สุด นึกอะไรไม่ออกก็ประชาธิปัตย์ไว้ก่อน บางคนที่อยากจะไปอนาคตใหม่แม้ไม่ชอบทักษิณก็บอกว่ามานี่ดีกว่า

แน่นอนล่ะถ้าได้ไม่ถึง100เสียงจากที่ประกาศไว้อภิสิทธิ์บอกแล้วว่าจะลาออกจากหัวหน้าพรรค ตอนนี้โพลหลายโพลมันหมิ่นเหม่มาก ผมคิดว่าเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็ต้องมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์วัดดวง ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือต้องเป็นฝ่ายค้าน เพราะเกมที่นักการเมืองทุกพรรคอ่านคือ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะอยู่นาน

ดังนั้นการตัดสินใจของอภิสิทธิ์ก็คือ การคาดหวังต่ออนาคตของพรรคมากกว่าผลลัพธ์วันนี้ แล้วเอาเวลาหลังจากนี้ไปสร้างซ่อมพรรค

และถึงจะมี “งูเห่า” เกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์อย่างที่หลายคนคาดกัน ถ้าผลการเลือกตั้งเป็นไปประมาณนี้ก็ไม่สามารถทำให้รัฐบาลลุงตู่ตั้งมั่นได้ เพราะไม่มีเสียงข้างมาก ดังนั้นใครจะเป็น “งูเห่า” ก็ต้องวัดใจกับอนาคตของตัวเอง เพราะในภาคใต้คนที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ไปลงพรรคอื่นสอบตกหมด

ผมจึงไม่เข้าใจว่านี่เป็นเกมการแข่งขันที่แต่ละพรรคต้องสร้างยุทธศาสตร์ของตัวเอง แล้วคนที่ไม่เลือกพรรคนี้คืออยากให้ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมาด่าเขาทำไม รวมทั้ง กำนันสุเทพ ด้วยทั้งที่แกอยู่พรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ไม่เสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาทวงบุญคุณอภิสิทธิ์ด้วยว่า เป็นคนทำให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ตกลงการเมืองมันเป็นเรื่องบุญคุณต้องทดแทนกันแล้วหรือ นอกจากยังงงว่า “โจ นูโว” ต้องการสื่ออะไรหลังจากที่อภิสิทธิ์ประกาศเทลุงตู่ก็โพสต์ภาพอภิสิทธิ์ถูกคนเสื้อแดงล้อมทำร้ายที่มหาดไทย เพราะถ้าเราจำได้คนที่นำมวลชนไปล้อมตอนนั้นคือ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แล้วมีการยึดปืนทหารมาโชว์บนเวทีหน้าทำเนียบฯด้วย แล้ววันนี้สุภรณ์ก็ย้ายไปอยู่พรรคลุงตู่ที่โจสนับสนุนนั่นแหละ

ผมเข้าใจนะว่าการเมืองมันเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์เพื่อชนะใจประชาชนนอกจากสร้างนโยบายที่ดี แต่ละพรรคต้องหายุทธศาสตร์มาแข่งขันเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง กองเชียร์ลุงตู่เหน็บแหนมว่าอภิสิทธิ์อยากเป็นนายกฯเสียงเอง ผมว่าก็ถูกนะก็เขาเสนอตัวเป็นนายกฯในนามพรรคของเขานี่ จะบอกว่าผมไม่อยากเป็นแล้วสนับสนุนลุงตู่ดีกว่ามันก็จะพิลึกมาก ดีไม่ดีถูกข้อหาฮั้วกันอีก

บางคนบอกว่า ตอนหาเสียงก็แบบนี้เดี๋ยวถึงเวลาก็ไปรวมกัน ผมว่าก็ไม่แปลกนะถ้าอุดมการณ์มันไม่ขัดแย้งกันก็รวมกันได้ สร้างเงื่อนไขใหม่ถึงเวลานั้นอภิสิทธิ์อาจไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว หรือเป็นก็ไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็ได้ แต่นี่เป็นการแข่งขันเขามีไพ่อะไรในมือก็ต้องงัดกันออกมาก่อน

หากมองเช่นนี้เส้นทางนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งของลุงตู่ก็ไม่ง่ายเสียแล้วเมื่อถูก2พรรคใหญ่เท แม้จะพยายามเปลี่ยนภาพถ่ายรูปให้ดูซอฟท์ลงอย่างไรก็ตาม ก็ไม่เข้าใจนะคือในทางการเมืองนั้น มันต้องสร้างภาพให้ดูดีน่าเชื่อถือ แต่มันน่าจะเกิดจากการกระทำมากกว่าการโพสต์ท่าถ่ายรูปให้ดูซอฟท์ลงจนกลายเป็นเรื่องขำขันส่งไลน์สวัสดีรูปลุงตู่ตอนเช้า

นอกจากนั้นยังมีสถานการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติคือ การโหวตโนในเขตที่พรรคมีโอกาสชนะใน7เขตเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญถ้าโหวตโนชนะ เลือกตั้งเขตนั้นเป็นโมฆะหมดต้องเลือกตั้งใหม่ แต่ผู้สมัครที่แพ้โหวตโนกลับมาสมัครไม่ได้อีกเลย

โอเคล่ะว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรนั้น เขาเขียนทางออกไว้ว่า ถ้ามีการเลือกตั้งได้ 95%ของจำนวนเขตเลือกตั้ง คือ 333เขตขึ้นไปจาก350เขตให้สามารถคำนวณเพื่อหาส.ส.บัญชีรายชื่อได้เลย ทำให้แม้7เขตจะเลือกตั้งไม่ได้ก็ไม่ส่งผลกระทบ กกต.สามารถเดินหน้าได้ แต่อย่าลืมว่า มันช่วงระยะเวลาที่สั้นมากก่อนพระราชพิธี ถ้าต้องเลือกตั้งซ่อมกันหลายรอบจะส่งผลที่ไม่ดีแน่

แล้วถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์กันเมื่อเปิดสภาเลือกประธานฝั่งเพื่อไทยก็มีโอกาสสูงที่จะได้ตำแหน่งประธานสภาไป ก็ลองนึกกันดูนะครับว่า

ต้องขีดเส้นใต้ไว้นะครับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีกติกาที่แปลกออกไปกว่าทุกครั้งคือ มีระบบบัญชีรายชื่อ แต่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวแล้วเอาคะแนนไปรวมหาบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค การตัดสินของประชาชนยากขึ้น เรายังเดาไม่ถูกว่าสุดท้ายเขาจะตัดสินใจแบบไหน ลงคะแนนโดยคำนึงถึงพรรคที่ชอบ คำนึงถึงส.ส.ที่ตัวเองชอบ หรือลงเพราะอยากได้นายกรัฐมนตรีที่พรรคนั้นเสนอ

แต่การคาดการณ์ส่วนใหญ่รวมทั้งผมด้วยมองจากฐานเก่าเมื่อปี 2554 และตัวผมเองมองว่า ฐานคะแนนของแต่ละพรรคนั้นไม่น่าจะเปลี่ยนไปมาก เพียงแต่ละพรรคมีการจัดสรรกันใหม่ เช่นเพื่อไทยเคยได้ 15.7 ล้านเสียง แต่ครั้งนี้ส่งไม่ครบขาดไปเป็น100เขตก็ต้องลดลงแน่ แต่คะแนนที่ลดจะไปโผล่ในพรรคฝั่งเดียวกันไม่ใช่สวิงไปฝั่งตรงข้าม

หรือพรรคประชาธิปัตย์เคยได้ 11.4ล้านเสียงก็จะถูกแชร์โดยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคกำนัน แน่นอนคะแนนรวมของประชาธิปัตย์ก็ต้องลดลงแน่

เมื่อมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองหลังเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าจะยังหาจุดร่วมที่สงบไม่ได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กัน ถ้ายังไม่มีรัฐบาลใหม่อำนาจตามมาตรา 44 ของลุงตู่ก็ยังอยู่ แต่ถ้ามีรัฐบาลใหม่แล้วก็มีอำนาจเหมือนรัฐบาลพลเรือนทั่วไป อย่าลืมว่าในยุคลุงตู่ปัจจุบันบ้านเมืองสงบเพราะอำนาจมันกดไว้นั่นเอง

บางคนบอกว่า เดี๋ยวก็ต้องมีอะไรทำให้ทุกฝ่ายต้องสงบตั้งรัฐบาลร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งของบ้านเมือง ตามความคิดและคาดการณ์ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมพยายามมองและคาดการณ์ในภาวะปกติก่อนว่ามันจะเป็นอย่างไร

เลือกตั้งแล้วอำนาจอยู่ในมือประชาชนรักใครเลือกคนนั้น อย่ามาด่าคนที่เขาบอกจะไม่เลือกคนที่เรารักเพราะมันฟังแล้วพิลึกพิลั่นมาก แล้วเตรียมรับมือว่าประเทศของเราจะเป็นอย่างไรหลังจากนั้น

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan



กำลังโหลดความคิดเห็น...