xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

จากซูเปอร์ฟูลมูน ถึงวันสิ้นยุค (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ไม่ว่าผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” นั้น...จะเป็น “Descendant of Edom” เป็นผู้มีสายใย ผูกพัน แต่ชาติปางก่อนหรือชาตินี้อยู่กับอดีตบรรพกษัตริย์แห่งอิสราเอล อย่าง “กษัตริย์ดาวิด” หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การสนับสนุน ส่งเสริม การยอมทำแทบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศอิสราเอลนั้น เป็นอะไรที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง แบบคราวแล้ว คราวเล่า ชนิดที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายเบนจามิน เนทันยาฮู” ถึงกับสรุปเอาไว้ว่า “ไม่เคยมีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่สัมพันธภาพระหว่างอเมริกากับอิสราเอล จะผูกพัน แน่นเหนียวเท่ากับช่วงนี้...”

แต่เฉพาะแค่การฝืนมติสหประชาชาติ ด้วยการประกาศรับรองกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล การล้มกฎ กติกาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการถอนตัวออกจากข้อตกลง “JCPOA” เพื่อเล่นงานศัตรูคู่กัดของอิสราเอลอย่างอิหร่านนั้น อาจยังไม่ถึงอก-ถึงใจพ่อเจ้าประคุณรุนช่องอย่างอิสราเอลแบบเต็มสูบ เต็มที่ เพราะสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลในยุคนายกรัฐมนตรี “เนทันยาฮู” แสดงออกถึงความปรารถนาและต้องการจากอเมริกายิ่งไปกว่านั้น ก็คือการแหกมติ กฎ กติกา ของสหประชาชาติลงไปอีกครั้ง ด้วยประกาศรับรองให้พื้นที่ดินแดนจำนวนประมาณ 1,800 ตารางกิโลเมตร ที่กองทัพอิสราเอลเคยยึดเอามาได้จาก “สงคราม 6 วัน” (Six Days War) ที่ทำกับบรรดาประเทศอาหรับทั้งหลาย เมื่อปี ค.ศ. 1967 อันเป็นดินแดนของประเทศซีเรียแบบทั้งดุ้น ทั้งด้าม ต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอลอย่างเป็นการถาวร หรืออย่างชั่วกัลปาวสาน!!!

พื้นที่ดังกล่าว...ก็คือพื้นที่ถูกเรียกขานกันในนาม “ที่ราบสูงโกลัน” (Golan Heights)นั่นเอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำจืดจำนวนมหาศาล ช่วยหล่อเลี้ยงบรรดาชาวอิสราเอลที่เข้าไปตั้งอาณานิคมในพื้นที่ยึดครองและออกกฎหมายรองรับการยึดครองของตัวเองซะเฉยเลย ยังถือเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งสำรองน้ำมันจำนวนมิใช่น้อย อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ข่มทับ หรือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถทำให้ฝ่ายหนึ่ง-ฝ่ายใดที่ยึดครองพื้นที่ดังกล่าว เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบกันไปตามสภาพ ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้พยายามเชิญชวน ชี้ชวนให้ที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว อย่าง “นายจอห์น โบลตัน” ผู้ได้ชื่อว่า “รักชาติอิสราเอลยิ่งกว่าชาติอเมริกา” ของตัวเองมาโดยตลอด ให้เดินทางไปเยือนที่ราบสูงแห่งนี้ เพื่อนำเอาเหตุผลต่างๆ มาโน้มน้าวรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ให้ประกาศรับรองที่ราบสูงโกลันให้เป็นของอิสราเอลอย่างเป็นการถาวร...

และเมื่อช่วงวันจันทร์ (11 มี.ค.) ที่ผ่านมานี้นี่เอง...นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็ได้ลากวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ผู้ได้ชื่อว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ “ทรัมป์บ้า” อย่างเป็นพิเศษ นั่นคือ “นายลินด์ซีย์ เกรแฮม” (Lindsey Graham) ให้เดินทางไปเยือนพื้นที่ดังกล่าวกันอีกรอบ ซึ่งโดย “บทสนทนา” หรือคำพูดโต้ตอบ ระหว่างนายกรัฐมนตรี “เนทันยาฮู” กับ “นายเกรแฮม” ระหว่างการกล่าวปาฐกถาต้อนรับกันและกัน ณ สถานที่แห่งนี้ ค่อนข้างแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ว่าอีกไม่นาน-ไม่ช้า...แม้ “การปะทะทางอารยธรรม” กับชาวมุสลิมทั่วโลก อันเนื่องมาจากการสร้าง “วิหารครั้งที่ 3” ของอิสราเอลอาจยังไม่เริ่มต้นขึ้น แต่ “การปะทะทางพรมแดน” ระหว่างอิสราเอลและซีเรีย ยังไงๆ...คงหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเด็ดขาด!!!

ตัวอย่างเช่น...ขณะที่ “นายเนทันยาฮู” กล่าวเอาไว้ว่า “ที่ราบสูงโกลัน เคยเป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลมาโดยตลอด นับตั้งแต่เริ่มแรกของประวัติศาสตร์อิสราเอล และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชาติอิสราเอลอีกครั้ง เมื่อปี ค.ศ.1967 และ 1981 ที่ราบสูงแห่งนี้จึงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอล และจะต้องเป็นไปจนตราบชั่วกัลปาวสาน ผมคิดว่า...นี่คือสิ่งสำคัญที่ชุมชนระหว่างประเทศจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ โดยเฉพาะกับมหามิตรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา อย่างอเมริกา เป็นต้น...” และจากคำพูดเช่นนี้ วุฒิสมาชิกอเมริกันอย่าง “นายเกรแฮม” จึงกล่าวตอบไปว่า... “สิ่งที่ดีสำหรับอเมริกา ก็คือความปลอดภัย ความมั่นคง และความรุ่งโรจน์ของอิสราเอล ผมขอส่งสาส์นแบบง่ายๆ เอาไว้ในที่นี้ว่า เมื่อผมเดินทางกลับไปยังรัฐสภาอเมริกันแล้ว ผมจะร่วมมือกับวุฒิสมาชิกรายอื่นๆ ในการเคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลอเมริกันประกาศรับรองที่ราบสูงโกลันให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอลอย่างเป็นการถาวร เพราะการควบคุมพื้นที่แห่งนี้เอาไว้ด้วยกำลังทหาร ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของประเทศอิสราเอล ยังถือเป็นการป้องกันการโจมตีอิสราเอลจากศัตรูอันชั่วร้ายได้เสมอๆ ผมจึงพร้อมที่จะยืนยันว่า นี่คือพื้นที่ที่สำคัญเอามากๆ สำหรับยุทธศาสตร์ของอิสราเอล...”

จากนั้น...นายกรัฐมนตรี “เนทันยาฮู” ก็เลยกล่าวปิดท้าย ไว้ด้วยคำพูดที่ว่า “สิ่งที่พวกเราได้ยินจากวุฒิสมาชิกเกรแฮม ถือเป็นแถลงการณ์ที่มีความมั่นคง ชัดเจน อันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลอเมริกันต่อการสนับสนุนประเทศอิสราเอล และยังแสดงออกถึงจังหวะก้าวที่หนักแน่น ในการดำรงรักษาที่ราบสูงแห่งนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอล ผมมีความสุขอย่างมากที่ได้ยินสิ่งที่ท่านวุฒิสมาชิกพูดเอาไว้ และผมคิดว่า...ไม่เพียงแต่เป็นคำพูดที่มีความสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน...คำสัญญา...โดยตรง สำหรับความมั่นคงแห่งชาติของเรา...” นี่...เรียกว่า ถือเป็นการร่วมแรง ร่วมใจ “ยึดดินแดนซีเรีย” อย่างไม่เป็นทางการไปแล้วก็ว่าได้...

ขนาดบ้านเรา...แค่โดนเขมรยึดพื้นที่เขาพระวิหาร ไม่กี่ตารางเมตร ไม่กี่กิโลเมตร ยังทำให้บรรดาผู้รักชาติทั้งหลายแทบ “ลุกฮือ” กันไปทั่วทั้งประเทศ ด้วยเหตุนี้...แม้ประเทศซีเรียเขาเพิ่งเริ่มใกล้ๆ ฟื้นไข้จาก “สงครามกลางเมือง” แต่การต้องสูญเสียพื้นที่ ดินแดนจำนวนถึง 1,800 ตารางกิโลเมตรแบบดื้อๆ ทื่อๆ และแบบเป็นการถาวรเช่นนี้ ยังไงๆ...เขาคงไม่อาจเอามือ “ซุกหีบ” ไว้เฉยๆ อยู่แล้วแน่ๆ โอกาสที่จะเกิด “สงครามระหว่างชาติ” ตามมาแบบติดๆ ไม่ว่าระหว่างซีเรียกับอิสราเอลโดยตรง หรือโดยมีอิหร่าน ปาเลสไตน์ และเลบานอน เข้าร่วมผสมโรง หรือไม่ อย่างไร ก็ตามที จึงย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ ชนิดการโคจรมาบรรจบครบรอบระหว่าง “ซูเปอร์ฟูลมูน” ครั้งที่ 3 กับ “เทศกาลปูริม” คราวนี้ อาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นของช่วงระยะเวลาที่ “แรบไบ โยเซฟ” ท่านเรียกว่า “ฤกษ์ดีแห่งการค่อยๆ ปรากฏตัวของพระเมซซิอาห์” หรือช่วงระยะเวลาที่บรรดาชาวโลกทั้งหลายรู้จักกันในนาม “วันสิ้นยุค” หรือ “Doomsday” เอาเลยก็ไม่แน่!!!

ด้วยเหตุนี้...ก็คงต้องติดตามสำรวจตรวจสอบกันไปเป็นระยะๆ ไม่ใช่เอาแต่เงยหน้ามอง “ดวงจันทร์” บนท้องฟ้าไปเรื่อยๆ แต่ต้องหันมามองลึกลงไปถึง “กิเลส-ตัณหา” ของมวลมนุษย์ทั้งหลายควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลอเมริกันของ “ทรัมป์บ้า” ที่กำลังขาดดุลการค้าสูงที่สุดในรอบ 10 ปี และยังต้องแบกหนี้สินอีก 22 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กลับจัดทำงบประมาณประเทศจำนวน 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับปี ค.ศ. 2020 ไว้ในแบบไม่ว่างบสวัสดิการ แสตมป์อาหาร สิ่งแวดล้อม การศึกษา ฯลฯ ถูกตัดหมด หันมาเพิ่ม “งบประมาณทางทหาร” กันลูกเดียว หรือเพิ่มขึ้นถึง 750,000 ล้านดอลลาร์ โอกาสที่ “ความผิดพลาดล้มเหลวอย่างมหันต์” จะนำไปสู่ “ความผิดพลาดล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” จนสุดท้าย “รัฐบาลอเมริกันต้องนำพาชาติทั้งชาติเข้าสู่สงคราม” ตามที่นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันได้ทำนายเอาไว้ จึงใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย...


กำลังโหลดความคิดเห็น...