xs
xsm
sm
md
lg

ว่าด้วยอนาคตอเมริกา...ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องร่อนไปวนๆ แถวๆ ประเทศอเมริกา “จักรวรรดินิยมตัวสุดท้าย” ของโลกนั่นแหละทั่น ถึงจะสอดคล้องกับความเป็นไปของสถานการณ์โลกช่วงนี้ได้ดีที่สุด เพราะเท่าที่เห็นรายงาน “ตัวเลขขาดดุลการค้า” ของอเมริกาอย่างเป็นทางการ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวคราวไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ใครที่ยังเชียร์อเมริกา ใครที่ยังคงเป็นติ่ง “ทรัมป์บ้า” น่าจะถึงขั้น “ผงะ” ระดับหงายหลังตกเก้าอี้ไปตามๆ กัน...

คือทั้งๆ ที่อุตส่าห์เปิดฉาก “สงครามการค้า” กับใครต่อใครทั่วทั้งโลก ชนิดอุตลุด ชุลมุนวุ่นวายตามแนวคิด ทัศนคติของผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” ซึ่งเคยป่าวประกาศเอาไว้แบบเสียงดังฟังชัดมาตั้งแต่แรกว่า “การค้าที่ไม่สมดุล (หรือการขาดดุลทางการค้า) คือความพ่ายแพ้ของชาติ” แต่หลังเปิดฉากไล่บีบ ไล่บี้ ไล่เช็ดประเทศต่างๆ ที่ทำมาค้าขายกับอเมริกามาโดยตลอด ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2018 มันกลับเพิ่มพรวดๆ พราดๆ ขึ้นมาถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ หรือจากปี ค.ศ. 2017 ที่เคยขาดดุลการค้ากับประเทศต่างๆ อยู่ประมาณ 552,300 ล้านดอลลาร์ ปี ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมาแทนที่จะสามารถ “ลดความพ่ายแพ้” เหล่านี้ลงไปได้มั่ง กลับยิ่งแพ้ขาด แพ้ทะรูดทะราด เพราะตัวเลขขาดดุลการค้ามันพุ่งขึ้นไปถึง 621,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา นี่ถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของสำนักข่าว “เอเอฟพี” ที่ไล่เรียงตัวเลขดังกล่าวให้เห็นกันจะจะ...

มิหนำซ้ำ...ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ยุโรป หรือเม็กซิโก ฯลฯ ที่ต่างก็ถูก “ทรัมป์บ้า” ไล่กด ไล่บีบ ไล่เปิดฉากสงครามการค้ามาโดยตลอด กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ไปด้วยกันทั้งสิ้น ชนิดไม่ว่า “เศรษฐกิจอเมริกา” จะทำท่าเริ่มฟื้น เริ่มตั้งหลัก ตั้งลำ เริ่มขยายอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นไปถึงขั้นไหน แต่โดย “ข้อเท็จจริง” หรือในวิถีชีวิตจริงแห่งความเป็นประเทศผู้บริโภค หรือความเป็น “นักบริโภค” ของบรรดา “อเมริกันชน” ทั้งหลาย ชาวอเมริกันโดยส่วนใหญ่ ก็ยังคงรัก สมัครใจ ที่จะเอาเงินติดกระเป๋าที่เพิ่มๆ ขึ้นมา ไปหาซื้อสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ถูกกว่า หรือแม้กระทั่งคุณภาพดีกว่า สินค้าที่ผลิตในอเมริกาซะเป็นหลัก ภายใต้สภาพเช่นนี้...มันเลยหนีไม่พ้นมีแต่ต้อง “แพ้...กับ...แพ้” ไปโดยตลอดนั่นแหละทั่น!!!

ยิ่งถ้าหากมองเลยไปถึง “หนี้สินของประเทศ” อันเนื่องมาจาก “รายจ่าย” ที่มากกว่า “รายรับ” ด้วยแล้ว...ยิ่งแทบมองไม่เห็นเอาเลยว่าอเมริกาจะสามารถกลับมา “Great Again” ตามที่ผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” พยายามป่าวประกาศ โฆษณา เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงตัวเลขขาดดุลการค้าที่มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม ตัวเลขหนี้สินอเมริกาทุกวันนี้...ที่ปาเข้าไปประมาณ 22 ล้านล้านดอลลาร์ยังเป็นอะไรที่แทบมองไม่เห็นหนทางที่จะชดใช้หนี้เวร หนี้กรรมของตัวเองได้เลย ถึงแม้จะสามารถพิมพ์แบงก์ดอลลาร์เพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่ก็ย่อมได้ แต่แบงก์ใดๆ ก็ตามที่ไม่ได้มีพลังอำนาจ อิทธิพล บารมีมาช่วยการันตี แทนมูลค่าทางเศรษฐกิจ โอกาสที่จะกลายสภาพเป็น “แบงก์กงเต๊ก” นั้น ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...

และนั่นเอง...ที่อาจเป็นสาเหตุให้รัฐบาลอเมริกันในแต่ละรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลของ “ทรัมป์บ้า” จึงต้องทุ่มทุน ทุ่มเทให้กับ “ค่าใช้จ่ายทางทหาร” หรือค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงอำนาจ อิทธิพล บารมีของอเมริกา ปีละนับเป็นแสนๆ ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะปีนี้หรือปีค.ศ. 2019 ที่งบประมาณทางทหารของอเมริกาพุ่งขึ้นไปถึง 716,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่างบซื้อเรือดำน้ำ ซื้อรถถัง ซื้อนาฬิกาของ “บิ๊กป้อม” บ้านเรา ไปสักกี่แสน กี่ล้านเท่า ก็ลองเอาตัวเลขเงินไทย 30 กว่าบาท ไปลองคูณๆ กันดูเอาเอง หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงซะยิ่งกว่าตัวเลขงบประมาณทางทหารของประเทศถึง 12 ประเทศซึ่งอยู่ในอันดับสูงสุดรองลงมารวมกัน...

แต่ก็นั่นแหละ...ภายใต้การทุ่มทุน ทุ่มเทให้กับ “ค่าใช้จ่ายทางทหาร” เพื่อดำรง รักษาพลังอำนาจ อิทธิพล บารมี หรือเพื่อช่วยไม่ให้ “แบงก์ดอลลาร์” กลายเป็น “แบงก์กงเต๊ก” เอาง่ายๆ มาถึงทุกวันนี้...ค่าใช้จ่ายที่ว่า ก็กำลังกลายเป็น “ปัญหา” สำหรับคณะผู้บริหารของรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ยิ่งขึ้นทุกที ถึงขั้นต้องเริ่มออกแรง “ไถ” หรือเริ่ม “เรียกค่าคุ้มครอง” จากบรรดาประเทศต่างๆ ที่กองทัพอเมริกาเข้าไปตั้งฐาน ตั้งกองบัญชาการ กันอย่างชนิดเป็นระบบและเป็นกิจการเอาเลยก็ว่าได้ ช่วงปีที่ผ่านมา...สามารถ “ไถ” รัฐบาลเกาหลีใต้ จากที่เคยจ่ายค่าคุ้มครองให้กับกองทัพอเมริกันเมื่อปีที่แล้วประมาณ 830 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาเป็น 924 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2019 แต่กว่าจะกด กว่าจะบีบ ให้รัฐบาลเกาหลีใต้ยอมเสียเงินให้กับความเป็น “จิ๊กโก๋ปากซอย” ของอเมริกา ก็เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยกันไปไม่น้อย เพราะการเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในเกาหลีใต้ของอเมริกานั้นมันมีที่มาจาก “ความเสือก” ของอเมริกาเอง ตั้งแต่ครั้ง “ยุคสงครามเย็น” โน่นเลย มากกว่าความยินยอมพร้อมใจของบรรดาชาวเกาหลีทั้งมวล ที่เพิ่งประกาศ “ยุติสงคราม” ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการไปแล้ว ในทุกวันนี้...

ไม่ต่างไปจากความพยายาม “ไถ” ค่าคุ้มครองบรรดาประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยอาศัย “ความกลัวรัสเซีย” เป็นเงื่อนไข ข้ออ้าง แม้ว่าประเทศในยุโรปจะยอมจ่ายเพิ่มให้กับ “NATO” ขึ้นมามั่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังไม่น่าจะเพียงพอต่อการดำรงรักษาอิทธิพล บารมีของสหรัฐฯ ที่นับวันมีแต่กำลังเสื่อมโทรมลงไปทุกที ข่าวคราวจาก “แหล่งข่าวในคณะผู้บริหารรัฐบาลอเมริกัน” ที่สำนักข่าว “Bloomberg” นำมาเปิดเผยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ว่ากำลังจะมีการ “เรียกค่าคุ้มครอง” จากบรรดาประเทศต่างๆ ที่กองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าไปตั้งมั่น ประมาณ 600 แห่งทั่วโลก เพิ่มขึ้นมาอีกถึง 150 เปอร์เซ็นต์ จึงทำท่าว่าจะเป็นจริง เป็นจัง ไม่ใช่เป็นแค่ข่าวลือ หรือข่าวปลอมใดๆ อีกต่อไป...

แม้เป็นเรื่องที่อดีตที่ปรึกษารัฐบาล “โอบามา” อย่าง “นายIvo Daalder” เห็นว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระที่สุด” เพราะเท่ากับถือเป็นการทำให้ “กองทัพอเมริกัน” อันเคยยิ่งใหญ่ เกรียงไกร มีสภาพไม่ต่างอะไรไปจาก “นักรบรับจ้าง” ในท้ายที่สุด หรืออดีตผู้ช่วยเลขานุการกลาโหมยุค “โอบามา” “นายDerek Chollet” สรุปว่า “การตีค่าฐานทัพอเมริกันในแต่ละประเทศ อันเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องผลประโยชน์อเมริกา ออกมาเป็นตัวเงิน ตัวทอง เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องขอเงินเพิ่มจากประเทศนั้นๆ ก็คือการทำลายผลประโยชน์ของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...” แต่ในเมื่อต้องเจอกับหนี้สินประเทศระดับไม่รู้กี่สิบล้านล้านดอลลาร์ เจอเข้ากับตัวเลขขาดดุลการค้าที่มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม อดีตนักธุรกิจที่กลายมาเป็นผู้นำประเทศอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” คงหนีไม่พ้นต้องหันไป “ไถ”ประเทศต่างๆ กันจนได้นั่นแล...

พูดง่ายๆ ว่า...โดยสภาพแวดล้อมและข้อเท็จจริงไม่ว่าจากตัวเลขหนี้สิน ตัวเลขงบประมาณ ฯลฯ ที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันหนีไม่พ้นต้องเดินไปในแนวนี้ หรือด้วยเหตุเพราะ “ความเป็นจักรวรรดินิยม” ที่ทำให้ “ศัตรูที่แท้จริงของอเมริกา” ก็คือตัวของประเทศอเมริกานั่นเอง ดังที่บรรดานักวิเคราะห์ด้านเศรฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์อเมริกัน ฯลฯ หลายต่อหลายรายเคยวิเคราะห์เอาไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุค แต่ละสมัย จึงหนีไม่พ้นที่ต้องเดินไปในแนวอย่างที่เจ้าของนิตยสาร “Trends Journal” “นายเจอรัลด์ เซเลนเต” (Gerald Celente) ผู้เคยทำนายถึงเรื่องวิกฤตตลาดหุ้นปี ค.ศ. 1987 เรื่องการล่มสลายของสหภาพโซเวียตปี ค.ศ. 1991 และวิกฤตการเงินปี ค.ศ. 2001 ชนิดแม่นยำราวกับตาเห็น ได้เคยสรุปเอาไว้ถึงแนวทางของรัฐบาลอเมริกันในการต่อสู้กับศัตรูที่แท้จริงของตัวเอง ประมาณว่า... “ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุคหุนหันพลันแล่นเพิ่มขึ้นๆ แต่ยังทำให้เกิดความพยายามแก้ไขความผิดพลาดล้มเหลวอย่างมหันต์ ด้วยการกระทำความผิดพลาดล้มเหลวอย่างอภิมหามหันต์ จนกระทั่งเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ภาวะผิดพลาด ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง รัฐบาลก็จะนำพาประเทศทั้งประเทศ เข้าสู่สงครามในท้ายที่สุด...”


กำลังโหลดความคิดเห็น...