xs
xsm
sm
md
lg

การรักษา “นักวิทยาการข้อมูลภาครัฐ” ยากยิ่งกว่าการพัฒนา

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
คณะสถิติประยุกต์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
https://www.facebook.com/BusinessAnalyticsNIDA


รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงเรื่องข้อมูลใหญ่หรือ Big Data มาแล้วเป็นเวลาประมาณ 4-5 ปีตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data scientist) ในระบบราชการไทยก็ยังไม่เกิด แล้วจะเอาใครมาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลใหญ่เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายและการสร้างนวัตกรรมข้อมูลเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติและการพัฒนาระบบราชการให้ดีขึ้นได้?

เรายังคงมีข้าราชการไทย 0.04 ในขณะที่เราต้องการประเทศไทยแลนด์ 4.0 อย่างนั้นหรือ?

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรทรงมีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลเหลือเกินเมื่อกว่า 50 ปีก่อนมีพระราชดำริว่าในการพัฒนาประเทศต้องใช้ข้อมูลและต้องใช้นักสถิติผู้มีความรู้ความสามารถสูงในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปประเมินผล และการวางแผนนโยบายในการพัฒนาประเทศจึงได้ทรงก่อตั้งคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ด้วยพระองค์เอง โดยทรงติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการก่อตั้งคณะ และยังทรงพัฒนาสํานักงานสถิติแห่งชาติโดยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศได้จัดทำและถวายรายงานกราบบังคมทูลแผนในการพัฒนาสำนักงานสถิติแห่งชาติและพัฒนาระบบสถิติ ตลอดจนการสำมะโนประชากรของประเทศไทยให้ดีขึ้น ทำให้เกิดรากฐานที่มั่นคงในการเรียนการสอนด้านวิทยาการข้อมูลในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือความแตกฉานด้านข้อมูลหรือความแตกฉานดิจิทัลนั้นเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ยากและภาครัฐเองก็มีอุปสรรคในการได้คนเหล่านี้เข้าไปสู่ระบบราชการในเมื่อคนเก่ง ๆ ไปทำงานเอกชนกันหมด

บุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐที่เรียกว่านักวิชาการคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่มีทักษะที่ล้าหลังแล้ว ไปทำงานภาคเอกชนเช่น software house ก็คงไม่รอด เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปไวมาก และไม่ได้พัฒนาระบบเองมากนัก ส่วนใหญ่อาศัยการจ้างทำของหรือวางระบบ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ในภาคราชการมักจะไม่มีทักษะด้านข้อมูลใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ แต่เมื่อนักวิชาการคอมพิวเตอร์เหล่านี้ต้องการมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่สามารถเรียนปริญญาโทใบที่ 2 ได้อีกแล้วเนื่องจากได้จบปริญญาโทมานานแล้ว แต่ว่าวิชาการซึ่งได้เคยเรียนมาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทของเดิมนั้นล้าสมัยไปหมดเสียแล้วและไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในสาขาวิชาการเหล่านั้นได้ทันแต่อย่างใด

ผมเคยมีประสบการณ์ถูกนักศึกษาหลอกเมื่อมาสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้านการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล ที่ผมเองเป็นผู้อำนวยการหลักสูตรอยู่ นักศึกษาทำงานในหน่วยงานภาครัฐเมื่อเห็นหน่วยก้านดี มีความสามารถสูง เรียนรู้ด้วยตนเองได้ไวมาก ผมก็รับไว้เรียนต่อปริญญาโท ทันที โดยมีความหวังว่าลูกศิษย์จะนำความรู้กลับไปทำงานในหน่วยราชการที่กำลังขาดแคลน หลักสูตรที่ผมดูแลอยู่นั้นมีการแข่งขันสูงมาก เพราะมีคนสมัครมากเหลือเกิน แต่รับนักศึกษาเข้าเรียนต่อน้อยมาก ตำแหน่งนักวิทยาการข้อมูลนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะภาคเอกชนเป็นอย่างยิ่ง และมีการซื้อตัวกันอย่างมากมาย เปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่นและยังเป็นที่ขาดแคลนเป็นอย่างยิ่งเพราะข้อมูลนำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขันทำให้เกิดการวางแผนกลยุทธ์ที่ได้เปรียบในการแข่งขันนำไปสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนหรือของผู้บริโภคได้ดีขึ้น เมื่อนักศึกษาคนนี้มาสมัครตอนสัมภาษณ์ผมก็คาดคั้นขอคำสัญญาอย่างหนึ่งว่าขอให้อยู่ทำงานในภาครัฐต่อไปนาน ๆ เพราะภาครัฐกำลังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้ แต่เมื่อนักศึกษาเข้ามาเรียนกับผมได้หนึ่งเทอมก็ลาออกไปอยู่ภาคเอกชน

ส่วนหนึ่งผมก็ไม่โทษนักศึกษาเพราะงานที่นักศึกษาได้ทำในภาครัฐนั้นไม่ได้เป็นงานที่ท้าทายกับความรู้ที่นักศึกษามีมากเหลือเกิน ได้แต่ทำงานซึ่งไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่และไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่มากนักเพราะระบบของภาครัฐไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนซึ่งไฟแรงมีความสามารถสูงลาออกไป เพราะคิดว่าการทำงานในภาคเอกชน ได้ใช้ความรู้และได้ใช้ความสามารถมากกว่า เป็นประโยชน์มากกว่าที่จะทำงานในภาครัฐต่อไป ปรากฏว่านักศึกษาผู้นี้ไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาได้เงินเดือนดีขึ้นมากหลายเท่า และได้ประสบการณ์ในการทำงานด้านวิทยาการข้อมูลและข้อมูลใหญ่มากยิ่งขึ้น เมื่อผ่านการเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่าง ๆ จำนวนมากมายและรวมถึงภาครัฐในบางแห่งด้วยซึ่งก็เท่ากับว่านักศึกษาได้นำความรู้กลับไปใช้ประโยชน์กับประเทศเช่นกันแม้จะทำงานในภาคเอกชนก็ตาม

การพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านวิทยาการข้อมูลนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากพอสมควร ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังว่าขณะนี้มีหน่วยงานระดับกรมแห่งหนึ่งซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะพัฒนานักวิทยาการข้อมูลให้กรมของตัวเองโดยที่อธิบดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และเข้ามาดูแลใช้วิธีการในการพัฒนาในลักษณะเดียวกับการทำ Data Boot Camp ซึ่งนิยมทำในภาคเอกชนโดยดึงบุคลากรในหน่วยงานซึ่งมีความเชี่ยวชาญชำนาญในด้านต่างๆอยู่แล้วเข้ามาเรียนรู้ผ่านการ การฝึกอบรมและการฝึกอบรมโดยทดลองปฏิบัติงานจริงหรือที่เรียกว่า on the job Training มีการให้ผลย้อนกลับและมีการแนะแนว ตลอดจนแนะนำและให้คำปรึกษาโดยการทำโปรเจ็กต์หรือโครงงานจริง ๆ ทางด้านวิทยาการข้อมูลซึ่งนำไปใช้สำหรับการพัฒนาการทำงานของกรมให้ดีขึ้นอันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก

ที่สำคัญกรมแห่งนี้ได้คัดเลือกนักเรียนทุนของกรมซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศและในประเทศไทยมาเพื่อเรียนรู้ด้านวิทยาการข้อมูลโดยเฉพาะ โดยทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย Data Engineer, Data Scientist, Domain Expert, Data Visualizer อันเป็นบทบาทที่แต่ละคนถูกกำหนดให้เรียนรู้ผ่านการทำงานจริงเป็นทีมเดียวกัน มีทีมอยู่ 7 ทีม และได้พบกับอาจารย์ด้าน Business Analytics and Data Science เป็นประจำทุกสัปดาห์และนำผลงานมาส่งให้อาจารย์ติชมและเสนอแนะในการพัฒนางานให้ดีขึ้น

ผลการทดลองยังยังไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหนแต่น่าจะประสบความสำเร็จมากเพราะได้รับแรงสนับสนุนจากหัวหน้าหน่วยงานระดับอธิบดีและรองอธิบดีตลอดจนผู้อำนวยการกอง/สำนักต่าง ๆ อย่างเต็มที่

เมื่อมีแรงผลักดันจากด้านบนคือผู้บริหารหน่วยงานและได้คัดเลือกนักเรียนที่ดีที่เก่งที่เป็นหัวกะทิของหน่วยงานมาเรียนรู้ร่วมกันจากการทำงานจริงแก้ปัญหาจริงและมีการฝึกอบรมผ่านการทำ workshop หรือการอบรมเชิงปฏิบัติการต่าง ๆ เป็นระยะ หากใช้เวลาไปอีกสักหนึ่งปีกรมแห่งนี้น่าจะได้ทีมนักวิทยาการข้อมูลฝีมือดีมาทำงานให้กับหน่วยราชการและนำไปสู่ความก้าวหน้าของประเทศได้เป็นอย่างดี

แนวทางอีกแนวทางหนึ่งซึ่งผมได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการพัฒนานักวิทยาการข้อมูลภาครัฐคือการเข้าไปเป็นคณะทำงานในการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาการข้อมูลให้กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผมได้เสนอว่าควรมีการเรียนรู้ออนไลน์ในสิ่งซึ่งเป็นการบรรยายความรู้เชิงทฤษฎีด้านวิทยาการข้อมูล ให้ข้าราชการเรียนรู้จากออนไลน์และสอบออนไลน์โดยที่เป็นการเรียนการสอนในลักษณะที่เรียกว่า program instruction หรือ Computer-aided instruction จะทำให้สามารถพัฒนาบุคลากรภาครัฐได้เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น หลังจากสอบภาคทฤษฎีผ่านก็ให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการโดยการฝึกให้ลองทำงานด้านวิทยาการข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลจริงที่มีอยู่ในภาครัฐและให้ผลย้อนกลับหรือโค้ชแบบตัวต่อตัวหรือทำงานเป็นทีม วิธีการหลังนี้จะเป็นมากเพราะจะทำให้ได้ทักษะและเห็นแนวทางในการปรับปรุงการทำงานทางด้านวิทยาการข้อมูลได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่ควรเรียนรู้สำหรับนักวิทยาการข้อมูลภาครัฐ ได้แก่

1. สถิติเบื้องต้นซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลสรุปข้อมูลและนำไปใช้ในการตัดสินใจของหน่วยราชการ

2.การวาดภาพนิทัศน์ ข้อมูลหรือ Data visualization เป็นสิ่งที่จะมีประโยชน์มากเช่นกันเพราะการนำเสนอให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเข้าใจได้ง่ายจำเป็นต้องวาดภาพและภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดได้นับพันคำ

3. การวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project analysis and feasibility study) เพื่อให้บุคลากรในภาครัฐสามารถศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและวิเคราะห์โครงการได้เพื่อทำให้การตัดสินใจในการจัดทำโครงการของภาครัฐมีเหตุมีผลและมีความคุ้มค่าซึ่งจะต้องประเมินความคุ้มค่าทั้งในทางเศรษฐกิจและในทางสังคม ตลอดจนความคุ้มค่าในทางการเงินให้ได้ออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด การศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ จำเป็นต้องจัดทำก่อนดำเนินโครงการจะทำไม่ให้เกิดปัญหาของประเทศเช่นโครงการรับจำนำข้าวนั้นนำมาสู่หายนะของประเทศหากมีการศึกษาและวิเคราะห์โครงการก่อนว่าคุ้ม ว่าคุ้มทุนหรือไม่

4. การสำรวจความเห็นสาธารณะและโพล (Poll and Public opinion survey methodology) ในการในการพัฒนาประเทศต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรและนอกจากนี้ยังต้องใช้การรับฟังความเห็นประชาชนในการประเมินผลโครงการต่าง ๆ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับข้าราชการ

5. การประเมินผลโครงการ ข้าราชการควรจะมีความสามารถในการประเมินผลโครงการ เมื่อดำเนินโครงการไปแล้วในระยะหนึ่งต้องพิจารณาว่าโครงการดังกล่าวได้ผลมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ และสามารถนำมาปรับปรุงอะไร อย่างไรให้ดีขึ้นได้บ้าง อันเป็นไปในทางที่สอดคล้องกับการประเมินผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 แห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งกำหนดไว้ว่าการออกหรือการบังคับใช้กฎหมายหรือการยกเลิกกฎหมายใดๆก็ตามต้องมีการประเมินผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Impact assessment: RIA) RIA จะทำให้กฎหมายมีการบังคับใช้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ

หากประเทศไทยเรามีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาการข้อมูลจะช่วยให้ประเทศเกิดความก้าวหน้าและเป็นไปตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรซึ่งทรงงานด้านนี้มาตลอดรัชสมัยตามแนวพระราชดำริเข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นเป็นแนวความคิดของวิทยาการข้อมูลเช่นกันโดยเฉพาะการทำความเข้าใจนั้นต้องอาศัยวิทยาการข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง (โปรดอ่านสามบทความนี้ https://mgronline.com/daily/detail/9570000146666, https://mgronline.com/daily/detail/9600000105223, https://mgronline.com/daily/detail/9600000062347)

ปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงก็คือหากมีการพัฒนาข้าราชการให้เป็นนักวิทยาการข้อมูลได้จริงและมีความสามารถสูงแล้วนั้น คนที่มีทักษะเหล่านี้ย่อมเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับภาคเอกชนซึ่งกำลังขาดแคลนนักวิทยาการข้อมูลอย่างรุนแรง ซ้ำร้ายเส้นทางอาชีพหรือ Career path ของนักวิทยาการข้อมูลในระบบราชการก็ยังไม่มี และไม่มีตำแหน่งนี้โดยตรง เป็นเพียงตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น หรือมีนักวิชาการสถิติก็จำกัดอยู่เพียงแค่ในสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้เส้นทางการเติบโตของข้าราชการที่มีความสามารถด้านวิทยาการข้อมูลนี้อาจจะไม่ชัดเจนและไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก ทั้ง ๆ ที่สมควรจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเพราะมีทักษะใหม่ที่จำเป็นและเป็นทักษะซึ่งหาได้ยาก

หากภาคราชการไม่สามารถรักษาบุคลากรด้านวิทยาการข้อมูลไว้ให้อยู่ในภาครัฐได้ต่อไปแม้จะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใดให้กับประเทศมากนักแต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกอบรมบุคลากรด้านวิทยาการข้อมูลให้กับภาคเอกชนไปเสีย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลหน้าควรจะต้องพิจารณาเพื่อให้การปฏิบัติการในการดำเนินนโยบายด้านข้อมูลใหญ่หรือ Big Data เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ผลจริงในอนาคต ถึงอย่างไรเสียประเทศไทยก็หนีไม่พ้นกระแสโลกด้านข้อมูล และเราคงไม่สามารถอยู่กับระบบราชการซึ่งมีบุคลากร 0.04 ในขณะที่เราต้องการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 เป็นแน่แท้


กำลังโหลดความคิดเห็น...