xs
xsm
sm
md
lg

การปฏิวัติส่งออกยุคใหม่กับอนาคตเวเนซุเอลา

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา
แวะไปจิบโสมเกาหลีที่คาบสมุทรเกาหลี ไปรับประทานถั่วและโรตีแถวๆ อินเดียและปากีสถาน ชนิดท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยวมาพอสมควรแล้ว วันนี้...เลยคงต้องขออนุญาตกลับไปเติมน้ำมันที่เวเนซุเอลากันต่อ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันแล้วนั่นแหละว่า...ยังไงๆ คุณพ่ออเมริกาท่านกะจะ “เด็ดหัว” ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย อย่าง “นายนิโคลัส มาดูโร” ลงไปให้จงได้ แต่ที่ต้องยืดไป-ยืดมา กั๊กไป-กั๊กมา จนถึง ณ ขณะนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตา น่าหยิบมาใช้เป็นบทเรียน เป็นอุทาหรณ์สอนใจ สำหรับการรับมือกับ “การปฏิวัติส่งออกยุคใหม่” ที่อาจมาถึงประเทศหนึ่ง ประเทศใดได้เสมอๆ ตราบใดที่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ยังมิอาจ “เป็นอิสระได้อย่างแท้จริง”...

คือถ้าเป็นยุคก่อนๆ...เจอเข้ากับการใช้พลังอำนาจแบบสุดลิ่มทิ่มกระดาน ของ “ประมุขโลก” อย่างอเมริกา ในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเล็กๆ อย่างเวเนซุเอลาแบบตรงไป-ตรงมา หรือแบบ “ใส่เสื้อแดง-แขวนกระดิ่ง-ปล้นกันกลางวันแสกๆ” ป่านนี้...ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกของชาวเวเนซุเอลาแท้ๆ อย่างประธานาธิบดี “มาดูโร” ย่อมหนีไม่พ้นต้อง...“เก็บกระเป๋าก้าวลงบันได-เดินก้มหน้าร้องไห้-ไม่รู้จะไปไหนดี” อยู่แล้วแน่ๆ แต่ด้วยเหตุที่โลกและยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะการปรากฏตัวของมหาอำนาจรายใหม่ๆ ที่ถือเป็น “อำนาจแข่งขัน” (Rival Power) ของคุณพ่ออเมริกา ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือรัสเซีย การไล่เหยียบ ไล่กระทืบประเทศเล็ก ประเทศน้อย มันจึงไม่ถึงกับ “หวานหมู” เหมือนแต่ก่อน...

ยิ่งประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง อย่าง “นายมาดูโร” นั้น...ท่านออกจะ “เล่นเป็น” อยู่พอสมควร หันไปกระชับสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียก่อนรู้ตัวว่ากำลังจะถูกโค่น แบบชนิดหนึบๆ หนับๆ การแทรกแซงด้วยวิธีการต่างๆ ของคุณพ่ออเมริกาจึงยิ่งลำบาก ยิ่งติดๆ ขัดๆ ยิ่งขึ้นเท่านั้น กระทั่งการแซงชั่น ยึดทรัพย์ ยึดรายได้ล่วงหน้าของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ “PDVSA” ของเวเนซุเอลาแบบดื้อๆ ทื่อๆ ประธานาธิบดี “มาดูโร” ท่านยังสามารถแฉลบออกข้าง นอกจากหันไปขายน้ำมันให้แขกอินตะระเดียที่เป็นตัวของตัวเองจนไม่คิดกลัวการแซงชั่นของอเมริกา ท่านยังย้ายบัญชีทรัพย์สินส่วนที่เหลือของ “PDVSA” ไปตั้งมั่นอยู่ในรัสเซียโน่นเลย แถมยังมีข่าวลือว่าขอให้รัสเซียส่งเครื่องบินมาช่วยขน “ทอง” ไปขาย ส่งหน่วยอารักขามาให้การคุ้มครองอย่างเป็นพิเศษ หรือเผลอๆ...อาจไปไกลถึงขั้นขอให้กองกำลังทหารรัสเซีย เข้ามาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยแบบเดียวกับ “ซีเรีย” เอาเลยก็ไม่แน่ และนั่นย่อมทำให้คุณพ่ออเมริกาเกิดอาการ “กระดูกติดคอ” เอาง่ายๆ...

โดยเฉพาะการหันไปใช้ “กรรมวิธีทางทหาร” ที่ว่ากันว่า ยัง “วางเอาไว้บนโต๊ะ” ของ “ทรัมป์บ้า” ฉากสถานการณ์ในซีเรียก็คงพอใช้เป็นตัวอย่าง แบบอย่างได้เป็นอย่างดี ว่า “กระดูก” มันเข้าไปขวางลิ้นปี่ให้ต้องอึดอัดขัดใจได้ถึงขั้นไหน อีกทั้งไม่ว่าประเทศสมุนบริวารรายไหนก็รายนั้น ก็ดูจะ “ไม่เห็นควรด้วย” กับกรรมวิธีที่ว่านี้มากมายสักเท่าไหร่ ในการประชุมกลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่เรียกๆ ว่า “Lima Group” คราวล่าสุด แม้แต่บรรดา “รัฐบาลฝ่ายขวา” ของประเทศละตินอเมริกาโดยส่วนใหญ่ จะยังพร้อมแบกหาม “ประธานาธิบดีหุ่น” หรือประธานาธิบดีที่มาจากการแต่งตั้งตัวเอง อย่าง “นายฮวน กุยโด” หรือ “ฆวยโต” ตามก้นอเมริกาอีกต่อไป แต่ไม่มีประเทศไหนแม้แต่รายเดียวที่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารแทรกแซงเวเนซุเอลา แม้ “นายฆวยโต” จะพยายาม “ชักศึกเข้าบ้าน” เพียงใดก็แล้วแต่ นั่นยังรวมไปถึงโฆษกฝ่ายต่างประเทศอียูที่แสดงความต้องการที่จะให้แก้ปัญหาเวเนซุเอลาโดยสันติ ยิ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสเปน “นายJoseph Borrell” ด้วยแล้ว ถึงกับออกมา “เตือน” ประเทศทั้งหลายเอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า ไม่ควรใช้การแทรกแซงด้วยกำลังทหารโดยเด็ดขาด!!!

ฉากสถานการณ์ในเวเนซุเอลา...จึงยังคงต้องยื้อไป-ยื้อมา จนตราบเท่าทุกวันนี้ ขณะที่ประธานาธิบดี “มาดูโร” ยังไม่ถึงกับถูกหัก ถูกโค่น ลงไปได้ง่ายๆ ประธานาธิบดีหุ่น อย่าง “นายฆวยโต” ก็ยังคงมีฤทธิ์ มีเดช อันเนื่องมาจากแรงสนับสนุนและการคุ้มครองของอเมริกา แม้จะเผ่นออกไปนอกประเทศ ไป “เดินสาย” หาเสียงกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ตั้งแต่บราซิล, โคลัมเบีย, ปารากวัย, อาร์เจนตินา ไปจนถึงเอกวาดอร์ ฯลฯ โดยถ้าย้อนกลับมายังเวเนซุเอลาเมื่อไหร่ ย่อมมีโอกาสติดคุกถึง 30 ปีในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมเวเนซุเอลา แต่ล่าสุด...ก็ยังคงหาญกล้าบินกลับมาโชว์ตัว ณ สนามบินกรุงคาราคัส ภายใต้การอารักขาของหน่วยรักษาความปลอดภัยสถานทูตสหรัฐฯ รวมทั้งภายใต้ “คำขู่” ของที่ปรึกษาทำเนียบขาว “นายจอห์น โบลตัน” ที่ป่าวประกาศไว้ล่วงหน้าว่า ใครที่คิดแตะต้อง “นายฆวยโต” แม้แต่เพียงเส้นขน มีสิทธิ์ต้องเจอกับการตอบโต้แบบ “แตะเธอ...โลกแตกแน่!!!” อะไรประมาณนั้น...

ภายใต้ฉากสถานการณ์เช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเสนาธิการของรัสเซีย อย่าง “นายวาเลอรี เกราสิมอฟ” (Valery Gerasimov) ได้ให้ข้อวิเคราะห์เอาไว้น่าสนใจไม่น้อย ต่อสำนักข่าว “รัสเซีย ทูเดย์” ถึงกรรมวิธีการแทรกแซงเวเนซุเอลาของคุณพ่ออเมริกาว่า หลังจากที่ใช้ “เทคนิคการปฏิวัติสี” (technologies of color revolutions) ซึ่งเคยใช้ได้ผลในแถบยุโรปตะวันออก ไปจนถึงการใช้ “แผนม้าไม้” (Trojan Horse) ในการอ้างการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าไปในเวเนซุเอลาแต่ก็ยังไม่อาจโค่นล้มประธานาธิบดี “มาดูโร” ได้จนตราบทุกวันนี้ สิ่งที่รัฐบาลอเมริกาน่าจะนำมาใช้ต่อไป ก็คือกรรมวิธีที่เคยใช้ในการแทรกแซงกิจการภายในของยูเครน, ลิเบีย และอิรัก ฯลฯ มาผสมผสานซึ่งกันและกัน อันจะเป็นตัวสร้าง “แรงกดดันในระดับโลก” (Global Strike) ไปพร้อมๆ กับ “การปะทะในขอบเขตอันหลากหลาย” (Multi-Sphere Battle) ไม่ว่าด้วยการประท้วงของมวลชนชาวเวเนซุเอลาควบคู่ไปกับการใช้อาวุธโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในจุดสำคัญๆ!!!

เหตุที่นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียเขามองไปในแนวนี้...อาจเป็นเพราะ “การข่าว” ที่ไม่ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” (Sergey Lavrov) เลขานุการสภาความมั่นคงรัสเซีย “นายนิโคไล ปาตรูเชฟ” (Nikolai Patrushev) ต่างออกมายืนยันตรงกันกับผู้แทนเวเนซุเอลาในยูเอ็น “นายซามูเอล มอนคาดา” (Samuel Moncada) ถึงการระดมอาวุธเบา ประเภทเครื่องยิงระเบิด ปืนกลหนัก ปืนกลเบา ฯลฯ จากประเทศในยุโรปตะวันออก ผ่านภาคใต้ของฟลอริดาไปยังเปอร์โตริโก ไปจนถึงมือบรรดา “ทหารรับจ้าง” ที่ซุ่มๆ ซ่อนๆ อยู่แถวๆ บริเวณชายแดนโคลัมเบียไปแล้วในขณะนี้...

กรรมวิธีในการโค่นล้ม “ระบอบปกครองมาดูโร” ในเวเนซุเอลา นับจากนี้เป็นต้นไป จึงเป็นอะไรที่น่าจับตาอย่างชนิดมิอาจกะพริบตาได้โดยเด็ดขาด เพราะอาจนำมาใช้เป็นบทเรียน บทศึกษา เป็นอุทาหรณ์สอนใจ สำหรับ “การปฏิวัติส่งออกยุคใหม่” ที่บรรดาประเทศเล็กประเทศน้อยทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ไม่สามารถ “เป็นอิสระได้อย่างจริง” จะต้องเตรียมรับมือเอาไว้ซะแต่เนิ่นๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...