xs
xsm
sm
md
lg

บัตรใบเดียวตัดสิทธิ์ “คบซ้อน” รักเดียวต้องเลือก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

การเลือกตั้งบ้านเราตามรัฐธรรมนูญ 2560 นั้น เป็นที่ชัดเจนว่า ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้รัฐบาลขณะนี้ได้ประโยชน์ ทั้งคำกล่าวของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ เทพสุทินเอง ประกาศกับสมาชิกพรรคว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน ประธานยกร่างในฉบับแรกหลังการรัฐประหารบอกหลังถูกฉีกทิ้งร่างว่า เขาต้องการอยู่ยาว

ในยุครัฐประหารชุดนี้จึงฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ2ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ที่ถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากสปช. สายจังหวัดประมาณ 60 เสียง สายวิชาการ สายกฎหมาย สายการเมือง อีก 40 กว่าเสียง รวมถึง สปช.สายตำรวจและทหารอีกกว่า 30 เสียง ทิ้งงบประมาณไปกว่าพันล้านบาท

นอกจากนั้นเราจะเห็นว่า องค์กรอิสระถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกัน บางองค์กรล้างไพ่ บางองค์กรเขียนยกเว้นคุณสมบัติเพื่อให้อยู่ต่อ กกต.นั้นถูกเลือกถึง2ครั้งเพื่อให้ได้คนที่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

รัฐธรรรมนูญฉบับมีชัย ที่กลายเป็นรัฐธรรมนูญ2560นั้น เขียนบทเฉพาะกาลไว้ให้ ส.ว.250คนสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยในระยะเวลา5ปี และส.ว.นี้ก็แต่งตั้งขึ้นโดยหัวหน้าคสช.ซึ่งเป็นคนเดียวกับนายกรัฐมนตรี และในเวลาต่อมานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ก็ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคพลังประชารัฐนั่นเอง

ผมเคยเขียนไว้แล้วว่า กรณีอาจเป็นเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่บัญญัติไว้ในหมวด9ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์

หัวหน้าคสช. เลือกส.ว. ส.ว.เลือกหัวหน้าคสช.เป็นนายกรัฐมนตรี

ฟังก่อนนะครับ ผมยังไม่บอกว่า ขัดไหม แต่นี่เป็นคำถาม มีคนบอกว่า ไม่ขัด เพราะมีบทยกเว้น ในหมวด 9 มาตรา 186 ที่ยกเว้นว่า (1) การดำรงตำแหน่งหรือการดำเนินการที่กฎหมายให้เป็นหน้าที่หรืออำนาจของรัฐมนตรี

คือบอกว่า ไม่ผิดเพราะทำตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำ แต่ผมมองว่า ไม่ได้บอกว่า การคัดเลือก ส.ว.ของนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.ผิดนี่ครับ ผมตั้งคำถามว่า เมื่อคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจเลือก ส.ว.หมุนกลับไปให้ ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งเลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเข้าหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ไหม

ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ผิดเพราะทำตามกฎหมาย แล้วถามคำถามใหม่ว่า ส.ว.ที่เลือกคนที่เลือกตัวเองมาเป็นส.ว.ให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นขัดกันแห่งผลประโยชน์ไหม ผมคิดว่า ข้อสงสัยนี้จะมีคนหยิบมาใช้เพื่อใช้มาตรการทางศาลนะครับ แม้จะเป็นเรื่องยากเพราะเราเห็นการวินิจฉัยที่เกิดขึ้นในยุคนี้หลายๆเรื่อง

แม้ว่าล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งให้เขาเป็นประธานสรรหาส.ว. โดยบอกด้วยว่าคณะกรรมการคนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ ก็น่าคิดว่าจะแก้เกมเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ คือบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของพล.อ.ประวิตร

แต่ถามว่า การมี ส.ว.250คนทำให้ฝั่งรัฐบาลขณะนี้ได้เปรียบหรือไม่ คำตอบก็คือ ทำให้โอกาสในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีง่ายขึ้น แต่ก็เป็นอย่างที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกของพรรคพลังประชารัฐ สารภาพกลางโทรทัศน์ว่า แม้จะใช้เสียงส.ส.แค่ 126 คนตั้งรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้นานถ้าไม่มีเสียงส.ส.เกินครึ่งของสภา จับสัญญาณได้ว่า พรรคพลังประชารัฐเริ่มรู้ตัวว่า จะเป็นรัฐบาลนั้นจะต้องมีเสียงข้างมากด้วย

ซึ่งถ้าจะการวิเคราะห์มาตลอดด้วยสถิติเก่าผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะฐานมวลชนของสองข้างไม่น่าจะสวิงมากนัก

ผมยังเชื่อว่า พรรคฝั่งระบอบทักษิณน่าจะถือเสียงมวลชนข้างมากอยู่จากสถิติที่ผ่านมาตลอดคือ 15 ล้านคน แม้พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยจะมีคะแนนลดลงมาก เพราะส่งไม่ครบทุกเขต แต่คะแนนที่ลดลงก็ยังอยู่ในพรรคฝั่งเดียวกันไม่สวิงข้างฝั่งแน่ ส่วนประชาธิปัตย์อยู่ที่ 11เสียงซึ่งจะถูกทอนลงจากฝั่งเดียวกันหลักๆ คือ พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ประชาชนปฏิรูป

อาจจะประหลาดใจอยู่บ้างคือ สังศิตโพลที่บอกว่า พลังประชารัฐจะได้ 8.3 ล้าน ประชาธิปัตย์จะได้ 7ล้าน รวมพลังประชาชาติไทยจะได้ 2.2ล้าน ประชาชนปฏิรูปจะได้ 1.6 ล้าน ถ้ารวมฐานเสียงฝั่งนี้จะเห็นว่าทั้ง4พรรคน่าจะมาจากฐานเสียงใกล้เคียงกันคือไม่เอาระบอบทักษิณ พรรคเก่าคือ ประชาธิปัตย์พรรคเดียว อีก 3พรรค เป็นพรรคใหม่ แต่มีคะแนน รวมกันตามสังศิตโพลถึง 16 ล้านคนเศษ มากกว่าฐานที่ประชาธิปัตย์เคยได้ถึง 5 ล้านคน ชวนให้คิดว่าเพิ่มมาจากไหน

จะเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาประมาณ 7ล้านเสียง ถามว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะเลือกฝั่งนี้ไหม หรือคะแนนจากฝั่งที่เคยเลือกระบอบทักษิณสวิงมา ส่วนตัวยังมองว่ายากมากนะ แล้วสังศิตโพลบอกด้วยว่าภูมิใจไทยจะได้3.1ล้าน เพิ่มขึ้นจากที่เคยได้ในปี2554เกือบ2ล้านเสียงซึ่งถ้าจริงก็มากขึ้นกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อเดิมที่ได้เพียง1.2ล้านเสียง

และสังศิตโพลบอกว่า เพื่อไทยเหลือ 6.5ล้าน อนาคตใหม่ 2.8 ล้าน เพื่อชาติ 1.3 ล้าน ไทยรักษาชาติ 0.8 ล้าน รวมฝั่งนี้ประมาณ 11 ล้าน เท่ากับหายไปถึง 4ล้าน ทั้งๆที่เสียงของพรรคอนาคตใหม่น่าจะมาจากคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มมา7ล้านมากกว่า และคนเก่าที่อาจจะทับซ้อนเพื่อไทยบ้าง หากตัดอนาคตใหม่ไปก็เท่ากับว่าเสียงฝั่งเพื่อไทยหายไปจากเดิมเกือบ6คน แปลว่าคนฝั่งนี้หายไปเลือกฝั่งตรงข้ามใช่ไหม

ถ้าผลออกตามสังศิตโพลนี่ฝั่งประยุทธ์ลอยลำเลยนะครับเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแน่ แต่ลองคิดดูนะครับว่า สังศิตโพลจะเป็นไปได้ไหม และหลังเลือกตั้งเจ้าของโพลจะยืนอยู่ตรงจุดไหน

แต่การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รวมทั้งผมก็มาจากฐานคะแนนแบบเก่าที่มีบัตรเลือกตั้ง 2ใบซึ่งอาจจะผิดสังศิตโพลอาจจะถูกก็ได้ ต้องเข้าใจนะครับว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ2540เป็นต้นมาเราเริ่มมีระบบบัญชีรายชื่อ แต่เรามีบัตรเลือกตั้ง 2ใบ เลือกคนในเขตหนึ่ง และเลือกพรรคที่ชอบใบหนึ่ง การเลือกตั้งแบบนั้นง่ายมากเลยครับที่จะทำให้คนที่ลังเลสามารถ “คบซ้อน”ได้ คือ เลือกพรรคที่ชอบอาจจะอยู่พรรคหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นคนที่เราพึ่งพาได้ แต่ลงคะแนนให้พรรคที่ชอบในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะชอบหัวหน้าพรรคพรรคนี้

ส่วนกติกาครั้งนี้เปลี่ยนไปแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เห็นนักวิชาการเล่าว่าในโลกนี้มีใช้ในรัฐเล็กๆรัฐหนึ่งของเยอรมันเท่านั้น คือ เอาคะแนนจากทุกคะแนนของผู้สมัครระบบเขตมารวมกันแล้วคำนวณเป็นบัญชีรายชื่อ ระบบเขตมี350เขต350คน แล้วบัญชีรายชื่ออีก 150 คน

ระบบแบบนี้จึงทำให้เกิดพรรคการเมืองมากแล้วผู้สมัครมากกว่าเดิมเกือบ3เท่า คือรวมกันกว่าหมื่นคน เพราะทุกพรรคต้องการเอาคะแนนทุกเขตมารวมกันเพื่อหวังเก้าอี้บัญชีรายชื่อ เช่นถ้าสามารถส่งครบ 350 เขต เขาคำนวณกันออกมาว่าได้ประมาณ เขตละแค่200กว่าคะแนน บัญชีรายชื่ออันดับ1ก็มีโอกาสเป็นส.ส.สูงมาก แต่ปัญหาคือ ถ้าจะส่งสมัครในเขตเลือกตั้งไหนกฎหมายบังคับต้องมีสมาชิกครบ100คนในเขตเลือกตั้งนั้นด้วย

และบางพรรคอาจไม่ได้ส.ส.ระบบเขตเลยสักเขต แต่อาจได้ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก ให้จับตาพรรคอนาคตใหม่ในประเด็นนี้

ระบบนี้จึงเกิดการล่าสมาชิกกันจ้าละหวั่นทำให้เกิดข่าวว่ามีสมาชิกซ้ำกันมาก และมีผู้สมัครมากเพราะใครที่พอมีฐานคะแนนหรืออาสาลงไม่เลือกพรรคก็ได้เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.กันเป็นแถวบางคนมีรายรับเข้ากระเป๋าด้วย อบต. ส.ท. ส.จ. ล้วนแล้วแต่มีค่าตัวที่สูงตามลำดับชั้นรวมไปถึงเครือญาติของคนเหล่านี้ด้วย

แต่เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียวที่ตัดสิทธิ์ “คบซ้อน” นี้เอง ที่อาจทำให้เกิดการแปรเปลี่ยนไป เพราะครั้งนี้ “รักพรรคไหน”ต้องตัดใจเลือกพรรคนั้น จะคิดว่า แบบเลือกเพราะคนที่ชอบหรือเลือกพรรคที่ชอบ ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

น่าคิดว่า คนจะตัดสินใจเลือกจากอะไร ส.ส.ในเขตที่คุ้นเคยแม้จะย้ายพรรคไปแล้ว หรือเลือกพรรคที่ชอบ หรือเลือกเพราะชอบบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคนี้

รักเดียวใจเดียวแบ่งปันไม่ได้ โลเลไม่ได้ ต้องตัดใจให้ขาด

ผมยกตัวอย่าง บุรีรัมย์ อีกครั้ง การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเรารู้ว่านี่เป็นเนวินบุรี ของนายเนวิน ชิดชอบ ที่วันนี้สลัดภาพเก่าในอดีตที่เป็นนักการเมืองยี้ ที่คนเคยเรียกว่า ยี่ห้อยร้อยยี่สิบ มาเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ในการมุ่งพัฒนาจังหวัดในทุกด้าน จนเป็นไอดอลของคนจำนวนมาก

ผมเสียดายแทนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าเนวินลงมานำภูมิใจไทยเองอาจจะเกิดกระแสยิ่งกว่าธนาธรก็ได้ เพราะนโยบายหลายอย่างโดนใจ

การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส. 8 ที่นั่ง เหลือให้พรรคเพื่อไทยที่นั่งเดียวจากจำนวน 9 ที่นั่ง แต่ทราบไหมครับว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นของบุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนบัญชีรายชื่อทั้งจังหวัด 329,568 คะแนน พรรคภูมิใจไทยได้ 226,741 คะแนน ต่างกันเป็นแสนคะแนน

การเลือกตั้งครั้งก่อน มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกคนกับพรรค รักเนวินลงคะแนนให้ ส.ส.เขต แต่รักทักษิณด้วยลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยซึ่งชนะภูมิใจไทยในระบบบัญชีรายชื่อกว่าแสนคะแนน

แต่เลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรใบเดียวรักทางไหนต้องลงให้ทางนั้นทางเดียว แบ่งปันความรักไม่ได้ น่าคิดว่าคนบุรีรัมย์จะตัดสินใจอย่างไร

หรืออย่าง สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาได้ส.ส.เขต4คน เพื่อไทยได้ 1 คน แต่เพื่อไทยได้บัญชีรายชื่อ 190,140 คะแนน พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 174,837 คะแนน จะเห็นว่า รักบรรหารนะเลือกเขตพรรคบรรหาร แต่รักพรรคเพื่อไทยมากกว่า

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ลงคะแนนจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว น่าคิดว่า พฤติกรรมของผู้ลงคะแนนจะเป็นอย่างไร และจะส่งต่อการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร

โดยสถิติและวิธีคิดจากระบบเลือกตั้งแบบเก่าต้องยอมรับนะครับว่า ฝั่งระบอบทักษิณยังเป็นต่อ

บางคนบอกว่า เดี๋ยวจะมีการยุบพรรคบางพรรคเช่นพรรคไทยรักษาชาติ พรรคนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บคะแนนในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่มีโอกาสได้รับการเลือกตั้ง โดยเอาตัวเด่นของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีพื้นที่ลงมาลงบัญชีรายชื่อพรรคนี้ แน่นอนว่า 150เขตที่ไทยรักษาชาติส่งนั้นพรรคไม่หวังเก้าอี้เขตอยู่แล้ว แต่หวังเพียงคะแนนไม่ตกน้ำมารวมกัน ถ้าถูกยุบก่อนเลือกตั้งคะแนนไม่ตกน้ำก็จะไม่ไหลไปฝั่งตรงข้าม แม้เพื่อไทยไม่ส่งลงส่วนใหญ่ใน150เขตคะแนนก็จะไหลไปฝั่งเดียวกันที่ถูกเซ็ตขึ้นมาใหม่อาจเป็นอนาคตใหม่หรือเพื่อชาติ

แต่ถ้ายุบหลังประกาศผลเลือกตั้งก็จะไม่มีประโยชน์เพราะคนที่ได้ประกาศชื่อเป็นส.ส.แล้วจะสามารถย้ายพรรคได้ถ้าพรรคที่สังกัดถูกยุบ นอกจากกรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ์

แม้เราจะมี “โลกสองใบ”อยู่ในหัว แต่ก็ต้องตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะรักใคร ที่แอบ”คบซ้อน” เอาไว้จะเก็บไว้ทั้งสองคนก็ไม่ได้

น่าสนใจมากครับแม้ว่าสถิติมวลชนฝั่งระบอบทักษิณในหีบเลือกตั้งที่มีปริมาณมากกว่าและชนะมาตลอดจะแปรเปลี่ยนไปไหม ด้วยรัฐธรรมนูญที่ดีไซน์ไว้เพื่อพวกเรา

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...