xs
xsm
sm
md
lg

คาบสมุทรเกาหลีที่ไม่เหมือนเดิม (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


สำหรับผู้ที่มีส่วนสร้างแรงกระตุ้น แรงจูงใจในการทำให้ “การพัฒนาเศรษฐกิจ” ในคาบสมุทรเกาหลีนั้น กลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าความหวาดระแวง ความตึงเครียด อย่างที่เคยมีมาตั้งแต่ “ยุคสงครามเย็น” ก็น่าจะเป็นผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” นั่นเอง อาจเพราะแม้จะเป็นประเทศที่มี “ขนาด” ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวรัสเซียโดยส่วนใหญ่ หรือเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ดันไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่แถบยุโรปซะเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ด้านที่อยู่ในเอเชีย ซึ่งมีเนื้อที่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศนั้น กลับมีบรรดาชาวรัสเซียอาศัยอยู่เพียงแค่ 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง...

การที่มีผู้คนอยู่หะรอมหะแรมในพื้นที่ด้านนี้ มันจึงทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปแบบติดๆ ขัดๆ มาโดยตลอด และเมื่อไม่ต้องมีเรื่องของ “คอมมิวนิสต์” เรื่องของ “ทุนนิยม” เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายนัก เนื่องจากโลกทั้งโลกมันได้กลายเป็นทุนนิยมกันไปหมดแล้ว “ความมั่นคงในแง่เศรษฐกิจ” จึงอาจมีความสำคัญยิ่งไปกว่า “ความมั่นคงในแง่การทหาร” หลายต่อหลายเท่า การหาทางยกระดับการค้าๆ ขายๆ กับบรรดาประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ๆ โตๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยอาศัยเกาหลีเหนือนี่แหละเป็นสะพานเชื่อม และโดยที่รัสเซียนั้นออกจะเข้ากันได้กับทุกๆ ฝ่าย จึงทำให้เกิดเค้าโครงทางเศรษฐกิจจำนวนมากมาย เกิดการรวมตัวของชุมชนทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นกลุ่มประเทศ “EEU” (Eurasian Economic Union) เกิดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีระหว่างเกาหลีใต้กับ “EEU” ไปจนถึงโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย ระหว่างรัสเซีย-เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ไปจนถึงการสร้างวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในเวที “Eastern Economic Forum” โดยมีกรุงวลาดิวอสต็อกเป็นศูนย์กลาง ฯลฯ....

บรรดาเค้าโครงทางเศรษฐกิจเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรยากาศของ “สันติภาพ” ในคาบสมุทรเกาหลี มันจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าการขู่กันไปขู่กันมา ด่ากันไปด่ากันมา การงัดบ้องข้าวหลามยักษ์มายิงข้ามหัวใครต่อใครไปเป็นระยะๆ หรือกลายเป็นตัวเชื่อมโยงผลประโยชน์ของประเทศต่างๆ ให้เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องต้องกันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังสอดประสานกับโครงการเศรษฐกิจอันสุดแสนทะยานของมหาอำนาจรายใหม่อย่างจีน ที่ถือเป็น “โครงการเปลี่ยนโลก” อย่างโครงการ “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” หรือที่เรียกๆ กันว่า “Belt and Road” นั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง...ก็เลยออกไปทางเรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนจีนและโรงเรียนรัสเซียยิ่งเข้าไปทุกที...

การประกาศยกระดับความร่วมมือโครงการเศรษฐกิจ 9 ระบบ ของประธานาธิบดี “มุน แจอิน” แห่งเกาหลีใต้ ระหว่างการเดินทางไปเยือนรัสเซียเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางท่อแก๊ส การสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างรัสเซียผ่านเกาหลีเหนือไปยังเกาหลีใต้ การร่วมพัฒนาท่าเรือ แจกจ่ายกระแสไฟฟ้าราคาถูก การร่วมพัฒนาการเดินเรือในเขตอาร์กติก การประมง เกษตร พัฒนาอู่ต่อเรือ ไปจนการเพิ่มตำแหน่งงานภายในแต่ละประเทศ สิ่งเหล่านี้...ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยบรรยากาศแห่ง “สันติภาพ” ไปด้วยกันทั้งสิ้น และนั่นเอง...ที่ทำให้กระทั่งผู้ที่คิดเสนอ “ทรัมป์บ้า” ชิงรางวัลโนเบลเพื่อสันติภาพ อย่างนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น “นายชินโสะ อาเบะ” ยังหนีไม่พ้นต้องเทียวไป-เทียวมา ระหว่างจีนและรัสเซีย หรือต้องยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี และเพื่อไม่ให้ “ตกขบวนรถไฟ” ก็เลยถึงขั้นประกาศพร้อมพบปะ เจอหน้า เจอตา ผู้นำเกาหลีเหนือ อย่าง “คิมน้อย” เมื่อไหร่ก็ย่อมได้...

พูดง่ายๆ ว่า...ด้วยเหตุเพราะบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อฉากสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นจีน-รัสเซีย-เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ และญี่ปุ่น ต่างพร้อมที่จะไหลไปในแนว “สันติภาพ” กันไปเป็นรายๆ การแสวงหา “ผลประโยชน์จากความขัดแย้ง” อันเป็นยุทธศาสตร์เดิมๆ ของคุณพ่ออเมริกา มันจึงเป็นไปได้ยากเย็นเต็มที หรือเป็นไปแบบไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ไม่คุ้มกับต้นทุน อะไรทำนองนั้น ยิ่งเป็นนักธุรกิจแบบ “ทรัมป์บ้า” ด้วยแล้ว แค่การ “ซ้อมรบประจำปี” ระหว่างอเมริกากับเกาหลีใต้ ก็ออกจะเป็นอะไรที่เปลืองเงิน เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ สู้หันมา “คว้ากล่อง” หรือหันมาแทงหวยกะจะคว้ารางวัล “โนเบลเพื่อสันติภาพ” ตามแรงปรารถนาส่วนตัว ไปตามเรื่อง ตามราว...

แต่ก็นั่นแหละ...ความเป็นไปของกระบวนการสันติภาพนั้น มันคงไม่อาจอุบัติขึ้นมาได้แบบปุ๊บๆ ปั๊บๆ แบบเปิดปุ๊บติดปั๊บแต่อย่างใด การพบปะเจรจารอบใหม่ หรือรอบสองระหว่าง “คิมน้อย” กับ “ทรัมป์บ้า” นั้น อาจไม่ไปไกลถึงขั้นเกิดการยกเลิกการแซงชั่นเกาหลีเหนือแบบฉับพลัน-ทันที หรือเกิดการรื้อโรงงานอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือแบบไม่เหลือเศษ เหลือซาก แต่ไม่ว่าผลสรุปมันจะออกมาในแนวไหน รูปใด แบบใด ก็แล้วแต่ โอกาสที่ฉากสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี จะย้อนกลับไปสู่บรรยากาศเดิมๆ แบบต้องด่ากันวันละ 3 เวลาหลังอาหาร หรือแบบงัดบ้องข้าวหลามยักษ์มายิงข่มขวัญกันและกันนั้น มันคงไม่น่าจะหวนกลับไปสู่จุดเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว...

ด้วยเหตุเพราะโลกยุคนี้...มันอาจเป็นโลกแบบที่ผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” ท่านอรรถาธิบายเอาไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เมือง “Sochi” ระหว่างการประชุมผู้นำรัสเซีย-ตุรกี-และอิหร่านนั่นแหละว่า เป็นโลกที่ “ไม่มีประเทศใดที่สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง” (No country can be truly independent these day) เพราะ “โลกสมัยใหม่นั้น...เป็นโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน” (The modern world is the world of Interdependency) หรือถ้าหากไม่คิดจะอาศัยความร่วมมือ อาศัยการพึ่งพาซึ่งกันและกันแล้ว มีแต่หนีไม่พ้นต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ การควบคุม บงการ โดยผู้ที่พยายามสถาปนาตัวเองเป็นจ้าวโลก หรือประมุขโลก อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย...

ดังนั้น...การที่บรรยากาศในคาบสมุทรเกาหลี กำลังมีแนวโน้มเป็นไปในทาง “สันติภาพ” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการหลุดพ้นไปจากวงจรของการควบคุม บังคับ การกดขี่ จากผู้ที่หวังจะเป็นจ้าวโลก เป็นประมุขโลก แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ที่อาจพลิกโลก เปลี่ยนโลก ให้เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทุกประเทศ ซึ่งต้องการจะหลุดพ้นไปจากวงจรเดิมๆ จาก “เผด็จการดอลลาร์” หรือจากผู้ที่ต้องการจะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นไปตามความปรารถนา ความต้องการของตัวเอง มาโดยตลอด...


กำลังโหลดความคิดเห็น...