xs
xsm
sm
md
lg

คุณสมบัติประยุทธ์จากปากวิษณุ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


ผมเคยถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลในชั้นเรียนหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง ที่สถาบันพระปกเกล้าว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย ในความหมายที่เป็นข้อต้องห้ามในฐานะ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” หรือไม่

ผมถือว่าความเห็นนั้นเป็นความเห็นในชั้นเรียนทางวิชาการ นายวิษณุในฐานะนักกฎหมายมือเอกก็อธิบายยืดยาวพอสมควร ผมจำถ้อยคำไม่ได้ทั้งหมดเลยไม่อยากจะยกมา แต่โดยสรุปท่านชี้เปรี้ยงว่า หัวหน้า คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

แต่เสียดายท่านมีเวลาน้อยไม่ได้อธิบายว่า ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐแล้ว คสช.มีฐานะเป็นอะไร จึงสามารถออกคำสั่งหน่วยงานของรัฐได้ทุกหน่วย หรือว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง วันนั้นท่านบอกว่าท่านเห็นอย่างนี้ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ใจผมนั้นไม่เห็นด้วยแต่ท่านไม่มีเวลาให้ซักถามข้อข้องใจแล้ว

ผมถือว่าท่านแสดงความเห็นในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมาย แสดงความเห็นทางกฎหมายของท่านให้นักศึกษาในชั้นเรียนฟัง แม้ท่านจะชี้แต่บอกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ

แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายวิษณุได้พูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย

โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงคุณสมบัติพล.อ.ประยุทธ์ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช.จะถือว่าขัดต่อการเป็นแคนดิเดตนายกฯ รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า หัวหน้า คสช.ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนิยาม ม. 98 ของรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่รับเงินเดือนของรัฐไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตราดังกล่าว และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 57 ว่า คสช.ไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสถานะเป็นองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญ

ผมพยายามหาคำวินิจฉัยที่นายวิษณุอ้างถึงของ ป.ป.ช.แต่ยังหาไม่พบ เท่าที่พบข่าวเมื่อปี 2557 คือคำสัมภาษณ์ของเลขาธิการ ป.ป.ช.ตอนนั้น และประธาน ป.ป.ช.ด้วยถ้อยคำดังนี้

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า คสช.พร้อมแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดว่า คสช.จะต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จึงขึ้นอยู่กับเจ้าตัว หากต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อ ป.ป.ช.สามารถทำได้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องยื่น แต่กรณีนี้เมื่อมีการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ แล้วคงจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐตำแหน่งใดบ้างที่จะต้องยื่น และที่จะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า คสช.จะต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ หรือไม่นั้น ต้องไปพิจารณาดูก่อน เพราะถ้ายึดตามหลักกฎหมายและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ได้กำหนดให้ คสช.จะต้องยื่น ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาในส่วนที่มีเหตุผลรองรับ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุเอาไว้ แต่ถ้า คสช.คนไหนได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ และเปิดเผยต่อสาธารณชนตามปกติ

ถ้านี่หมายถึงข้ออ้างว่า คสช.ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ป.ป.ช.บอกเพียงว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่น ซึ่งแน่นอนละครับ เพราะตอนที่เขียนกฎหมายนั้นไม่ได้มีหน่วยงานนี้ขึ้นมา

ในการบรรยายในชั้นเรียนของนายวิษณุนั้น ผมเก็บความข้องใจในชั้นเรียนกลับมาบ้านแล้วไปค้นเจอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในประเด็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”ได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วตามที่ กกต.เคยยื่นคำร้องไปดังนี้

คำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เป็นคำทั่วไป จึงต้องตีความโดยให้มีความหมายคล้ายคลึงกันหรือในแนวเดียวกับคำว่า “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น” ดังนั้น คำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย

2. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ

3. อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ

4. มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ชี้ไว้ดังนี้

มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย และปฏิบัติงานประจำ แต่การใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยคณะบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แต่ละคนไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการได้ ด้วยตนเองโดยลำพัง เพราะกฎหมายให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แม้จะอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายก็ตาม

ซึ่งเราจะพบว่า มีคำสั่งที่ออกโดยคณะ คสช.และคำสั่งที่ออกโดยหัวหน้า คสช. จะเห็นได้ว่า สามารถใช้อำนาจแยกจากกันได้ ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งเป็นคณะบุคคลแต่อย่างใด แต่การวินิจฉัยครั้งนั้น กกต.ยื่นถามถึงตำแหน่งต่างๆ ที่ระบุหน่วยงานหลายหน่วยงานและศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า เข้าคุณสมบัติของรัฐตามคำวินิจฉัยที่ยกมาเพียงหน่วยงานเดียว

ผมไม่กล้าฟันธงนะครับว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวินิจฉัยเฉพาะองค์กรที่ กกต.ระบุไว้ในคำยื่นให้ศาลวินิจฉัย เพราะนั่นจะนำความเห็นนี้มาเป็นบรรทัดฐานสำหรับตำแหน่งหัวหน้า คสช.ทันทีไม่ได้

และแม้ว่า นายวิษณุจะเป็นกูรูกฎหมายคนสำคัญของประเทศนี้ ความเห็นของนายวิษณุก็ไม่สามารถชี้ขาดข้อสงสัยในประเด็นนี้ได้ แล้วตอนนั้นเราทราบว่า ป.ป.ช.เองก็อยู่ในสถานะที่ไม่ได้อิสระนัก เพราะยังไม่ชัดเจนว่า จะถูกเปลี่ยนสถานภาพหรือไม่ แล้วต่อมาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ก็ไปยกเว้นคุณสมบัติของ ป.ป.ช.ที่เป็นข้อต้องห้ามให้ดำรงตำแหน่งต่อไป และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดคุณสมบัติโดยอ้างมาตรา 273 ที่ว่า และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว

กลายเป็นว่า เขียนกฎหมายลูกให้งดเว้นรัฐธรรมนูญได้ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ที่นายวิษณุออกมาการันตีว่าไม่ขัดนั้น มีผู้ไปยื่นคำร้องต่อ กกต.ไว้แล้ว กกต.มีอำนาจโดยชอบที่จะวินิจฉัยว่า ไม่ยื่นคำร้องเพราะไม่ขัดต่อกฎหมายอย่างไรก็ชี้แจงออกมาได้ แต่เมื่อนายวิษณุชี้นำเช่นนี้แล้ว กกต.ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะจะกลายเป็นถูกครอบงำถ้าไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนพอ

ถ้า กกต.จะหน่วงเวลาเอาไว้ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่า ยังวินิจฉัยไม่ได้เพราะเหตุใด

แต่ถ้าถามผมคิดว่า ควรจะส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเหมือนกับที่ กกต.เคยยื่นให้วินิจฉัยตำแหน่งอื่นมาแล้วนั่นเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...