xs
xsm
sm
md
lg

ว่าด้วย...งบประมาณทางทหาร

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐอเมริกา
ปิดท้ายสัปดาห์นี้...เพื่อให้พอเข้าๆ กันได้กับบรรยากาศ “การหาเสียงเลือกตั้ง” ในบ้านเรา โดยเฉพาะเมื่อพรีเซนเตอร์ หรือพริตตี้แห่งร้านขนมจีนโคราช (ร้านยายเป้ากระเด้าหม้อ) คุณเจ๊ “สุดาหน่อย” ประธานยุทธศาสตร์แห่งพรรค “เผาไทย” เขาได้ออกมากระฉูดไอเดีย เสนอจะตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหมกันถึงระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเมื่อไหร่ เลยคงต้องขออนุญาตชวนไปสำรวจ ตรวจสอบงบประมาณทางทหารของใครต่อใครใน “โลกกว้าง” กันดูมั่ง...

คืออันดับแรก...ก็คงต้องยอมรับนั่นแหละว่า ในโลกที่ต่างฝ่ายต่างใกล้ๆ จะงัด “บ้องข้าวหลามยักษ์” งัดจรวด ขีปนาวุธ และอะไรต่อมิอะไรมาสาดใส่กันและกันเข้าไปทุกที ต้องถือเป็นโลกที่นับวันจะ “อันตราย” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แถมเป็นโลกที่แทบไม่เหลือ “พื้นที่เป็นกลาง” ให้ใครต่อใครได้ยืนหยัด ได้แทงกั๊กกันอีกต่อไป ไม่ว่าประเทศใหญ่ ประเทศเล็กประเทศน้อย ต่างถูกกดดัน บีบบังคับให้ต้องตัดสินใจ “เลือกข้าง” อย่างชนิดแทบมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย โดยสีสันบรรยากาศที่มันออกไปในลักษณะนี้นี่เอง จึงทำให้แทบไม่น่าแปลกใจ...ว่าเหตุใด??? องค์กรเพื่อสันติภาพระดับโลก อย่างองค์กร “Stockholm International Peace Research Institute” เขาถึงได้ออกมาเน้นย้ำ มาชี้แจง แถลงข่าว เปิดตัวเลขสถิติที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วเป็นปีๆ ถึงแนวโน้มการ “เพิ่มงบประมาณทางทหาร” ของประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ที่นับวันจะออกไปทาง “มีแต่เพิ่ม...กับ...เพิ่ม” จนกลายเป็นตัวเลข สถิติที่สูงซะยิ่งกว่าช่วงสูงสุดของยุค “สงครามเย็น” ไปแล้วก็ว่าได้...

และผู้ที่มุ่งแต่จะ “เพิ่มกับเพิ่ม” ทั้งๆ ที่งบประมาณทางทหารของตัวเองสูงกว่าใครต่อใครในโลกนี้มาโดยตลอด ก็คงหนีไม่พ้นไปจากประเทศ “แม่แบบประชาธิปไตย” ของบรรดานักประชาธิปไตยทั้งหลายในบ้านเรา อย่างคุณพ่ออเมริกานั่นเอง คือพูดง่ายๆ ว่า...งบประมาณทางทหารของอเมริกาจำนวนประมาณ 647,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณเกือบ 200 ล้านล้านบาทในปีนี้นั้น แม้จะเอางบประมาณทางทหารของประเทศยักษ์ๆอันดับรองๆ ลงไปอีกถึง 9 อันดับ มาบวกรวมกันแล้ว ยังทิ้งห่างจากงบประมาณทางทหารของคุณพ่ออเมริกาอยู่อีกหลายช่วงตัว ขนาดมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนที่ตามมาเป็นอันดับสอง ยังใช้งบฯ ทางทหารเพียงแค่ 151,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง คุณน้ารัสเซียที่หล่นไปอยู่อันดับหก ก็มีงบฯ ทางทหารอยู่แค่ 47,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนเศรษฐีน้ำมันซาอุฯ ที่อยู่ในอันดับสาม ก็แค่ 56,725 ล้านดอลลาร์ อันดับสี่อย่างอังกฤษ 50,000 ล้านดอลลาร์ อันดับห้าอินตะระเดีย 47,000 ล้านดอลลาร์ อันดับเจ็ดเยอรมนี 45,200 ล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับแปดญี่ปุ่น อันดับเก้าฝรั่งเศสและอันดับสิบเกาหลีใต้ ก็แค่ระดับหลักหมื่นล้านไล่เรียงกันไปตามลำดับเมื่อรวมแล้วทั้ง 9 ประเทศ...อยู่ราวๆ 580,000 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่างบทางทหารของคุณพ่ออเมริกาประเทศเดียว เกือบแสนๆ ล้านดอลลาร์...

ยิ่งกว่านั้น...ถ้าหากลองไปเทียบสัดส่วนงบประมาณทางทหารกับงบฯ ด้านอื่นๆ ไม่ว่าสวัสดิการสังคม, สุขภาพ, การศึกษา ฯลฯ นักประชาธิปไตยแม่แบบอย่างคุณพ่ออเมริกา ท่านกลับหันมาเจียดงบฯ ให้กับค่าใช้จ่ายทางทหารสูงถึง 54 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่งบฯ สวัสดิการสังคมและช่วยเหลือผู้ตกงาน ว่างงาน ให้พอ “กระเป๋าตุง” ขึ้นมาได้มั่ง กลับมีจำนวนอยู่เพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณเท่านั้นเอง ส่วนงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพของผู้คน ก็เหลืออยู่เพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เท่ากับงบประมาณด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ของผู้คน มันเลยถึงได้เกิดภาวะ... “ด้วยเหตุเพราะประเทศนี้มันมีกรรม-จึงได้ทรัมป์มาเป็นนายขายหน้าเอย” ตามที่อาจารย์ “ปราโมทย์ นาครทรรพ” อภิมหานักวิชาการบ้านเรา ท่านได้เคยรจนาเอาไว้เป็นบทกลอนนั่นแล...

ส่วนประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลายนั้น...แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร แต่ตัวเลขการใช้จ่ายงบประมาณในด้านนี้ ก็ไม่ได้ถึงกับน่าเกลียด น่าชังมากมายสักเท่าไหร่ คือยังอยู่ในอันดับ 37 โน่นเลย ระดับใกล้ๆ กับประเทศชิลี, เบลเยียม, คูเวต อะไรประมาณนั้น คือมีงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายในทางทหารอยู่เพียงแค่ 5,390 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีเนื้อที่แค่ประมาณ “แมวดิ้นตาย” อย่างสิงคโปร์ ที่สูงขึ้นไปถึงอันดับ 24 สามารถควักกระเป๋าเอามาใช้จ่ายเป็นงบประมาณทางทหารได้ถึง 9,700 ล้านดอลลาร์ หรือยังต่ำกว่าประเทศหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซีย ที่อยู่ในอันดับ 30 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางทหารสูงถึง 6,900 ล้านดอลลาร์...

อีกทั้งถ้านำไปเทียบกับตัวเลขจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เพื่อพอให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ระหว่าง “รั้วบ้าน” กับ “ภายในบ้าน” มันมีลักษณะสมดุล โอเวอร์-ไม่โอเวอร์กันหรือไม่ เพียงใด ค่าใช้จ่ายทางทหารประมาณปีละ 5,000 ล้านดอลาร์ของประเทศไทย ก็อยู่ในระดับประมาณแค่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขจีดีพีเท่านั้นเอง ไม่ได้ออกไปทางบ้าทหาร คลั่งทหาร ไม่ได้ถึงกับเลียร์ท็อปบูต เลียร์เผด็จการ เหมือนประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอย่างคุณพ่ออเมริกา ที่ค่าใช้จ่ายทางทหารยังเขยิบขึ้นไปถึง 3.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบสัดส่วนกับตัวเลขจีดีพี จนทำให้ประเทศตัวเอง...ได้ชื่อว่า “เครื่องจักรกลแห่งการสังหาร” ไปพร้อมๆ กับความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งความพยายามที่จะบีบบังคับให้ใครต่อใครต้องเป็นเหมือนตัวเองมาโดยตลอด...

และสัดส่วนค่าใช้จ่ายทางทหารของประเทศไทย ก็เพียงแค่ 6.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณทั้งหมด ไม่ได้ปาเข้าไปถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ จนส่งผลให้ประเทศต้อง “มีกรรม” ต้อง “ได้ทรัมป์มาเป็นนายขายหน้าเอย” อย่างบรรดาอเมริกันชนในทุกวันนี้ แต่ก็นั่นแหละ...บางครั้ง บางครา ด้วยเหตุเพราะ “ความเป็นประชาธิปไตย” ที่เกิดการจากการลอกเลียนแบบใครต่อใครมาเป็นดุ้นๆ ด้ามๆ ไม่ได้สนใจถึงความสอดคล้อง ต้องกันต่อลักษณะพิเศษของโครงสร้างทางสังคมนั่นเอง ก็เลยมีอันต้อง “ชดใช้กรรม” กันไปบ้างในบางช่วง บางระยะ ต้องได้ “นาย” ที่ออกไปทางประเภท “นารีขี่ม้าขาว” หรือ “นายใหญ่” ชนิดเล่นเอาแทบ “เจ๊ง” กันไปทั้งประเทศ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ...ที่ยังมี “ทหาร” บางกลุ่ม บางราย เข้ามาช่วยกอบกู้สภาพให้พอฟื้นๆ พอกระเตื้องๆ ขึ้นมาได้มั่ง แม้ว่าโดยขีดความสามารถหรือโดยคุณลักษณะของ “ความเป็นทหาร” ที่ถนัดไปในแนว “ถือปืน-แบกปูน-ไปโบกตึก” ซะเป็นหลักใหญ่ ยังไม่สามารถทำให้ “แผ่นดินอันงดงาม” ฟื้นกลับคืนขึ้นมาได้ตาม “สัญญา” ที่เคยให้ๆ เอาไว้ก็ตาม แต่อย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยๆ ให้ไม่ถึงกับต้อง “หนักแผ่นดิน” จนเกินไปนั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...