xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตรอบใหม่เกิดจาก “การเสียของ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

"โสภณ องค์การณ์"

มองดูความเป็นไปในบ้านเมือง วาระนี้ สถานการณ์อย่างนี้ การเดินหน้าเลือกตั้ง น่าจะไม่ใช่ทางออกที่ดี ยิ่งถ้าให้คณะกุมอำนาจรัฐปัจจุบันมีเหตุต้องได้อยู่ต่อ ก็ยิ่งทำให้โครงสร้างผุกร่อนในภาคการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตรอบใหม่

บรรยากาศของความขัดแย้ง หลังจากถูกกดไว้ภายไต้กฎหมายพิเศษ และอำนาจจากการรัฐประหาร เริ่มปะทุขึ้นอีกรอบ แม้จะเป็นเพียงระอุคุกรุ่นในใจ ความรู้สึกปฏิปักษ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ยังมีอยู่ สะท้อนจากศึกเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ

ภายใต้ความสงบพรางตา ตามคำอ้างของผู้ใหญ่ผู้โตกุมอำนาจ วิกฤตแฝงเร้นที่รอการกระตุ้นจากการสูญเสียโอกาสแสวงหาอำนาจ จะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยมีประเด็นปัญหาปากท้อง ความยากจน การทุจริตคอร์รัปชั่นเรื้อรังเป็นตัวเร่ง

กลุ่มแกนนำพันธมิตร 6 คน เดินเข้าคุก โดยการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นคดีการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ลากยาวมาตั้งแต่การขัดแย้ง เคลื่อนไปช้าๆ นิ่งๆ ในยุคเชื่อมต่อสู่ยุคนักรัฐประหารกุมอำนาจ ไม่ใช่บรรยากาศหรือผลพวงของความปรองดอง

เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมโดยแก่นแท้สมบูรณ์หรือไม่ คงไม่ใช่ประเด็นแล้ว! หรือจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีมูลเหตุพิเศษอย่างไร ไม่มีใครรู้ เป็นเพียงว่าจำเลยยอมรับคำพิพากษา เดินเข้าคุก ไม่หนีไปต่างประเทศแล้วก่อปัญหาให้บ้านเมืองดังที่เป็นอยู่

คนหนีคุกซึ่งเป็นตัวปัญหาการเมืองยังมุ่งหาทางชิงอำนาจคืน พยายามทุกวิธี ถึงขั้นสร้างวิกฤต เกี่ยวโยงสถาบันสูงสุด ผู้กุมอำนาจไม่มีท่าทีรับผิดชอบ โดยไม่ใส่ใจติดตามตัวมาดำเนินคดี เจ้าหน้าที่เห็นหมายจับคนหนีคุก หมายศาล ไร้ความหมาย

ความล้มเหลวของคณะรัฐประหารกุมอำนาจ การเสียของอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะไม่ปฏิรูปอย่างที่ควรจะทำ การขาดความสำนึกในการรับผิดชอบบ้านเมือง ทำให้ความผิดปกติที่ถูกกวาดไว้ใต้เสื่อ ได้ปรากฏให้เห็นเมื่อถึงวาระต่อสู้ชิงอำนาจรอบใหม่

ความพยายามของคนหนีคุกกล้าทำทุกอย่าง ทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าเป็นจริง ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อผิดท่าเสียจังหวะ ยังประกาศว่า “ชีวิตต้องเดินต่อไป...” จะยังต่อสู้ ไม่เลิกรา อะไรจะเกิดกับประเทศก็ไม่ใส่ใจเพราะตัวเองก็ไม่ได้อยู่นานกว่า 12 ปี

ความอหังการ ยังสะท้อนให้เห็นในกลุ่มการเมืองตัวแทนของคนหนีคุก เมื่อเกี่ยวโยงสถาบันไม่คำนึงถึงความควรไม่ควร จนเกิดวิกฤตช็อกประเทศ หลังจากหายไป 3-4 วัน ไม่มีใครรู้ ไม่มีคำอธิบาย ก็โผล่หน้าออกมาเจื้อยแจ้ว ไม่ขอโทษ ไม่รู้สึกว่าได้ทำผิด

ท่าทางไม่แยแสกับปัญหา ทำให้สังคมไทยมองด้วยความสงสัยว่าเครือข่ายคนหนีคุกมีดี มีตัวช่วยอะไร จึงดูไม่เดือดร้อน เหมือนไม่มีอะไรร้ายแรง ช่วงที่หายตัวไปคงใช้เวลาตั้งหลัก วางแผนสู้ให้รอดพ้นโทษ รับการติวเข้มจากนักกฎหมายและเจ้าของพรรค

เมื่อตัวการอยู่ต่างประเทศประกาศสู้ต่อไป ทำให้เครือข่ายตัวแทนสมุนบริวาร แสดงออกชัดว่าจะไม่ก้มหัวยอมรับสภาพและโทษทัณฑ์ง่ายๆ ยอมเพียงยกมือไหว้ท่วมหัว หลบความเกรี้ยวกราดของผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน แต่สายตา คอไม่ตก หน้ายิ้มระรื่น

คำพูดของหัวหน้าพรรค ท่าทีของแกนนำในวัยละอ่อนการเมือง ยังไม่สำนึกถึงความมิบังควร ความไม่เหมาะสม เถียงเสียงแข็ง อ้างสิทธิขอรวบรวมหลักฐานสู้คดี มีทนายความอดีตคนติดคุกเป็นกุนซือ ส่งสัญญาณให้ กกต. ได้รับรู้ว่า “ไม่ยอมง่ายๆ”

โต้แย้งด้วยมาดมั่นว่าการยุบพรรคจะกระทำฝ่ายเดียวมิได้ ต้องยึดหลักสากลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่เช่นนั้นจะกระทบสมาชิกพรรค ทั้งๆ ที่คนทั้งประเทศมองว่าพฤติกรรมของบริวารคนหนีคุก ไม่คิดก่อนทำ ดูกฎหมาย หรือประเมินแล้ว ยังกล้าทำ

ความผยองสะท้อนให้เห็นถึงความกล้ากระทำในสิ่งมิบังควร น่าจะมีฐานหนุนดี โดยคนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะคิดกำเริบเสิบสานอย่างนี้ ยกเว้นกลุ่มซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” ใช้การแสดงออกเป็นฉากบังหน้าแผนซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่สถาบัน

แผนแยบยล มุ่งประสงค์ร้ายต่อสถาบัน เสแสร้งยกย่องบุคคลในสถาบันหรือไม่?เมื่อเล่นเกมแรง มีผลสะท้อนกระทบแรง พรรคก็ต้องเผชิญการตัดสินชะตากรรมโดย กกต. ซึ่งได้มีมติ 7-0 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าสมควรถูกยุบพรรคหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ รับคำร้องยุบพรรคไว้พิจารณา และได้นัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธ 27 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.30 น. นี่ถือว่าเป็นสัญญาณร้าย

มาถึงจุดนี้ กลุ่มสมุนคนหนีคุกคงประเมินแล้วว่าจะไม่มีอะไรเสียมากกว่านี้ ต้องสู้ต่อ ไหนๆ ก็จะต้องเสี่ยงถูกตัดอนาคต ตายยกรังและรังเครือข่าย ดังนั้นจึงพร้อมจะก่อเหตุวุ่นสร้างกระแสป่วน ดึงเกมยาวยื้อกระพือข่าวผ่านเครือข่ายตัวช่วยในต่างประเทศ

นี่เป็นรากเหง้าเครือข่ายกลุ่มการเมืองเดียวกันที่ถูกรัฐประหาร 2 ครั้ง ถูกยุบพรรค 2 ครั้ง ในข้อหามีการกระทำขัดกับระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ก่อจลาจล เผาบ้านเผาเมือง ใช้อาวุธสงครามฆ่าทหาร ประชาชนกลางเมือง

ทุกวันนี้กลุ่มผู้กระทำมิบังควร ยังไม่สำนึกผิด นับประสาอะไรกับการจะเผชิญโทษยุบพรรคอีกครั้ง เมื่ออยู่ในสภาพหลังชนฝา หมาจนตรอก พวกนี้เชื่อว่าไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว ถ้าผลสุดท้ายต้องตายยกรังตามที่นักกฎหมายได้คาดหมายไว้

ต้องประเมินทบทวนว่า นี่เป็นผลของอะไร ที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพนี้?

เป็นเพราะว่ากว่า 4 ปี ผู้นำรัฐบาลมีความห้าวฮึกเหิม แต่ไม่จัดการปัญหาให้เด็ดขาด ทำแค่กวาดขยะไว้ไต้เสื่อ ไม่มีผลงานปฏิรูปโครงสร้างจริงจัง อ้างการสร้างบรรยากาศปรองดองเป็นภาพลวงตาบังหน้าฉากกลบความล้มเหลว ไร้ความสามารถ

ออกกฎหมายมากดหัวประชาชน ห้ามชุมนุมเรียกร้อง ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต ได้กุมอำนาจแบบลอยตัวด้วยลีลาลูกเล่น ส่งเสียงคำรามห้าวหาญ ทุ่มเงินในนโยบายประชานิยม กู้เงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท เป็นยุครวยกระจุก โกงกระจุก จนกระจาย

นั่นคือการเสียของ บ้านเมืองเสียหาย ประชาชนเสียสิทธิ เสียโอกาส เมื่อมาถึงจุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังมีเหมือนเดิม รอยแผลเก่าจะเปิดกว้างกว่าเดิม แผลเก่ายังไม่หายก็เปิดแผลใหม่ เกิดความเสียหายที่ยังไม่มีใครประเมิน

ผู้มีอำนาจยังวางแผนจะอยู่ต่อ มีตัวช่วยคือสมุนคนหนีคุกที่ตัวเองทำรัฐประหารขับออกไป ชาวบ้านต้องเตรียมตัว เตรียมใจไว้ อะไรจะเกิดขึ้น เพราะคนหนีคุกเคยประกาศ “ถ้ากูอยู่ไม่เป็นสุข พวกมึงก็อย่าหวังว่าจะอยู่สุขสบาย”

มีเลือกตั้งก็ยุ่ง ไม่มีเลือกตั้งก็ยุ่ง ยุบพรรคก็ยุ่ง ไม่ยุบพรรคก็ยุ่ง! เห็นหรือยัง วิกฤตความขัดแย้งเรื้อรังปะทุขึ้นมารอบนี้ ไม่ใช่ผลของการเสียของหรือ?


กำลังโหลดความคิดเห็น...