xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อโลกต้องตัดสินใจ “เลือกข้าง”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ
ไหนๆ เมื่อวานก็แวบไปแถวๆ อิหร่าน ว่าด้วยเรื่องวาระ “ครบรอบ 40 ปีแห่งการปฏิวัติอิสลาม” ปิดฉากสัปดาห์นี้...เลยคงต้องบินต่อไปแถวๆ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ที่คุณพ่ออเมริกาท่านอาศัยเป็นเวที เป็นสถานที่จัดงานการประชุมพบปะ ตัวแทนบรรดาประเทศต่างๆ ประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก เพื่อ “สันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง” หรือเพื่อ “ต่อต้านอิหร่าน” กันโดยเฉพาะนั่นแล...
 
การประชุมคราวนี้...มีกำหนดเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น เริ่มตั้งแต่วันพุธ (13 ก.พ.) ที่ผ่านมา และก็คงไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราวอะไรมาก นอกเสียจากถือเป็นการรวมหัวด่าประเทศอิหร่านกันอย่างเป็นงาน เป็นการ บรรดาประเทศที่เข้าร่วมถ้าหากไม่เป็นประเทศคู่กัด คู่อาฆาตของอิหร่าน อย่างอิสราเอล หรือซาอุฯ แล้ว ก็หนักไปทาง “สมุนและบริวาร” ของคุณพ่ออเมริกาเขานั่นเอง แต่อย่างน้อยการตัดสินใจไปจัดงานๆ นี้ขึ้นที่ประเทศโปแลนด์ อันเป็นประเทศที่ไม่ได้มีอาณาเขต พรมแดนเกี่ยวเนื่องอะไรกับตะวันออกกลางเอาเลยแม้แต่น้อย แถมยังเป็นหนึ่งในประเทศ “อียู” ที่ร่วมรับรอง ยืนหยัดใน “ข้อตกลงนิวเคลียร์” (JCPOA) กับอิหร่านเลยต้องถือว่า...ออกจะไม่ปกติธรรมดา หรือออกไปทาง “วิตถาร” อยู่ตามสมควร...
 
คืองานนี้...นอกจากจะถือเป็นความพยายาม “แซะ” อียู ให้ต้องแตกแยก แตกกระจายกันในความคิด ความเห็น เรื่องข้อตกลง “JCPOA” ซึ่งอเมริกาได้สะบัดตูดหนีไปตั้งแต่แรก และแม้ว่าอียูทั้งอียู จะพยายามรักษากฎ กติกา ข้อตกลงตามกฎหมายและธรรมเนียมประเพณีระหว่างประเทศ แต่เมื่อต้องเจอกับแรงเสียดสี เสียดทานในเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง การค้าระหว่างภายในประเทศอียูเอง รวมทั้งความเบื่อหน่ายของอิหร่าน ที่บรรดาประเทศผู้นำอียูทั้งหลาย ไม่สามารถปกป้องการทำธุรกิจการค้า ธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน อย่างที่เคยให้สัญญาไว้ตามข้อตกลงได้อย่างหนักแน่น มั่นคงมากมายนัก บรรดารอยปริ รอยแยกเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ “ประธานสมาคมเสือกกิตติมศักดิ์” อย่างคุณพ่ออเมริกา เขาถือเป็นจังหวะ โอกาสที่จะช่วยแยก ช่วยขยาย ถ่างให้รอยปริ รอยแยกเหล่านี้ มันยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น...
 
ส่วนอีกด้านหนึ่ง...ภายใต้ช่วงจังหวะเวลาเดียวกันนี่แหละ ช่วงระหว่างครบรอบ 40 ปีของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน และช่วงจัดการประชุมต่อต้านอิหร่านที่โปแลนด์ การสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายภายในประเทศอิหร่าน ก็ดำเนินไปในแบบคู่ขนาน เหตุการณ์ก่อการร้ายด้วย “ระเบิดพลีชีพ” บริเวณจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน ด้านที่ติดกับพรมแดนปากีสถาน ในช่วงจังหวะเดียวกันนี้ ส่งผลให้ทหารพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ไปเป็นจำนวนถึง 27 ราย เรียกว่า...ประเคนมือ ประเคนตีน ทั้งจากภายใน-ภายนอก แบบเดียวกับที่กำลังไล่ถีบ ไล่กระทืบ ประเทศสวนหลังบ้าน ในละตินอเมริกา อย่างประเทศ “เวเนซุเอลา” ในทุกวันนี้...
 
แต่นอกเหนือไปจากนั้น...ยังถือเป็นจังหวะและโอกาสที่จะ “เดินสาย” ไปเยือนบรรดาประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ที่มักเรียกขานกันในนาม “CEE” (Central and Eastern Europe) เพื่อที่จะดึงมาเป็น “แนวร่วม” ในการขจัดอิทธิพลของจีนและรัสเซียภายในภูมิภาคนี้ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ หรืออย่างเป็นกิจการอีกด้วย เช่นการเดินไปเยือนประเทศฮังการีของ “นายไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมข้อเรียกร้องให้รัฐบาลฮังการี ต้องตัดสินใจ “เลือกข้าง” ว่าจะคบกับอเมริกาหรือจะยอมให้บริษัท “หัวเว่ย” ของจีนเข้ามาวางระบบ 5G ให้กับฮังการี ดังคำพูดที่ป่าวประกาศเอาไว้ต่อหน้าสาธารณชนและสื่อมวลชน ระหว่างการแถลงข่าวนั่นแหละว่า “ฮังการีจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะเลือกระหว่างเทคโนโลยีหัวเว่ย หรืออเมริกา เพราะสิ่งที่อเมริกาพยายามแบ่งปันข้อมูลให้เห็นก็คือ ความเสี่ยงจากการติดตั้งระบบสื่อสารของหัวเว่ย ที่ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความเสี่ยงโดยตรงต่อการปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชน แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่จีนอาจใช้โอกาสนี้ แสวงหาผลประโยชน์จากประเทศฮังการี ซึ่งมีฐานะเป็นพันธมิตรนาโตและสมาชิกอียูอีกด้วย...”
 
นี่...ต้องเรียกว่า ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งดึง ทั้งดัน ครบสูตร “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” กันเห็นๆ โดยหลังจากฮังการี ก็เห็นว่าจะต่อไปยังสโลวาเนีย และโปแลนด์ตามลำดับ ภายใต้ความ “กลัวรัสเซีย” ที่อาจถือเป็น “สัญชาตญาณพื้นฐาน” ของบรรดาประเทศในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก ไปจนถึงยุโรปตะวันตกอีกด้วย บวกกับความ“กรอบเป็นข้าวเกรียบ” ของบรรดาประเทศ “ผู้นำอียู” ทั้งหลาย ไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี หรือแม้กระทั่งเยอรมนี ที่ไม่เพียงแต่ไม่สามารถฉุดลากกระชากถู ขบวนรถยุโรปให้เดินหน้าไปด้วยดี กระทั่งขบวนรถของตัวเอง ก็ยังแทบไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังลงคลองกันแน่ โดยเฉพาะถ้าดูจากการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของอียูทั้งอียูภายในปีนี้ ที่ว่ากันว่า...น่าจะลดลงเหลือแค่ประมาณ 1.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปีที่แล้วยังทรงๆ อยู่ได้ประมาณ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ ต่างตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะอิตาลียิ่งหนักใหญ่ แนวโน้มที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเหลือเพียงแค่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ค่อนข้างชัดเจนเอามากๆ...
 
การอาศัยจังหวะและโอกาสเช่นนี้...ขจัดอิทธิพลของ “อำนาจแข่งขัน” (Rival Power) อย่างจีนและรัสเซีย รวมทั้งไล่เตะ ไล่ถีบ คู่กัด คู่อาฆาตอย่างอิหร่าน ชนิดไล่เรียงเป็นลูกระนาด จึงต้องถือเป็นความแสบสันเอามากๆ ของคุณพ่ออเมริกา ที่ใครจะ “ซีม่า โลชั่น” เท่านี้ย่อมไม่มีอีกแล้ว แต่ก็นั่นแหละ...ยิ่งเพิ่มแรงกด แรงบีบ ยิ่งได้ทีขี่แพะไล่หนักยิ่งขึ้นเท่าไหร่ บรรดาประเทศฝ่ายตรงข้าม ที่ย่อมมีมือ มีตีน ไม่ต่างอะไรไปจากกัน ย่อมไม่คิดเอามือ เอาตีน “ซุกหีบ” อยู่แล้วแน่ๆ ความพยายามของจีนในการอาศัยโครงการ “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” หรือที่เรียกๆ กันว่า “Belt and Road” ลอดเลื้อยเข้าไปในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก จนสายไหมแทบจะพันคอ รัดคอ ยุโรปทั้งยุโรปไปแล้ว เมื่อถึง ณ ขณะนี้ ความพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ “CEE” กับกลุ่มประเทศ “EAEU” หรือ “Eurasian Economic Union” (รัสเซีย-เบลารุส-คาชัคสถาน-อาร์มาเนีย-คีร์กีซสถาน) ที่มีรัสเซียเป็นผู้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอแถมยังมีสิ่งที่ยุโรปต้องพึ่งพามาโดยตลอด นั่นก็คือ “พลังงาน” ไปจนความพยายามหาทางออกของอิหร่านด้วยการหวนกลับไปหายุทธศาสตร์เดิมๆ ตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดี “อาห์มาดิเนจ๊าด” โน่นเลย ด้วยการ “Look East” มุ่งกระชับความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย อย่างกลุ่มประเทศ “SCO” หรือ “Shanghai Cooperation Organization” สุดท้ายแล้ว...ใครจะได้-ใครจะเสีย จะ “Zero-sum game” หรือ “Win-Win” ไปด้วยกันทุกฝ่าย อันนี้...คงขึ้นอยู่กับมุมมอง จุดยืน-ทัศนคติ-และวิธีการของแต่ละประเทศ ที่จะต้องไปตัดสินใจกันเอาเองนั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...