xs
xsm
sm
md
lg

ไทยกับสงครามเย็นทางเทคโนโลยี

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


เปิดฉากสำรวจ “เล้าไก่” ในบ้านเราไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...และเมื่อฉากสถานการณ์โดยรวม ดูๆ น่าจะหวนกลับคืนสู่ “ความปกติ” หรือ “ไม่ปกติอย่างเป็นปกติ” ก็แล้วแต่ ก็น่าได้เวลาร่อนไป-ร่อนมา เปิดเล้าออกไปท่องโลกกันอีกสักเที่ยว โดยจะลองไปสำรวจตรวจสอบกันดูซิว่า...สิ่งที่เรียกๆ กันว่า “สงครามการค้า” ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีน ที่ว่ากันว่าน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของโลกทั้งโลก แม้แต่ไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา มาถึง ณ ขณะนี้ มันไปถึงไหนต่อไหนกันมั่งแล้ว...

คือถ้าว่ากันโดยเนื้อแท้ หรือโดย “เนื้อหา” ไม่ใช่แค่ “รูปแบบ”...การไล่บด ไล่บี้ ในทางเศรษฐกิจ การค้า ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีนในช่วงระหว่างนี้ คงไม่น่าจะใช้คำว่า “สงครามการค้า” อีกต่อไปแล้ว เพราะมันแทบไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องใครซื้อ-ใครขายถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ ใครขาดดุลการค้า-ได้ดุลการค้าระหว่างกันและกันมาก-น้อยเพียงใด ดังนั้น...แม้จะเกิดการเจรจาเพื่อหาข้อยุติกันในแบบไหน แนวไหน ระหว่างทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายที่อุตส่าห์เสียเหงื่อ เสียแรง เสียน้ำลาย เจ๊าะๆ แจ๊ะๆ กันรอบแล้ว-รอบเล่า และอาจหา “จุดลงตัว” กันได้ในแต่ละระดับ แต่เมื่อโดยเนื้อแท้ หรือเนื้อหาของการไล่บด ไล่บี้ ทางการค้าระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีน ไม่ว่าเท่าที่ผ่านมา จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ไปจนกระทั่งอนาคตเบื้องหน้า อาจต้องใช้คำว่า “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” นั่นแหละ น่าจะเหมาะกว่า การหาข้อยุติ หาจุดลงตัวในเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นอะไรที่ “ไม่ง่าย” แล้ว โดยลักษณะลีลา มันน่าจะหนักไปทางมีแต่ “ยากส์ส์ส์...กับ...ยากส์ส์ส์” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...

หรือสรุปง่ายๆ ว่า...ด้วยเหตุเพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่า “5G” นั่นแหละเป็นหลัก หรือด้วยเหตุเพราะระบบเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด หรือรุ่นที่ 5 (5th Generation of Cellular Mobile Communications) ที่ว่ากันว่า...มันไปเร็ว-มาเร็วยิ่งกว่ารุ่นเดิมๆ หรือรุ่น “4G” ไม่น้อยกว่า 20 เท่า แถมยังแผ่ซ่านครอบคลุมไปถึงกิจกรรมกิจการต่างๆ ไม่ว่าการผลิตของหุ่นยนต์อัตโนมัติในโรงงาน การขับรถ-ขับราบนท้องถนน การรักษาพยาบาลคนไข้ตามโรงพยาบาล การซื้อของชอปปิ้งในร้านค้าแต่ละร้าน การศึกษา สำรวจ ไปจนถึงการใช้พลังงาน ฯลฯ ที่ไอ้เทคโนโลยีตัวนี้นี่แหละมันจะเข้ามา “ปรับเปลี่ยน” ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมด ชนิดกลายเป็นตัว “Disruptive” ไล่เตะ ไล่ถีบ ใครก็ตามที่ยังอยู่ในระบบเทคโนโลยีเดิมๆ ระดับต้อง “ตกหลังเขา” เอาง่ายๆ สามารถสร้างมูลค่าการตลาดภายในทศวรรษข้างหน้า หรือภายในปี ค.ศ. 2035 ได้ถึง 12.3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย สร้างห่วงโซ่ทางธุรกิจอีกไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างงานอีกไม่น้อยกว่า 22 ล้านตำแหน่ง สร้างเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา และจะเป็นตัวทำให้ “จีดีพีโลก” สามารถโตได้แบบต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ไปจนถึงปี 2035 ชนิดหัวไม่ตกเอาง่ายๆ ฯลฯ ฯลฯ...

โดยเฉพาะเมื่อคุณพี่จีน...ท่านดันมาแรง แซงโค้ง เป็นฝ่ายออกสตาร์ทนำหน้าในเทคโนโลยีตัวนี้ ภายใต้อิทธิพลบารมีของบริษัทผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมอันดับ 1 ของโลก และบริษัทสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก อย่างบริษัท “หัวเว่ย” (Huawei) เขานั่นแหละ ที่ตามข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสื่อสารของจีน คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะส่งผลให้เกิดกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีนไม่น้อยกว่า 6.3 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (927,000 ล้านดอลลาร์) ภายในปี ค.ศ. 2030 สร้างตำแหน่งงานให้กับชาวจีนไม่น้อยกว่า 8 ล้านตำแหน่ง ฯลฯ และที่สำคัญสุดก็คือ น่าจะทำให้ประเทศจีนกลายเป็น “Manufacturing Superpower” หรือเป็น “มหาอำนาจสูงสุดแห่งการผลิตสินค้านวัตกรรม” ตามแผนการ โครงการทางยุทธศาสตร์ ที่นายกรัฐมนตรี “หลี่ เค่อเฉียง” (Li Keqiang) ท่านได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 ว่าคือแผนการที่จะเจาะทะลวงท้าทาย “การผูกขาด” ด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสหรัฐฯ โดยอาศัยความก้าวหน้าในระบบเทคโนโลยี 5G ของจีน อันเป็นที่รู้จักและเรียกขานกันในนาม “Made in China 2025” นั่นแล...

ด้วยเหตุนี้...การหาทาง “เตะตัดขา” หรือบางครั้ง บางคราถึงขั้น “ยกตีนลูบหน้า” เอาดื้อๆ ของคุณพ่ออเมริกาต่อบริษัทจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” ไปจนถึง “ZTE” นั้น ก็จึงกลายมาเป็น “เนื้อแท้” ของสงครามการค้าคราวนี้ ที่อาจต้องเรียกว่า “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” นั่นแหละ น่าจะเหมาะกว่า เพราะมันเกิดการขยายขอบเขตการเตะตัดขา การหามิตร หาพวก ให้ช่วยไล่เตะ ไล่ถีบให้ร่วมมือต่อต้านสร้างอุปสรรคกีดขวางให้กับระบบเทคโนโลยี 5G ของบริษัทหัวเว่ยแพร่กระจายไปในระดับภูมิภาคต่างๆ หรือระดับโลกเอาเลยก็ว่าได้ ไล่มาตั้งแต่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา ฯลฯ ลามไปถึงยุโรปที่ยังอึกๆ อักๆ กั๊กไป-กั๊กมา หาข้อยุติ หาจุดลงตัวแทบไม่ได้ กันเป็นประเทศๆ เอาเลยก็ว่าได้...

อังกฤษนั้น...หันไปใช้วิธีสร้างความรำคาญให้กับ “หัวเว่ย” ด้วยการสอบสวนรายละเอียดของเทคโนโลยีชนิดนี้แบบคราวแล้ว คราวเล่า แม้ได้รับการประกันค่า “ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี” เป็นเงินก้อนใหญ่ ส่วนฝรั่งเศสที่มีศูนย์วิจัยของ “หัวเว่ย” ตั้งเด่นเป็นสง่ามานานแล้ว ก็ยังย้วยไป-ย้วยมา ไม่รู้ว่าจะออกลูกไหน ระหว่างการไหลตามอเมริกา หรือตามการลงทุนของจีน สำหรับโปแลนด์แม้จะเคยประกาศว่าเทคโนโลยี 5G ของ “หัวเว่ย” ไม่น่าจะมีปัญหา แต่การหันมาไล่จับผู้อำนวยการท้องถิ่นของบริษัท “หัวเว่ย” ข้อหา “สายลับ” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากแคนาดา ที่ตัดสินใจรวบตัวลูกสาวประธานบริษัท “หัวเว่ย” “นางเมิ่ง หว่านโจว” (Meng Wanzhou) คาสนามบิน และยังหาข้อสรุปไม่ว่าทางการเมือง หรือกฎหมายไม่ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้ สำหรับเยอรมนีและอิตาลี ออกจะกล้าขึ้นมาหน่อย หรือออกจะ “เป็นตัวของตัวเอง” อยู่พอสมควร โดยเฉพาะภาคเอกชนอย่างสหพันธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี (Federation of German Industry-BDI) ที่ผู้นำสหพันธ์อย่าง “นายDieter Kempt” ออกมาให้ความเห็นอย่างตรงไป-ตรงมาว่า “การยินยอมต่อวอชิงตันในการเล่นงานบริษัทหัวเว่ย จะนำอันตรายมาสู่ระบบเศรษฐกิจของเยอรมนี เพราะนอกจากทำให้ทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้แคบลง ยังอาจส่งผลให้เกิดการตอบโต้จากจีนอีกด้วยก็ได้” ขณะที่ภาครัฐบาล ยังคงต้องจัดประชุมชั่งน้ำหนักผลได้-ผลเสียต่อไปอีกสักพักใหญ่ๆ ส่วนอิตาลี...ข่าวคราวเรื่องรัฐบาลเตรียมประกาศห้ามการใช้อุปกรณ์ 5G ของ “หัวเว่ย” ก็ได้รับการปฏิเสธโดยรัฐมนตรีอุตสาหกรรมอิตาลีไปแล้วในขั้นต้น...ฯลฯ ฯลฯ...

ส่วนประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลายนั้น...ต้องเรียกว่า “ใจถึง” มิใช่น้อย คือถือว่าเป็น “ชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ได้เริ่มทำการทดสอบ (Testbed) ระบบ 5G ของ “หัวเว่ย” ไปแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเอาไว้รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ “EEC” ที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีบริษัทจีนนั่นแหละร่วมกับญี่ปุ่นคิดจะเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าว แต่ถึงกระนั้น...ก็ยังอดมิได้ที่ต้อง “กั๊กไป-กั๊กมา” อยู่บ้างเล็กน้อย ดังที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” ต้องรีบออกมาประกาศประมาณว่า นี่...เป็นเพียงแค่การ “ทดสอบ” ยังไม่ได้เป็นการ “ตัดสินใจ” ว่าจะเอาหรือไม่เอาเทคโนโลยีของ “หัวเว่ย” เพราะการเจอเข้ากับ “สงครามเย็นทางเทคโนโลยี” ในลักษณะเช่นนี้หนีไม่พ้นมีแต่ต้อง “อึกๆ-อักๆ” กันไปโดยตลอดนั่นแหละทั่นเอ๋ย...
กำลังโหลดความคิดเห็น...