xs
xsm
sm
md
lg

คน พรรค และนโยบาย : ปัจจัยชี้ขาดเลือกหรือไม่เลือก

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง


ในวันที่ 24 มีนาคม ประเทศไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้ง หลังจากที่ประเทศนี้อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเผด็จการมานานเกือบ 5 ปี และมีการเลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้งหลายหน

การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในครั้งนี้ คงจะไม่มีการเลื่อนอีกแน่นอน เว้นไว้แต่ว่าจะมีเหตุการณ์พลิกผันเหนือความคาดหมายจริงๆ และถ้าพิจารณาโดยอาศัยตรรกะในทางการเมืองแล้ว เหตุการณ์พลิกผันใดๆ ไม่น่าจะมี

ดังนั้น จึงอนุมานว่า มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ ตามที่ กกต.กำหนดไว้ต่อจากนี้ไปจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยใน 4 ฝ่าย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งดังต่อไปนี้

1. นักการเมืองและพรรคการเมืองในฐานะที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง เริ่มจากนักการเมือง ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคนับตั้งแต่หัวหน้าพรรคไปจนถึงกรรมการบริหารพรรค จะต้องสรรหาคนดี คนเก่งมาเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค และกำหนดกฎเกณฑ์ในการควบคุมพฤติกรรมของบุคลากรในสังกัดพรรคให้เคารพกฎหมาย และมีคุณธรรม จริยธรรมที่นักการเมืองในฐานะเป็นตัวแทนประชาชนจะต้องมีเป็นแบบอย่างที่บุคคลสาธารณะจะพึงเป็น พร้อมกันนี้จะต้องศึกษาค้นคว้า และจัดทำนโยบายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน ทั้งในด้านนิติบัญญัติ และบริหารประเทศให้ครอบคลุมในทุกด้าน ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

2. รัฐบาล ข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดการเลือกตั้ง จะต้องวางตัวเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อันได้แก่ข้าราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น จะต้องไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่ผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่ง

3. กรรมการจัดการเลือกตั้งหรือ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใต้ที่กฎหมายกำหนด

4. ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ และอธิปไตยที่แท้จริงตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง จะต้องไปใช้สิทธิเลือกผู้สมัคร และพรรคที่ตนเห็นว่าเป็นคนดี และเป็นองค์กรทางการเมืองที่ดีมีคุณภาพ และมีศักยภาพพอที่จะนำพาประเทศ และประชาชนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในยุคที่โลกมีการแข่งขันสูงได้ โดยพิจารณาจากปัจจัย 3 ประการในการเลือกและไม่เลือกคือ

4.1 คน อันได้แก่ผู้ลงสมัครจะต้องเป็นคนดี มีความสามารถในการทำงาน ทั้งในด้านนิติบัญญัติ และด้านบริหาร ทั้งจะต้องมีคุณธรรมกำกับการทำงานด้วย จึงควรจะได้รับเลือก ถ้าในเขตที่ตนเองมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่มีคนดีให้เลือก ก็ให้กาช่องโหวตโน เพื่อรักษาสิทธิทางการเมือง

4.2 พรรคการเมืองเป็นองค์กรทางการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการมารวมตัวกันของบุคลากรทางการเมือง เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน ภายใต้อุดมการณ์และนโยบายที่เห็นพ้องต้องกัน ดังนั้น พรรคจะต้องเป็นสถาบันและมีอายุการจัดตั้งยาวนานพอที่จะมีความเป็นมาให้เรียนรู้ และเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาในการเลือกไม่เลือก จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริง และควรได้รับเลือก

4.3 นโยบายคือ แนวทางการบริหารประเทศที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น เพื่อเป็นจุดขายในการปราศรัยหาเสียง ในทำนองเดียวกับคำโฆษณาสินค้า

ดังนั้น นโยบายที่ดีจะต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และศักยภาพของประเทศ จึงจะนำไปเป็นแนวทางนำประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

แต่นโยบายที่ขายฝันในทำนองเดียวกับคำโฆษณาสินค้าเกินความจริง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการเงินการคลัง ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยี ถึงแม้จะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนบางกลุ่ม ก็ไม่ถือว่าเป็นนโยบายที่ดีและไม่ควรจะได้รับเลือก เพราะนโยบายในรูปแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในระยะยาว

สุดท้ายขอจบด้วยกลอน 2 บทนี้

ยี่สิบสี่มีนา เข้าคูหาเลือกตั้ง
จงระวัง คนหลอก บอกให้หลง
เลือกเบอร์นั้น กาเบอร์นี้ มีคนชง
ผิดสัตย์ตรง เลือกตาม ความคิดตน
เลือกคนดี เข้าสภา อย่าหลงเชื่อ
อย่าเป็นเหยื่อ เงินตรา พาสับสน
แลกกับเลือก คนชั่ว มั่วปะปน
จะส่งผล ให้สภาฯ ไทย ไปทางเลว
กำลังโหลดความคิดเห็น...