xs
xsm
sm
md
lg

ใครจะพาทักษิณกลับบ้าน?

เผยแพร่:   โดย: นพ นรนารถ


บนเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อชาติ ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำตัวจริงของพรรค ประกาศว่า “เราได้พยายามให้ ดร.ทักษิณกลับมาประเทศไทย 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4 หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อชาติ...”

อาจจะเป็นแค่การเอาทักษิณ มาขายแลกกับคะแนนเสียง หรืออาจเป็นอย่างที่ยงยุทธ แก้ข่าวในวันต่อมาว่า หมายถึงการเปิดพื้นที่พูดคุยกัน ตั้งโต๊ะเจรจากับนายทักษิณ แต่ทักษิณ ชินวัตร อยากกลับบ้านจริงๆ และหนทางเดียวที่จะกลับได้คือ พรรคการเมืองของตน ที่บัดนี้ แตกตัวแยกเป็น 3 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ต้องชนะการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคมนี้ ได้ตั้งรัฐบาลเสียก่อน แล้วจึงค่อยหาทางเอาทักษิณ และน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้าน

ครั้งที่แล้วเกือบสำเร็จ ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งของประชาชน ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภา 3 วาระรวด ตอนเช้ามืดของวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เตรียมส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

แต่ประชาชนเสียงข้างมากกว่า นอกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมู่เขียนกฎหมายเพื่อลบล้างความผิดคดีโกงให้นายทักษิณ จึงก้าวเท้าออกจากบ้านลงสู่ท้องถนน ชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย อย่างยืดเยื้อยาวนานเกือบ 6 เดือนเต็ม นำไปสู่การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ในตอนบ่ายของวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ด้วยคำพูดสั้นๆ ในที่ประชุมตัวแทนรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน กปปส. นปช. วุฒิสมาชิก ฯลฯ ที่ถูกเชิญตัวมาประชุมหาทางออกที่สโมสรทหารบก แต่ไม่มีใครยอมใคร ว่า “ถ้างั้น ผมตัดสินใจยึดอำนาจ” นำประเทศไทยออกจากระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่บัดนั้นนับจนถึงวันนี้เป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม เป็นการกลับสู่ถนนสายประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง และเป็นถนนที่เป็นความหวังอีกครั้งที่จะนำทักษิณกลับบ้านได้ แต่ต้องชนะเลือกตั้ง และสมมติว่า ชนะแล้ว จะกลับไปใช้วิธีเดิม ใช้เสียงข้างมากในสภาฯ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดให้ตัวเองไม่ได้แล้ว และคราวนี้ยากกว่าเดิม เพราะนอกจากทักษิณแล้ว ยังต้องพายิ่งลักษณ์ ที่หนีโทษคดีจำนำข้าวจำคุก 5 ปี ซึ่งไม่มีอายุความกลับมาด้วย

เลือกตั้งคราวนี้ ทักษิณลำบาก นอกจากกติกาเลือกตั้งที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งกวาดที่นั่ง ส.ส.ไปเพียงพรรคเดียวแล้ว นักการเมืองที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทยจำนวนมาก ยังถูกพรรคพลังประชารัฐดูดไปอยู่ด้วย เงินทุนที่คราวก่อนๆ ไม่ต้องลงเอง เพราะมีนายทุนที่พร้อมจะควักกระเป๋าซื้อเก้าอี้รัฐมนตรีคราวนี้ไม่มีแล้ว

ไม่มีใครอยากป็นหุ้นส่วนการเมืองกับทักษิณแล้ว ทักษิณจึงต้องควักกระเป๋าเอง การเสนอรายชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ง่าย เพราะต้องแข่งกับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม คือ การเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า จะเอาใครระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหุ่นที่ทักษิณเชิดขึ้นมา

แข่งกับพล.อ.ประยุทธ์นั้นไม่ง่าย ไม่ใช่เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย จึงได้เปรียบหัวหน้าพรรคนอื่นๆ แต่พล.อ.ประยุทธ์มีผลงานมากมายในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคก่อนๆ อย่างเช่น ใบแดงไอเคโอ ใบเหลืองประมงไอยูยู การแก้ปัญหาเรื่องคนกับป่า ปัญหาที่ดินของชาวบ้านที่ถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบยึดไป หรือเรื่องใหม่ที่เป็นรากฐานของประเทศในอนาคต เช่น เขตเศรษฐกิจอีอีซี การพัฒนาระบบรางทั้งประเทศ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ถูกโจมตีหนัก แต่ไม่มีพรรคใดกล้าประกาศว่า จะยกเลิก มีแต่เกทับว่า จะให้เงินเพิ่มขึ้น

วาทกรรมการสืบทอดอำนาจของ คสช.ไม่อาจต้านทานกระแสลุงตู่อยู่ต่อได้ การหาบุคคลที่จะมาเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะสู้กับกระแสลุงตู่อยู่ต่อ จึงมีความสำคัญที่มีผลต่อชัยชนะของพรรคเพื่อไทยและพรรคบริวารของทักษิณ และเมื่อชนะได้เป็นรัฐบาลแล้ว คนคนนี้ต้องพาทักษิณกลับบ้านได้ ไม่ปล่อยให้ทักษิณรอเก้อ เหมือนยุครัฐบาลพรรคพื่อไทย

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นได้เลย

ลำพัง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และบรรดากรรมการบริหารพรรค ไม่มีทางที่จะกล้าคิดว่า จะเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ เป็นบุคคลที่พรรคไทยรักษาชาติ เสนอพระนามเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค มีทักษิณคนเดียวเท่านั้น ที่คิดและทำเรื่องแบบนี้ได้

หลังพรรคไทยรักษาชาติ แถลงว่า เสนอทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย คนไทยก็แตกเป็นสองฝ่ายทันที ฝ่ายที่สนับสนุนทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ กับฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายชัดเจนขยายตัวราวไฟลามทุ่ง

เป็นบุญของประเทศไทย ด้วยพระปรีชาญาณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ไม่ทันข้ามคืน วิกฤตที่กำลังก่อตัว ก็ระงับดับลงทันที ด้วยพระราชโองการ ความตอนหนึ่งว่า

“การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

เช้าวันที่ 9 ก.พ.นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ (@ThaksinLive) เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลเป็นไทยใจความว่า “จงเชิดหน้าและก้าวต่อไป เราเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต แต่มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้และอนาคต เป็นกำลังใจให้ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป!”

มันเป็นคำปลอบประโลมใจของผู้ที่ไม่มีคำตอบให้ตัวเองว่า ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป แต่จะไปไหนละ!


กำลังโหลดความคิดเห็น...