xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองแบบ “ไทยแลนด์โอนลี่...”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"โสภณ องค์การณ์"

ใครก็ไม่รู้บอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องจริงจังเกินกว่าที่จะปล่อยให้พวกนักการเมืองเล่นกันเอง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วยเต็มที่” และก็เป็นอย่างที่เห็น ตั้งแต่ปี 2475 การเมืองหมุนเวียนเล่นกันอยู่ 2 กลุ่ม คือนักการเมืองและนักรัฐประหาร เท่านั้น

ทั้ง 2 กลุ่มผลัดกันรวย ที่ซวยคือประชาชนและบ้านเมือง เฟื่องฟูทุกยุคคือการทุจริต คอร์รัปชั่น ตั้งแต่ 5 เปอร์เซ็นต์ จนถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ยุคปัจจุบัน ทุกคณะจะอ้างเหตุทุจริตเพื่อทำรัฐประหาร ผลสุดท้ายไม่มีคำอธิบายว่าทำไมล้มเหลวแล้วรวย

หลังจากว่างเว้นการเลือกตั้งมา 7 ปีกว่า หวนกลับมารอบใหม่ก็ยังอยู่ในสภาพเล่นๆ น้ำเน่าเข้มข้น เป็นการเมืองด้อยพัฒนาแบบไทยๆ ทำไปทำมาทำท่าว่าจะเละกว่าเดิม เพราะไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างให้อยู่บนพื้นฐานใหม่ ดูมีอนาคตสดใส

ถ้ามีเลือกตั้งจริงตามกำหนดวันที่ 24 มีนาคม ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ผล คนส่วนหนึ่งมองว่าไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้นจริงจัง ไม่ว่าผู้นำคนปัจจุบันได้อยู่ต่อ หรือมีคนใหม่เข้ามา ตราบใดที่ยังสลัดภาพเก่าๆ ทั้งหน้าเก่าๆ ยังอยู่ในสนาม บ้านเมืองจะดีขึ้นคงยาก

การเมืองไทยมีปัจจัยแปรผันเสมอ บางช่วงมีแบบปัจจุบันทันด่วน ผู้เล่นไม่มีโอกาสได้เก็บข้าวของ เตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปเปลี่ยนบรรยากาศต่างประเทศ แต่ยังมีคนอดทน หวังว่าวันเวลาจะช่วยพัฒนากลั่นกรองให้เหลือคนดีเป็นส่วนใหญ่

การเมืองไทยต้องใช้เงินเป็นใหญ่ โอกาสคนหน้าใหม่ไร้ฐานคะแนนเสียงจัดตั้งจะฝ่าด่านระดับพรรคสู่การทดสอบด้วยคะแนนเสียงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อไม่มีจุดขาย ต้องยอมสยบต่อระบบพรรคและอำนาจเงิน การเมืองไทยๆ ต้องย่ำเท้าอยู่แบบไทยๆ

อย่างที่มีเสียงเปรียบเปรย การเมืองก้าวหน้าไป 1 ก้าว จากนั้นต้องถอยหลังไป 2 ก้าว หรือก้าวเฉียงออกด้านข้าง 1 ก้าว ไปไม่ถึงระดับการพัฒนาที่ควรจะเป็น

มายุคนี้ มีลงทะเบียนไว้ 105 พรรค มี 60 กว่าพรรคสามารถส่งตัวแทนลงแข่งขัน การมีพรรคมากไม่ได้หมายความถึงการมีอุดมการณ์หลากหลาย หรือหลักฐานน่าศรัทธา มีเนื้อหารูปแบบทรงค่าสำหรับประชาชน มีแต่น้ำเน่าซ้ำซาก

มีปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อพรรคสมุนท่านเหลี่ยมใช้ยุทธวิธีเหนือความคาดหมายมีผู้สมัครชาย 15 รายเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น “ทักษิณ” มีสตรีหลายคนเปลี่ยนชื่อเป็น “ยิ่งลักษณ์” สะท้อนให้เห็นความพิลึกพิลั่นเกินจินตนาการ

เมื่อ กกต. ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ใครจะมาหาเรื่องก็ไม่ได้ ยังดีที่ผู้สมัครเกือบทั้งพรรคไม่เปลี่ยนเป็นชื่อเดียว ก็บุญโข ใครจะว่าเป็นตลกทางการเมืองก็ช่างปะไร จะสนุกตอนเดินสายหาเสียง และอยู่ในสภา ถ้าได้รับเลือก จะมีแต่คนชื่อเหมือนกัน

โดยเนื้อหาของการหาเสียง แต่ละพรรคเน้นนโยบายประชานิยมถมไม่เต็ม เน้นการใช้เงินของรัฐจัดสวัสดิการของฟรีต่างๆ เพื่อให้โดนใจคนกาเบอร์แลกคะแนนเสียงให้เข้าไปกุมอำนาจรัฐ มีแต่เกทับกันเพื่อให้เงินเข้ากระเป๋าชาวบ้านมากกว่า

ไม่มีพรรคใดประกาศจริงจังว่าจะไม่กู้เงิน เน้นการหารายได้เพื่อให้งบประมาณสมดุล มีแต่แข่งขันด้านใช้เงินปรนเปรอชาวบ้าน ไม่ยอมบอกว่าจะเอาเงินมาจากไหน ทำให้เดากันได้ง่ายๆ ว่าถ้าไม่เอาจากงบประมาณ ก็ต้องผ่านการกู้เงินมาทำให้สำเร็จ

สร้างหนี้สินทับถมกันต่อเนื่อง ถึงรุ่นลูกหลานก็ใช้คืนไม่หมด เพราะคนกู้กับคนหาเงินจ่ายคืนเงินกู้เป็นคนละกลุ่มกัน แถมยังหน้าไม่อาย ประกาศอีกว่า “ประเทศไทยยังกู้ได้อีก” นั่นคือขาดความรับผิดชอบ เป็นพวกเอาแต่ได้ ไม่รักชาติ

ช่วงหาเสียง ชาวบ้านไม่ได้ยินคำประกาศของคนของพรรคใดว่าจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีอาชีพ ไม่ต้องพึ่งพาของฟรีจากรัฐบาล ให้ยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แม้จะรู้ว่านั่นเป็นเพียงคำหาเสียง นักเลือกตั้งก็ยังไม่กล้าประกาศ น่าจะเป็นเพราะว่าพูดไปคนก็ไม่เชื่อ และชาวบ้านก็รู้ ปลงแล้วว่านักเลือกตั้งต้องเข้ามาถอนทุน โกงบ้านกินเมือง ไม่ประกาศว่าเป็นคนมีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม มียางอายเยอะ

ยิ่งยุคนี้กฎ กติกาต่างๆ ถูกมองว่าเอื้อและอวย ช่วยกลุ่มกุมอำนาจรัฐให้ได้เปรียบเต็มที่เพื่ออยู่ต่อ ความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรมย่อมไม่มีในการแข่งขัน ผลการชนะหรือแพ้เป็นตัวกำหนด ไม่ว่าจะได้โดยวิธีใดก็ตาม ตราบใดที่โกงแล้วจับไม่ได้

ชาวบ้านส่วนหนึ่งตัดใจยอมรับว่ามีเลือกตั้งยังดีกว่าไม่มี เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะไปใช้สิทธิเพื่อ “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” ให้คณะกุมอำนาจปัจจุบันได้อยู่ต่อ แม้กระนั้น ยังต้องทำใจถ้ามีอุปสรรคในขั้นสุดท้าย ทำให้ทุกอย่างไม่ลงตัวตามคาด

การหาเสียงด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะจัดหาของฟรีให้ชาวบ้านฟ้องให้เห็นว่ารูปแบบของการบริหารจัดการบ้านเมืองจะไม่มีให้เห็นว่าความเสถียรภาพ ความมั่นคง เป็นสิ่งที่คาดหวังได้จริงจัง สรุปแล้วการหาเสียงคือการแข่งขันเอาใจชาวบ้าน

นี่จะเป็นการเมือง “สามก๊ก” แบบไทยๆ คือก๊กรัฐบาล ก๊กท่านเหลี่ยม ก๊กสะตอ จะยั่งยืนหรือเฉพาะกิจก็ขึ้นอยู่กับว่าในความเป็นจริง ใครเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของรัฐเพื่อนำมาเป็นงบใช้จ่ายให้นักเลือกตั้งท้องถิ่นและกุมอำนาจรัฐ

ดังนั้นศึกชิงเมืองครั้งนี้เดิมพันสูง ไม่ว่าใครจะชนะ โอกาสที่ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้ดีนั้นยังเป็นเพียงความหวังเลื่อนลอย ถ้าไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ก็ยังถือว่าพอไปได้ ท่ามกลางสภาวะไร้วินัยการเงินการคลัง

มหกรรมกาเบอร์ครั้งนี้สร้างโอกาสให้เกิดจุดเปลี่ยน จากสภาพนิ่งทั้งการเมือง เศรษฐกิจตายซาก สังคมเสื่อมโทรมมานานกว่า 4 ปี สู่ความเปลี่ยนแปลง จะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องรอถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนต้องเลือกคนพอใช้ได้จากกลุ่มซึ่งมีปัญหา
อย่างที่ว่ากัน ประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เลวน้อยที่สุด การเมืองไทยก็ต้องให้ชาวบ้านเลือกคนที่เลวน้อยที่สุดด้วย ที่น่ากลัวคือเลวในระดับเดียวกันหมด!

คนบางพวกยังอยากให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลเข้ามาปฏิรูปก่อน จากนั้นว่ากันใหม่ตามกติกาใหม่ ให้บ้านเมืองดูมีความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...