xs
xsm
sm
md
lg

อนาคต “ลุงตู่” ในมือประชาชน

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


ตอนนี้มีสัญญาณชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จะมาอยู่ในรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ แต่จะไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.รวมทั้งยืนยันแล้วว่า ถ้าจะเป็นต่อก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนในไม่ใช่คนนอก

แสดงว่าสู้กันตรงเลือกตั้งช็อตแรกเลยคือ ฝั่งไหนที่รวมเสียง 2 สภา แล้วได้ 376 ที่นั่งขึ้นไปจะได้เป็นรัฐบาล และ “ลุงตู่” ก็มีเสียง ส.ว.ที่จะตั้งเองกับมือ 250 คนเป็นทุนรอนอยู่แล้ว ถ้าดูตามสถานการณ์ขณะนี้เขียนชื่อไว้เลยครับว่า โอกาสของนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งจะชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิมมากกว่าใคร

แต่ตอนที่ลุงตู่ยังไม่ท่าทีชัดเจนนั้น ผมก็คิดนะครับว่าถ้าลุงตู่จะรับเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมั่นใจว่าจะชนะได้เป็นแน่ๆ เพราะถ้ายอมรับเป็นแล้วสุดท้ายไม่ได้เป็นจะเสียฟอร์มมาก เพราะแพ้ทั้งที่กุมทุกองคาพยพไว้ในมือทั้งหมด ในภาวะแบบนั้นอาจจะเสียหายไปไม่เป็น สู้วางมือตอนเป็นแชมป์ยังดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อลุงตู่ตัดสินใจแล้วน่าสงสัยนะครับว่า ความคิดของฝั่งสนับสนุนลุงตู่นั้นมั่นใจว่า จะได้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิน 250 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่ หรือต้องการเพียงเสียงที่พอจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งต้องการเสียง ส.ส.เพียง 126 คนก็พอแล้ว

แต่ด้วยปัจจัยของการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อกลับมามองผมเองคิดนะครับว่า แค่ 126 เสียงจาก 3 พรรคที่หนุนลุงตู่แน่ๆ คือ พลังประชารัฐ พรรคกำนันสุเทพ พรรคนายไพบูลย์ นิติตะวัน ก็อาจจะไม่เรื่องง่าย ทำไมผมคิดเช่นนั้น

อย่าลืมว่า ทั้ง 3 พรรคนั้นชูลุงตู่เหมือนกันหมด แต่พรรคที่จะเอาลุงตู่มาหาเสียงได้พรรคเดียวคือ พรรคที่จะเสนอรายชื่อ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นพรรคพลังประชารัฐ ส่วนอีก 2 พรรคนั้นจะใช้ลุงตู่มาพูดหาเสียงไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ กกต.เคยประกาศไว้ เมื่อมีฐานเสียงที่ซ้อนกันมันก็เหมือนพรรคเดียวแม้มีผู้สมัคร 3 คนจาก 3 พรรค แต่กองเชียร์ลุงตู่เลือกได้คนเดียว ดังนั้นผมคิดว่า จะหวังให้ 3 พรรคนี้ได้เสียงรวมกันถึง 126 เสียงก็ไม่ง่ายนะครับ แม้พรรคพลังประชารัฐจะคุยว่า ตัวเองจะได้ถึง 150 เสียงก็ตาม

มีหลายคนบอกว่า อย่างเก่งพรรคพลังประชารัฐได้สัก 50 เสียงก็มากแล้ว เพราะไม่รู้เลยว่าฐานเสียงอยู่ตรงไหน เพื่อไทยมีฐานเสียงเหนือกับอีสาน ปชป.มีฐานเสียงภาคใต้ กทม. ภูมิใจไทย อีสานใต้ ชาติไทยพัฒนา อยู่ภาคตะวันตก พรรคชาติพัฒนา โคราช ฯลฯ แม้อนาคตใหม่จะมีฐานเสียงที่ไม่ชัดเหมือนกัน แต่รู้กันนะครับว่า เขามีฐานเสียงในหมู่คนรุ่นใหม่ แล้วที่พลังประชารัฐบอกว่าได้ 150 ที่นั่งมาจากไหน เพราะได้ขนาดนั้นต้องมี 10 ล้านเสียงขึ้นไป ซึ่งยากมากถ้าพูดกันตามความเป็นจริง

เอาเถอะตั้งเป้าไว้ที่ 126 เสียงให้พอตั้งรัฐบาลได้ก่อน ถึงแม้ 3 พรรคจะหนุนลุงตู่อาจจะไม่พอ 126 เสียง แต่สมมติว่าสุดท้ายแล้วมีเสียงจากพรรคอื่นมาหนุนให้เพียงพอต่อการตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้ถึง 250 เสียงขึ้นไป ก็จะเป็นเพียง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” น่าคิดเหมือนกันนะครับว่า ถ้าลุงตู่ตัดสินใจไปต่อตามที่คาดการณ์กันว่า ลุงตู่มองสถานการณ์ข้างหน้าอย่างไร

แล้วถ้าอยู่ในรายชื่อ “ลุงตู่” ได้คิดถึงสถานการณ์ที่จะกลายเป็นเป้าให้พรรคการเมืองคู่แข่งดาหน้ามาถล่มในระหว่างหาเสียงหรือไม่ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าลุงตู่จะทนได้ไหม ระหว่างนั่งเก้าอี้นายกฯ ในขณะที่มีชื่อเป็นตัวเลือกก็หมิ่นเหม่ว่า จะพัวพันกันระหว่างทำหน้าที่นายกฯ กับการหาเสียงถูกถล่มยับแน่

ที่สำคัญแม้เราวางแผนไว้ให้รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นหลังกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อวันที่คนไทยรอคอยผ่านพ้นไปก่อน แต่อย่าลืมว่า ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมไม่นานนักก็แทบจะรู้กันแล้วว่า ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พรรคไหนชนะเลือกตั้ง พรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลต่อ และหลังจากนั้นไม่นานแล้วก็จะรู้ว่าพรรคไหนจะจับมือกับใครอยู่ฝ่ายไหน

ณ วันนั้น ถ้าเสียงของฝั่งสนับสนุนลุงตู่มากถึง 250 เสียง ผมคิดว่า สถานการณ์ก็จะเดินหน้าไปได้ด้วยดี เสียงขานรับจากต่างประเทศดีขึ้น ส่งผลต่อภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจ เพราะเป็นรัฐบาลเดิมที่จะทำงานต่อเนื่องด้วยสถานการณ์ที่มั่นคง รัฐบาลชุดหน้าแม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่จะได้รับการยอมรับจากอารยประเทศที่มากขึ้นในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

และที่สำคัญเรารู้กันนะครับว่า องคาพยพต่างๆ ที่สร้างขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น สร้างให้รองรับกับรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำงานต่อมากกว่าจะให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน ทั้งนโยบายต่างๆ มาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ แผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือสมาชิกวุฒิสภาที่ตั้งขึ้นเอง อันรวมไปถึงผู้บัญชาการทุกกองทัพที่จะมาตามตำแหน่งเพื่อเข้าไปค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้ด้วย

พูดตรงๆ เลยว่า ถ้ารัฐบาลคณะอื่นเข้ามาคงทำงานยาก ต้องรื้อปรับกันใหม่อีก เพราะหลายพรรคพูดแล้วว่า จะไม่เอาแผนยุทธศาสตร์ชาติ เค้าลางแห่งความยุ่งเหยิงก็จะตามมา แล้วคิดว่ากองทัพจะเป็นเอกภาพกับรัฐบาลนั้นเหมือนกับรัฐบาลชุดนี้ไหม

แต่ถ้า ณ หลังคืนวันที่ 24 มีนาคม รู้แล้วว่า ลุงตู่ได้เป็นรัฐบาลต่อแน่ แต่จะเป็นเพียงรัฐบาลเสียงข้างน้อย สถานการณ์ ณ ตอนนั้น ก็จะแตกต่างกันด้วย เพราะจะรู้คำตอบทันทีว่า แม้ลุงตู่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกจะเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้เกินปีนี้ต้องยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่อีก

หักมุมไปยิ่งกว่านั้นอีก ถ้าหลังการปิดหีบในวันที่ 24 มีนาคม รู้ว่า รัฐบาลลุงตู่ไปต่อไม่ได้ เพราะแพ้เลือกตั้งไม่สามารถรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้แน่ ก็ลองคิดนะครับว่า บรรยากาศขณะนั้นจะเป็นอย่างไร แม้ว่า โอกาสน้อยมากที่จะเกิดช่องทางนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ต้องไม่ลืมว่า ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ซึ่งเท่ากับการเลือกนายกรัฐมนตรีกลายๆ เราอาจได้ผลการเลือกตั้งที่คาดไม่ถึงก็ได้ เพราะเชียร์ใครเป็นนายกฯ ก็ต้องลงคะแนนให้ฝ่ายไหน ก็ต้องวัดกันที่มวลชนฝ่ายไหนจะมากกว่ากัน กระแสเบื่อของคนไทยจะมีไหม

พูดกันตามความเป็นจริงไม่ใช่เชียร์ใครรักใคร ถ้าออกผลทั้งในด้านลุงตู่มีเสียงไม่เพียงพอจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากกับลุงตู่ไม่มีเสียงเพียงพอจะตั้งรัฐบาล มันจะเกิดความวุ่นวายตามมากับประเทศมากกว่าลุงตู่ได้ไปต่ออย่างมั่นคงในรัฐบาลชุดหน้า แม้ว่าจะชอบลุงตู่หรือไม่ก็ตาม

เพราะทุกอย่างลุงตู่วางไว้หมดเพื่อให้ตัวเองเดินหน้ารวมถึงความสัมพันธ์กับกองทัพ และเสียง ส.ว.ที่ตั้งเองกับมือ และองค์กรอิสระที่เลือกแล้วเลือกอีก แม้มีคำถามให้ขบคิดเหมือนกันว่าลุงตู่แม้มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จยังทำได้แค่นี้ ถ้ากลับไปสู่อำนาจปกติจะทำได้แค่ไหน แต่รัฐบาลภายใต้นักการเมืองที่เราเห็นหน้าอยู่เราก็รู้แล้วเหมือนกันว่ามีศักยภาพแค่ไหน

กล่าวได้ว่า อนาคตของลุงตู่นั้นอยู่ในมือของประชาชน ประเทศจะเดินไปทางไหนเป็นอำนาจของประชาชนที่จะจับปากกาตัดสินอนาคตของตัวเอง ในวันนั้น

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...