xs
xsm
sm
md
lg

แผนPDPฉลุย-ต่อSPP25ราย ซื้อไฟขยะ มท.เพิ่ม400เมกฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

กพช.อนุมัติแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ (PDP2018 ) ปี 61-80 เด้งรับนโยบายกำจัดขยะมหาดไทยเปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน เพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์ รวมของเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 900 เมกะวัตต์ พร้อมปรับเงื่อนไขให้ซื้อไฟจากโรงไฟฟ้า SPP จากขยะชุมชนในพื้นที่เอกชนได้ด้วย-ไฟเขียวต่ออายุ SPP 25 ราย

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังการประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า กพช.ได้มีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 (PDP2018) ซึ่งภายใต้แผนจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นถึงปี 2580 ไว้ที่ 77,211 เมกะวัตต์ โดยในสัดส่วนนี้ จะเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ช่วงปี 61-80 ทั้งสิ้น 56,431 เมกะวัตต์ แยกเป็น โรงไฟฟ้าหมุนเวียน 20,766 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีโรงไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐช่วงปี 61-80 ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าขยะชุมชน เพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์ จากเดิม 500 เมกะวัตต์ รวมเป็น 900 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 120 เมกะวัตต์

"นโยบายกำจัดขยะทำให้ กพช.ได้เห็นชอบเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะเพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์ เพื่อให้มากพอที่จะกำจัดขยะได้ทั่วประเทศ ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาร่วมกับกระทรวงพลังงาน เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 120 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าที่จะเปิดรับซื้อตามนโยบายส่งเสริมของรัฐจะเป็น 520 เมกะวัตต์" นายศิริ กล่าว

นอกจากนี้ในส่วนของโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่เหลือ ที่จะอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ประกอบด้วย ชีวมวล 3,376 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 546 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย หรือโซลาร์ภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2,725 เมกะวัตต์ พลังลม 1,485 เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม 44 เมกะวัตต์ เป็นต้น รวมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 18,176 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น 2,112 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 13,156 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 1,740 เมกะวัตต์ ซื้อไฟต่างประเทศ 5,857 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าใหม่/ทดแทน 8,300 เมกะวัตต์ แผนอนุรักษ์พลังงาน 4,000 เมกะวัตต์ โดยแผนพีดีพีใหม่ จะมีสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล 35% ประกอบด้วยพลังน้ำต่างประเทศ 9% พลังงานหมุนเวียน 20% การอนุรักษ์พลังงาน 6% ผลิตไฟจากถ่านหินลดเหลือ 12% และก๊าซธรรมชาติ 53%

"แผนพีดีพีฉบับนี้ ได้ประมาณค่าไฟขายปลีกช่วงปี 61-80 เฉลี่ยที่ 3.58 บาทต่อหน่วย และแผนนี้จะทบทวนทุก 5 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี ได้มีดำริการพัฒนาระบบส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยมารับพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ Grid Modernization จะทำอย่างไรให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอีก เพื่อจูงใจการลงทุนโดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ศึกษาเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า (Grid connection) ในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงขายไฟฟ้าระหว่างกัน" นายศิริกล่าว

เปิดเจรจาสร้างโรงไฟฟ้าตะวันตก

สำหรับโรงไฟฟ้าที่จะต้องเร่งเสริมความมั่นคงในภาคใต้ ทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ถูกคัดค้านนั้น กพช.เห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 1,400 เมกะวัตต์ และให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าภาคตะวันตก 1,400 เมกะวัตต์ โดยให้ กฟผ.ร่วมทุนกับเอกชน บนเงื่อนไขต้องก่อสร้างเสร็จใน 4 ปี และค่าไฟฟ้าต้องถูกกว่าโรงที่ก่อสร้างใหม่ เพราะจะสร้างในพื้นที่เดิม คือ ทดแทนโรงไฟฟ้าไตรดินเนอร์ยี่ ของ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี (RATCH) ที่กำลังจะหมดสัญญาปี 2563 ส่วน RATCH จะได้สัญญานี้หรือไม่ ก็ต้องเจรจาต่อไป โดยโครงการนี้จะเป็นลักษณะการเจรจา ไม่ใช่เปิดประมูล เงื่อนไขหลักคือ 1. สร้างให้ทันไม่เกิน 4 ปี 2. ส่วนลดค่าไฟต้องต่ำกว่าโรงไฟฟ้าสร้างใหม่โดยเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เหมือนเดิม

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กพช. ยังได้เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.)โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เสนอขอปรับปรุงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)ในสถานที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้าเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือเป็นเอกชนได้ด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบต่ออายุสัญญาให้ครอบคลุม SPP ระบบ Cogeneration ให้สอดคล้องกับมติกพช.เดิม เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 59 จำนวน 25 ราย ขายไฟตามสัญญา 1,700 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น เชื้อเพลิงก๊าซ 20 ราย และถ่านหิน 5 ราย ที่สิ้นสุดอายุสัญญาในปี 59 -68 ได้รับการต่ออายุสัญญา หรือก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ อายุสัญญา 25 ปี โดยให้ใช้เชื้อเพลิงตามสัญญาเดิม และได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าสอดคล้องกับประเภทเชื้อเพลิง โดยก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.80 บาทต่อหน่วย ถ่านหิน 2.54 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุ 25 ปี

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โซลาร์ภาคประชาชน จะรับซื้อไฟส่วนเหลือ ปีละ100 เมกะวัตต์ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป คาดว่าจะเปิดรับซื้อได้ไม่เกินกลางปีนี้ โดยกำลังพิจารณาแนวทางการส่งเสริมในเรื่องของการเงินที่จะเข้าไปช่วย อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออมสิน กรุงไทย ฯลฯ ส่วนหลังคาบ้านที่ติดตั้ง นอกจากประชาชนแล้ว อาจจะมีโรงพยาบาล และโรงเรียนด้วย

**เอกชนขอบคุณรัฐเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้า SPP

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวถึง กรณี กพช.มีมติเห็นชอบต่ออายุโรงไฟฟ้า SPP ระบบโคเจนเนอเรชั่น 25โรง ว่า รู้สึกโล่งอก หลังจากโครงการล่าช้ามานานหลายปีแล้ว ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่เห็นถึงความสำคัญ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน หลังจากนี้บริษัทก็จะเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPPใหม่ ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะหมดอายุให้แล้วเสร็จตามกำหนด โดย บี.กริม เพาเวอร์ จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จำนวน 3 โรงๆ ละ 130 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนโรงละ 5.5พันล้านบาท หรือประมาณ1.65 หมื่นล้านบาท

ส่วนแผนพีดีพี 2018 (2561-2580)ที่ไม่มีการกำหนดรับซื้อ SPP แต่มีเพียงโรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักแข่งขันที่อาจเป็นโรงไฟฟ้าไอพีพี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) 8,300 เมกะวัตต์นั้น ทางบี.กริมฯ พร้อมแข่งขันในการประมูลไอพีพี โดยหวังว่าทีโออาร์ จะโปร่งใส
กำลังโหลดความคิดเห็น...