xs
xsm
sm
md
lg

"แม้ว-ปู"สองพี่น้องฝ่ายปชต.อ่วม "อียู"สกัดเส้นทาง-เสี่ยงถูกจีนอายัดทรัพย์!!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**เรียกว่าเปิดศักราชใหม่ไม่ค่อยโสภานัก สำหรับสองพี่น้องที่ถูกบรรดาผู้สนับสนุนเชิดชูสถาปนาให้เป็นต้นแบบหรือ "ผู้นำ" ฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งที่ตลอดชีวิตการทำธุรกิจและการเมือง มีแต่เรื่องถูกกล่าวหา หรือข้อหาทำธุรกิจผูกขาดสัมปทาน และทุจริตซื้อเสียง ...ใช่แล้วกำลังพูดถึง ทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เวลานี้ทั้งคู่ต่างหลบหนีคดีทุจริต อยู่ในต่างประเทศ
จากรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศที่มีการนำเสนอรายงานประจำปีของสหภาพยุโรป หรืออียู ที่แจ้งเตือนให้ประเทศสมาชิกเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต "วีซ่าทอง" (Goldden Visa)โดยเตือนให้ทุกประเทศได้รับรู้กันทั่วว่า มันถูกนำไปฉกฉวยประโยชน์โดยบุคคล หรือพวกองค์กรอาชญากรรมต่างๆ สำหรับการฟอกเงิน คอร์รัปชัน และเลี่ยงภาษี
ที่สำคัญในรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงตัวอย่าง กรณีของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวนี้จากประเทศมอนเตเนโกร จากการใช้จ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อแลกกับการได้ถิ่นพำนัก และสิทธิพิเศษบางอย่าง
ในรายงานยังยกตัวอย่างกรณีของ อดีตนายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์คนหนึ่ง ที่ถูกกล่าวกล่าวหาฉ้อโกงเงินหลวง และได้"วีซ่าทอง" จากประเทศเดียวกันด้วย
ขณะที่ "น้องสาว" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มมีชะตากรรมที่ไม่ค่อยโสภามากขึ้น หลังจากก่อนหน้าเมื่อวันก่อนเพิ่งมีรายงานจากสื่อจีนว่า ถูกถอดถอนพ้นตำแหน่งประธานบริษัทท่าเรือแห่งหนึ่ง ในเมืองซัวเถาประเทศจีน ทั้งที่เพิ่งซื้อกิจการได้ไม่ถึง 1 เดือน และตามมาด้วยการที่ "ฮุนเซน" นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้ประกาศยกเลิกการถือหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติทั้งหมด โดยมีการเชื่อมโยงกันว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้หนังสือเดินทางที่ว่า อ้างสิทธิ์พลเมืองของกัมพูชา ใช้เป็นเอกสารในการซื้อหุ้น และจัดตั้งบริษัทท่าเรือดังกล่าว โดยล่าสุดชื่อของประธานบริษัท ถูกเปลี่ยนเป็นคนจีนแล้ว
**เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง มีสื่อของฮ่องกง อย่าง "แอปเปิล เดลี่" ได้รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริษัทบริหารท่าเรือของเมืองซัวเถา อาจเป็นเพราะทางรัฐบาลจีนสงสัยว่า จะมีการพัวพันกับการทุจริต และเชื่อมโยงไปถึงหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์คนหนึ่ง ซึ่งสื่อ "แอปเปิล เดลี" ของฮ่องกงระบุว่า มีความสนิทสนมกับ "ครอบครัวชินวัตร" มานาน รวมไปถึงสนิทสนม กับครอบครัวของ อดีตประธานาธิบดี"จอร์จ บุช" ของสหรัฐฯอีกด้วย
ซึ่งหากปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วก็พอมองเห็นภาพ เพราะก่อนหน้านี้หากจำกันได้ ในยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มักมีข่าวเกี่ยวพันกับเรื่องธุรกิจน้ำมันข้ามชาติ ที่ครอบครัวของบุช ทำอยู่บ่อยครั้ง และล่าสุดเมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวเปิดโปงออกมา ทางเพจผู้สนับสนุนของครัวชินวัตร ก็พยายามออกมาแก้ต่าง โดยพยายามเชื่อมโยงให้เห็นเครดิตว่า มีครอบครัวของ "จอร์จ บุช" เข้ามาซื้อหุ้นด้วย
แต่กลายเป็นว่า เป็นการ "มัดตัวเอง"ไปโดยปริยาย เพราะสื่อฮ่องกง เพิ่งมาขยายความในวันถัดมาว่า นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ที่เป็นหุ้นส่วนกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในบริษัทท่าเรือซัวเถานี้ เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริตเลี่ยงภาษี ซึ่งนอกจากสนิทสนมกับครอบครัวชินวัตรแล้ว ยังสนิทกับครอบครัว จอร์จ บุช อีกด้วย และยังเคยบริจาคเงินสนับสนุนการหาเสียงในช่วงหยั่งเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งมาแล้วอีกด้วย
แน่นอนว่า หากพิจารณาจากรายงานข่าวในกรณีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือว่าน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าในยุคของ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนในยุคปัจจุบัน ที่รณรงค์ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และหากรายงานข่าวดังกล่าวเป็นความจริง มันก็เป็นไปได้ว่า จะมีการสอบสวนตามมา และมีโอกาสที่จะถูก "อายัดทรัพย์" เอาไว้ก่อน ก็เป็นไปได้เหมือนกัน และงานนี้ "ไม่ธรรมดา" กว่าที่คิดเสียแล้วก็ได้
เอาเป็นว่าเมื่อเริ่มศักราชใหม่ ทั้งสองพี่น้องที่ถูกยกให้เป็น "ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย" อาจจะตกที่นั่งลำบาก เพราะทั้งสหภาพยุโรป ก็กำลังมีท่าทีเข้มงวด นี่ยังมาเจอกับเรื่องราวในจีน ที่น่าหวั่นไหวอีก มิหนำซ้ำยังมีรายงานเข้ามาอีกว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังไต่สวนคดีระบายข้าว "จีทูจีล็อตสอง" อีก ที่ระบุว่าจะสาวไปถึง 3 พี่น้องในครอบครัวนี้ คือ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่เวลานี้ยังไร้ร่อง รอย เหมือนกับถูกกระหน่ำเข้ามาทุกทิศทางเลยทีเดียว !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...