xs
xsm
sm
md
lg

เหตุปัจจัยแห่ง “ความเสี่ยง”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ - นายอี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องไปว่ากันเรื่องเงินๆ-ทองๆ เรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ นั่นแหละทั่น เพราะโดยแนวโน้มของปีหมู ปีนี้ มันน่าจะออกมาทาง “หมูป่า” หรือ “หมูเขี้ยวตัน” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หรือออกไปทาง “ปีหมา (ปีที่แล้ว) เผาหลอก-ปีหมู (ปีนี้) เผาจริง” อะไรประมาณนั้น เพราะไม่เพียงแต่เรื่อง “สงครามการค้าอเมริกากับจีน” ที่ยังหาทางออก ทางลงกันไม่เจอ หรือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ยังตามมาด้วยเรื่องเบร็กส่ง เบร็กซิต ที่ยังไม่รู้จะออกหัว ออกก้อย หรือออกกลางกันแน่!!!

แม้จะเห็นข่าวแวบๆ...ว่าตัวแทนคณะเจรจาทางการค้าของจีน นำโดยรองนายกรัฐมนตรี “ลิ่ว เหอ” (Liu he) ท่านจะยกขบวนไปเจรจากับตัวแทนทางการค้าของอเมริกัน ในช่วงวันที่ 30-31 มกราคมนี้ ให้รู้แล้ว รู้แรดกันไปซะที แต่โดยสีสันบรรยากาศ โดยสภาวะแวดล้อมที่พอจะนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา โอกาสที่มันจะ “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” น่าจะยากส์ส์ส์เอามากๆ ยิ่งดูจากการที่รัฐบาลอเมริกัน ไปจนถึงบรรดาพันธมิตรตะวันตก รวมหัวกันไล่บด ไล่บี้ บริษัทธุรกิจด้าน “AI” ของจีน ที่บรรดาชาวจีนเขาฝันๆ ว่าจะเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจชิ้นใหม่” ที่ช่วยเพิ่มรายได้ เพิ่มตัวเลขจีดีพีของจีน ขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2030 ตามที่บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอย่าง “McKinsey and Company” ได้ทำนายเอาไว้ เช่น กรณีการไล่ล่าบริษัท “หัวเว่ย” และ “ZTE” อย่างชนิดกะให้เจ๊ง ให้พังพินาศให้จงได้ แค่นี้...ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาพูด เสียเวลาเจรจาใดๆ ต่อไปอีกแล้ว!!!

ส่วนเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แม้ว่าโดย “น้ำเสียง” ของประธานธนาคาร “นายเจอโรม พาวเวลล์” (Jerome Powell) จะฟังดูรื่นหูอยู่บ้างในช่วงล่าสุด คือบอกว่าฝ่ายนโยบายการเงินของเฟดจะ “อดทน” และ “ยืดหยุ่น” ต่อการกำหนดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ถ้าฟังจากน้ำเสียงของผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน “นายอี้ กัง” (Yi Gang) ที่ออกมาพูดไว้ในเวทีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายการเงินของจีนและเยอรมนีที่กรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงวันศุกร์ (18 ม.ค.) ที่ผ่านมา...“ความไม่แน่นอน” ของทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ นี่แหละ ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน เขาถือเป็นหนึ่งในสอง-สามประเด็นหลักๆ อันจะนำไปสู่ “ความเสี่ยงครั้งใหญ่ในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก”...

และที่ออกจะหนักหนาสาหัสยิ่งไปกว่านั้น...คงหนีไม่พ้นไปจากความเละตุ้มเป๊ะในเรื่อง “Brexit” ของอดีตจักรวรรดินิยมอังกฤษเขานั่นเอง ที่แม้ว่าใกล้ “เส้นตาย” ในการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป อีกแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน พอๆ กับเลือกตั้งบ้านเรา คือประมาณวันที่ 29 มีนาคมที่จะถึง แต่จนบัดนี้...ก็ยังหาทางออก ทางลงกันไม่เจอ ไม่รู้จะออกหัว ออกก้อย ออกกลางกันแน่ ถ้าหากไม่สามารถยืดเวลาเส้นตาย (ซึ่งอันที่จริง...อังกฤษนั่นแหละเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง) ก็ดูจะเหลืออยู่แต่แนวโน้มความเป็นไปได้อยู่แค่ 2 ทางด้วยกัน คือทางแรก...กลับไป “ลงประชามติ” กันใหม่อีกรอบ โดยเที่ยวนี้พวกที่ “ไม่เอาเบร็กซิต” หรือผู้ที่พร้อมอยู่ร่วมกับสหภาพยุโรปต่อไป เห็นว่า...ชักมีเปอร์เซ็นต์เพิ่มๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเริ่มหูตาสว่าง เริ่มตระหนักสำนึกว่าความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในยุคจักรวรรดิพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน มันหมดสมัย ล้าสมัย มันตกยุคไปนานแล้ว การกลับไปลงประชามติครั้งใหม่ จึงอาจส่งผลให้อังกฤษยังคงอยู่ร่วมในสหภาพยุโรปได้เหมือนเดิม ไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปทั่วทั้งเกาะอังกฤษ ทั่วทั้งยุโรป หรือทั่วทั้งโลก อย่างเช่นทุกวันนี้...

แต่ก็นั่นแหละ...ผู้ที่เคยคัดค้านเสียงแข็งต่อการ “กลับไปลงประชามติ” กันใหม่ ก็คือนายกรัฐมนตรีอังกฤษ “นางเทเรซา เมย์” หรือ “เมย์ มนุษย์ป้า” นั่นเอง ที่แม้จะหยิบยกเอาเรื่องคุณค่า ราคา “ความเป็นประชาธิปไตยอันสูงส่ง” มาอ้างอิงไว้ในลักษณะไหนก็ตาม แต่ก็ดันไม่ยอม “ลาออก” แม้จะแพ้เสียงในสภาฯ ระดับครึ่งต่อครึ่ง การดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลต่อไป จะมีส่วนทำให้ทางออกทางแรก หรือการกลับไปลงประชามติกันใหม่ มีความเป็นไปได้มาก-น้อยขนาดไหน ก็ยากที่จะสรุปได้ และนั่นอาจทำให้ข้อวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ชาวรัสเซีย อย่าง “นายอเล็กซานเดอร์ ครามาเรนโก” (Alexander Kramarenko) ผู้อำนวยการสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัสเซีย (Russian International Affair Council) ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว “TASS” เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา ด้วยคำพูดที่ว่า... “การที่นางเทเรซา เมย์ ยังคงสนุกอยู่กับการเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยไม่คิดจะลาออก นั่นคือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า อังกฤษต้องการที่จะออกจากอียู แบบไม่มีข้อตกลง (No-Deal Brexit) นั่นเอง” อาจเป็นข้อวิเคราะห์ที่มีสิทธิ์เป็นจริง เป็นจัง ขึ้นมาโดยทันที ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่...

คือถ้าว่ากันด้วยเหตุด้วยผล...ทางออกแบบที่เรียกว่า “ไม่มีข้อตกลง” หรือ “No-Deal Brexit” นั้น น่าจะส่งผลให้เกิดความฉิบหายหรือเสียหายค่อนข้างมากที่สุด ไม่ว่าสำหรับประเทศอังกฤษ ทั่วทั้งยุโรป ไปจนถึงโลกทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าในแง่ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดหุ้น การส่งเข้า-ส่งออกของสินค้านานาชนิด นานาประเทศ อย่างที่นักวิจัยอาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด “นายคริสโตฟี ครอมเบซ” (Christophe Crombez) ที่เป็นชาวอังกฤษด้วยกันเอง ถึงกับ “ฟันธง” เอาไว้ว่า “No-Deal Brexit” นั้น สามารถส่งผลให้เศรษฐกิจของโลกทั้งโลกเกิดอาการ “ชะลอตัว” หรือถึงขั้น “ถดถอย” เอาเลยก็ไม่แน่!!! แต่ก็นั่นแหละ...อะไรที่อยู่เบื้องหลังการหาทางออกในแนวนี้??? ก็ออกจะยากส์ส์ส์ที่จะหา “เหตุผล” มาอธิบายกันได้ง่ายๆ...

ด้วยเหตุนี้...อาจต้องหันไปอาศัยคำตอบ คำอธิบายของบรรดาผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ธุรกิจจำนวนเกือบ 1,000 คน ที่ได้เข้าร่วมการประชุม “World Economic Forum” ประจำปี ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงนี้ ซึ่งได้สรุปความเห็นไว้ในเอกสารรายงานเรื่อง “Global Risk Report” หรือ “บทรายงานว่าด้วยความเสี่ยงของโลก” โดยกล่าวเอาไว้แบบกว้างๆ ประมาณว่า... “ความตึงเครียดของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทิศทางการเมืองแบบชาตินิยมนั่นเอง ที่จะกลายเป็นตัวเพิ่มน้ำหนัก เพิ่มแรงถ่วงให้กับภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ รวมทั้งยังเป็นอุปสรรคขัดขวาง ข้อตกลงความร่วมมือในเรื่องที่ใหญ่ยิ่งไปกว่านั้น เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ เป็นต้น...” หรือสรุปง่ายๆ ว่า ด้วยเหตุเพราะ “ความเห็นแก่ตัว” เห็นแก่ “ตัวกู-ของกู” ประเภท “American First” อะไรประมาณนั้นนั่นแหละ คือต้นเหตุแห่งความฉิบหายทั้งสิ้น ทั้งปวง นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...