xs
xsm
sm
md
lg

ไม้หลักปักเลน ทำให้พันธมิตรมึน

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


นายไมค์ ปอมเปโอ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์กลับลำครั้งล่าสุด ต่อปธน.เออร์ดวนของตุรกี ด้วยการทวิตอย่างดุเดือดเลือดพล่านเมื่อวานนี้ว่า ตุรกีจะประสบกับเศรษฐกิจที่พังพินาศ ถ้าจะเดินหน้ากองทัพเข้าบดขยี้กองทัพเคิร์ดในซีเรีย ซึ่งเป็นกองกำลังที่รบในแนวหน้าแทนทหารอเมริกันในการปราบไอซิส

หมายถึงอเมริกาจะดำเนินการลงโทษตุรกีในด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ถ้าตุรกีฉวยโอกาสทองที่ทรัมป์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่า เขาพร้อมถอนทหารอเมริกันในซีเรียที่มีอยู่ทั้งหมด (ประมาณ 2,300 คน) กลับบ้านทันที เพราะสหรัฐฯ ชนะแล้วในการปราบไอซิสในซีเรีย

ทรัมป์ได้ยกหูโทรศัพท์พูดตรงกับปธน.เออร์ดวนของตุรกีในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม เพื่อให้ทหารตุรกีเข้าไปในซีเรียแทนที่ทหารอเมริกันที่กำลังถอนกลับบ้าน และนำความยินดีแก่เออร์ดวนมากที่จะเข้าไปในฐานะพันธมิตรนาโตกับพันธกิจที่จะไปเติมเต็มช่องว่างที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย

การประกาศถอนทหารอเมริกันกลับบ้านอย่างไม่มีการวางแผนมาก่อน รวมทั้งไม่ได้หารืออย่างรอบคอบ ทั้งกับเพนตากอน ซึ่งรมต.กลาโหมเจมส์ แมตทิส ก็ไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน รวมถึงพันธมิตรนาโตในยุโรป ทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส รวมทั้งตุรกีด้วย ต่างตั้งตัวไม่ทันกับคำประกาศที่ประหลาดใจครั้งนี้

น่าสังเกตว่า วันที่ 21 ธันวา เป็นวันเริ่มต้นของการ Shutdown วันแรกที่ข้าราชการและลูกจ้างประจำส่วนหนึ่ง (ประมาณ ¼ ของข้าราชการทั้งหมดของสหรัฐฯ) จำนวน 8 แสนคน จะไม่ได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างเพราะปธน.ทรัมป์ไม่ยอมลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณที่ได้ผ่านสภาล่าง และวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว เพราะทรัมป์ไม่พอใจที่ไม่ได้งบมาสร้างกำแพง ระหว่างตอนใต้ของสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ได้แต่เพียงงบที่จะสกัดกั้นคนอพยพผิดกฎหมาย และแอบขนยาเสพติดเข้ามา, เป็นเครื่องมืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโดรนหรือซ่อมรั้วเหล็ก หรือเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พิทักษ์เขตแดน รวมทั้งเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย

การประกาศถอนทหารด่วนจากซีเรีย จึงเป็นรายการสร้างฉากเพื่อกลบเรื่อง Shutdown ดังที่ทรัมป์จะชำนาญมากในการหาประเด็นที่หวือหวาหรือเรียกความสนใจมากกว่า มากลบปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเขาหรือบริษัทของเขา โดยเขาได้เขียนไว้ในหนังสือ The Art of the Deals ที่เคยขายดิบขายดีสมัยที่เขาโด่งดังกับการสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ใหญ่โตในนิวยอร์กแล้วเลยมาถึงรัฐอื่นๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะสร้างกาสิโนชื่อดัง เช่น ทัชมาฮาล เป็นต้น ซึ่งเขาจะย้ำเสมอว่า วิธีการชนะ Deals ก็คือ ต้องใช้ทุกๆ อย่างที่มีอยู่เพื่อกดดันหรือสร้างประเด็นขึ้นมา ขนาดจับแพะชนกับแกะก็ต้องทำ เพื่อสมประโยชน์ในการเจรจาต่อรองให้ชนะให้จนได้ (ไม่ว่าจะชักแม่น้ำทั้ง 5, โกหก, ขู่กรรโชก)

เรื่อง Shutdown นั้น จากโพลต่างๆ ที่ออกมาจากสื่อต่างๆ ประมาณ 53-60% ของประชาชนอเมริกันมองว่า ทรัมป์ผิด และให้ 30-35% เป็นความผิดของฝ่ายเดโมแครต ส่วนอีก 10-13% มองว่า เป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย

จำนวน 30-35% ที่มองว่าเป็นความผิดของเดโมแครตนั้น คือ ฐานเสียงที่หัวปักหัวปำกับทรัมป์ โดยไม่รับฟังข้อมูลจากฝ่ายอื่นๆ นอกจากทรัมป์ และไม่เคยถามว่า ทำไมสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากมาถึง 2 ปีที่ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ จึงไม่อนุมัติเงินสร้างกำแพง ดังที่ทรัมป์ได้ขอเอาไว้ตั้งแต่ต้น...แม้จนร่างกฎหมายงบประมาณฉบับล่าสุดที่เสนอให้ทรัมป์ลงนามให้เป็นกฎหมาย; ก่อนวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา, ก็เป็นร่างกฎหมายที่ฝ่าย ส.ส./ส.ว.รีพับลิกันเป็นฝ่ายตั้งงบร่วมกับ ส.ส./ส.ว. เสียงข้างน้อยจากเดโมแครตด้วยซ้ำ

การประกาศถอนทหารอเมริกันจากซีเรีย และอัฟกานิสถานอย่างเร่งด่วน ทำเอารมต.กลาโหมเขียนจดหมายยาวเหยียดลาออก และตบหน้า โดยกล่าวว่า ท่านปธน.คงต้องการรมต.กลาโหม ที่จะเป็นขุนพลอยพยักเท่านั้น ทำเอาทรัมป์โกรธมาก และประกาศปลดรมต.แมตทิสออกตั้งแต่ 1 มกราคม ทั้งๆ ที่แมตทิสบอกในจดหมายลาออกเมื่อ 23 ธันวาคม ว่า เขาจะอยู่จนถึง 28 กุมภาพันธ์ เพื่อการส่งมอบงานได้เรียบร้อยสมบูรณ์

แมตทิสไม่เห็นด้วยกับการถอนทหารทันที โดยไม่หารือกับพันธมิตรในนาโตก่อน เพราะกองกำลังบางส่วนของนาโต ทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส ต่างมาร่วมเป็นร่วมตายกับสหรัฐฯ เพื่อสู้กับไอซิส แล้วอยู่ๆ ถ้าทหารอเมริกันถอนออก เหล่าพันธมิตรก็เหมือนถูกทิ้งให้สู้รบแบบเดียวดาย (ไม่เพียงสู้กับไอซิส, ที่ยังคงมีพิษสงอยู่บางกลุ่ม แต่ยังมีกองกำลังของรัสเซียและอิหร่านเพ่นพ่านเต็มซีเรีย)

ตัวแมตทิสเองก็ไม่ได้ล่วงรู้ถึงการประกาศถอนทหารของทรัมป์ก่อนล่วงหน้าด้วยซ้ำ คือ ประกาศก่อนแล้วค่อยมาหารือกับรมต.กลาโหมและทีมงานเพนตากอน

ปฏิกิริยาจากนาโตก็ตกอกตกใจกับคำประกาศถอนทหารของทรัมป์ และเป็นการไม่ให้เกียรติหรือเป็นการทอดทิ้งพันธมิตรให้ค้างอยู่ในสนามรบ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพันธมิตร... โดยเฉพาะกองทัพชาวเคิร์ดที่อยู่แนวหน้า และเป็นนักรบที่ชำนาญในภูมิประเทศเพื่อต่อกรกับไอซิส

การเปิดทางให้กองทัพตุรกีเข้าไปแทนที่ช่องว่างของกองทหารอเมริกันที่จะถอนออก ก็เท่ากับให้กองทัพตุรกีไปเข่นฆ่ากองทัพเคิร์ดคู่ปรับได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีเสียงไม่พอใจนอกจากเหล่าพันธมิตรในนาโต (นอกเหนือจากตุรกี) และรวมทั้ง ส.ส. และส.ว.รีพับลิกันเองหลายคนก็ไม่พอใจกับวิธีถอนทหารของทรัมป์ โดยเฉพาะเมื่อรมต.กลาโหมลาออกประท้วง ซึ่งถือเป็น the last adult in the white House คือผู้อาวุโสน่านับถือคนสุดท้ายในทำเนียบขาว (เดิมมี 3 คนคือ รมต.ต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน; เลขาธิการปธน./Chief of Staff พลเอกจอห์น เคลลี; และรมต.กลาโหม เจมส์ แมตทิส) นั้นหมายถึงที่เหลือจะมีแต่เด็กๆ และเด็กอมมือที่เอาแต่ใจตัวเองมากที่สุดคือ ด.ช.ทรัมป์นั่นเอง ที่ต้องได้ดั่งใจเท่านั้น จนนำมาสู่การ Shutdown ที่สร้างความเจ็บปวดแก่ข้าราชการ และคนที่กำลังลำบากสาหัสโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาซื้ออาหารรับประทานด้วยซ้ำ

ทรัมป์ได้ส่งทั้ง จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคง และรมต.ต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ เดินสายไปตะวันออกกลาง โดย โบลตันรีบแจ้นไปอิสราเอล เพื่อไปแก้ไขคำประกาศของทรัมป์ ว่า การถอนทหารจะค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นขั้นตอน ไม่รีบด่วนจี๋อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะอิสราเอลหวาดวิตกว่า ถ้าทหารอเมริกันถอนไปหมดทันที จะเกิดช่องว่างและฝ่ายอิหร่านจะแผ่ขยายอย่างรวดเร็วเข้าแทนที่ เป็นการคุกคามอิสราเอลด้วย

ไมค์ ปอมเปโอ ต้องไปอธิบายให้ทั้งซาอุดีอาระเบีย หายตกใจเช่นเดียวกับอิสราเอล แต่ที่ตุรกี การพูดใหม่ของอเมริกาว่า การถอนทหารจะค่อยๆ ทำอย่างช้าๆ ทำให้ตุรกีเสียแผน ไม่พอใจขนาดไม่ยอมให้ปอมเปโอเข้าพบด้วยซ้ำ

แล้วทรัมป์ก็กลับคำ โดยขู่ตุรกีห้ามบุกโจมตีเคิร์ดในซีเรียด้วย โดยทรัมป์หน้าหนาไม่คำนึงถึงหน้าตาตัวเองว่าจะไม่เหลือความน่าเชื่อถือในหมู่พันธมิตรอีกต่อไป เขาไม่แคร์อะไรทั้งหมดนอกจากชนะใจฐานเสียงที่อยู่ในกำมือของเขาเท่านั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...