xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวดี-ข่าวร้าย...จากสมรภูมิซีเรีย

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

อิสราเอลยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาติกรุงดามัสกัสของซีเรีย
วันนี้...สงสัยคงต้องวนไป-วนมาอยู่แถวๆ “สมรภูมิซีเรีย” อีกนั่นแหละทั่น เพราะไหนๆ พื้นที่แถบนี้ โดยสีสันบรรยากาศมันชักใกล้ๆ “สมรภูมิอารมาเกดโดน” ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ไบเบิลเข้าไปทุกที ด้วยเหตุนี้...คงต้องให้น้ำหนัก ให้ความสนใจ ติดตามความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วง แต่ละฉาก อย่างมิอาจกะพริบตาได้โดยเด็ดขาด...

สำหรับช่วงวัน-สองวันนี้...คงต้องสรุปว่า มีทั้ง “ข่าวดี” และ “ข่าวร้าย” สำหรับความเป็นไปในประเทศซีเรีย ชนิดต้องนำเอามาเปรียบเทียบ หาทางแยกแยะ หาข้อสรุปกันเอาเอง ว่าสุดท้ายแล้ว...สิ่งดีๆ มันจะสามารถเอาชนะสิ่งร้ายๆ ได้มาก-น้อยขนาดไหนถ้าเริ่มจาก “ข่าวดี” ก่อน...อันดับแรก ก็คือข่าวคราวว่าด้วยกรณีตัวแทนสายการบิน “Oman Air” ได้เดินทางไปเยือน ไปพบปะหารือกับผู้อำนวยการสนามบินนานาชาติกรุงดามัสกัส หรือสนามบินแห่งชาติของซีเรียเขานั่นแหละ คือ “นายShafa al-Nouri” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา อันเป็นการพบปะเพื่อตรวจสอบสภาพความพร้อมทางเทคนิค และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพื่อรองรับแผนการกลับมาเปิดสายการบินของทั้งโอมาน, บาห์เรน และยูเออี มุ่งตรงไปยังดามัสกัส หลังจากที่เคยปิดเส้นทางการบินเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างกันและกันมานานถึง 6 ปี และหลังจากที่...ทั้งรัฐบาลโอมาน บาห์เรน ยูเออี และคูเวตได้ตัดสินใจหวนกลับไปเปิดสถานทูตของตัวเองในประเทศซีเรีย ไล่เรียงกันไปตามลำดับ...

ส่วนข่าวดีอันดับสอง...ก็คือข่าวคราวว่าด้วยกรณีผู้นำกลุ่ม “กบฏซีเรีย” “นายAhmad Jabar” ที่มีกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ ชายแดนซีเรียด้านที่ติดกับอิรัก และร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังชาวเคิร์ดแห่งกลุ่ม “Syrian Democratic Force” เพื่อหาทางโค่นล้มรัฐบาลซีเรียมาโดยตลอด แต่ได้ป่าวประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ “Al Mayadeen” ของอิรัก ว่าพร้อมแล้วที่จะ “นั่งโต๊ะเจรจา” กับรัฐบาลซีเรีย เพื่อหาทางทำให้ประเทศซีเรียกลับคืนสู่สันติภาพได้ซะที โดย “นายJabar” ได้แสดงความเชื่อ ความหวังเอาไว้ด้วยว่า รัฐบาลอิรักที่ตัวเองได้อาศัยชายแดนเป็นหลังอิงมาโดยตลอดนั้น จะมีส่วนช่วยให้การเจรจากับรัฐบาลซีเรียเป็นไปด้วยดี ด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเตรียมที่จะเสนอข้อเสนอให้รัฐบาลซีเรียยอมรับบรรดากองกำลังเหล่านี้ ในฐานะกองกำลังพิทักษ์ชายแดนด้านอิรัก หลังจากทหารอเมริกันได้ถอนตัวออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะไม่ต้องสู้รบปรบมือกันอีกต่อไป...

สำหรับข่าวดีอันดับสาม...ก็คือข่าวคราวการเดินทางไปเยือนกรุงมอสโกของรัฐมนตรีกลาโหมตุรกี “พลเอกHulusi Akar” พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทหารและปฏิบัติการข่าวกรอง เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ได้พบปะกับรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย “พลเอกSergei Shoigu” ทั้งสองฝ่ายก็ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ยืนยันถึงความตั้งใจของตุรกีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัสเซีย ตาม “ข้อตกลง Sochi” ที่ผู้นำรัสเซียและผู้นำตุรกีได้ให้สัญญาแก่กันและกันไว้เมื่อวันที่ 17 กันยายน ปี ค.ศ. 2018 ในอันที่จะหาทางยุติการสู้รบในพื้นที่ที่ถือเป็น “ฐานที่มั่นสุดท้าย” ของพวกกบฏซีเรีย นั่นคือในจังหวัด “Idlib” ซึ่งแม้ว่าตุรกีจะเคยออกอาการยึกๆ ยักๆ มาชนิดข้ามปี ด้วยข้ออ้างเรื่องการทะลักของผู้ลี้ภัย หรือด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่มาถึงวันนี้ ณ วินาทีนี้ โอกาสที่จะยุติการสู้รบของพวกกบฏซีเรียแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเริ่มเดินหน้า “กระบวนสันติภาพ” ในซีเรีย โดยความร่วมมือของรัสเซีย-อิหร่าน-ตุรกี รวมทั้งบรรดาประเทศยุโรปบางประเทศ เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...

แต่คราวนี้...เมื่อลองหันมาฟัง “ข่าวร้าย” ดูมั่ง อันดับแรก...ก็คงหนีไม่พ้นไปจากข่าวเรื่องการเปิดฉากโจมตีสนามบินนานาชาติกรุงดามัสกัสของซีเรีย โดยกองทัพอากาศอิสราเอล เมื่อวันที่ 11-12 มกราคมที่ผ่านมา หรือหลังการเดินทางไปเยือนของผู้บริหารสายการบิน Oman Air เพียง 1 วันเท่านั้นเอง แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอล โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม “นายเบนจามิน เนทันยาฮู” จะออกมาป่าวประกาศยืนยันว่า...การโจมตีของอิสราเอลครั้งนี้ มุ่งที่จะเล่นงาน “กองกำลังอิหร่าน” ที่ฝังตัวอยู่ในประเทศซีเรียเป็นการเฉพาะ แต่จากหลักฐานภาพ ภาพถ่าย และวิดีโอที่รัฐมนตรีขนส่งซีเรีย “นายAli Hamud” นำมาเปิดเผยให้กับสาธารณชนและโลกได้รับทราบ การโจมตีของกองทัพอากาศอิสราเอลคราวนี้ ส่งผลให้โกดังสินค้า อาคารที่ใช้เก็บตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งเครื่องบินโดยสารพลเรือนของซีเรีย ที่เคยเอาไว้ใช้บินไปยังบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศต่างๆ พังพินาศฉิบหาย เสียหายชนิดต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ถึงจะปรับสภาพให้เข้าที่-เข้าทาง หรือให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม...

ส่วนข่าวร้ายอันดับสอง...ก็คือข่าวที่ผู้นำอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้ออกมา “ทวิต” ไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าขณะที่กองทัพอเมริกันกำลังจะถอนตัวออกจากประเทศซีเรียนั้น ถ้าหากกองทัพตุรกีคิดเล่นงานกองกำลังชาวเคิร์ดในซีเรียที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกาเช่นกลุ่ม “YPG” (Kurdish People’s Protection Units) อันเป็นกองกำลังของพรรค “PYD” (Kurdish Democratic Union Party) อเมริกาก็พร้อมที่จะสร้างความฉิบหายวายวอดให้กับเศรษฐกิจตุรกีแบบชนิดฉับพลัน-ทันที โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่า กลุ่ม “YPG” และพรรค “PYD” ในซีเรียนั้น นอกจากเคยร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในตุรกี อย่าง “PKK” (Kurdistan Worker’s Party) วางระเบิดถล่มใครต่อใครในดินแดนตุรกีมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ยังร่วมมือกับพวก “ไอเอส” หรือ “ไอซิส” ที่รัฐบาลอเมริกันเองนั่นแหละ ประกาศว่าเป็น “จุดมุ่งหมายเพียงประการเดียว” ที่อเมริกาต้องส่งทหารออกไปไล่ล่า โดยแม้จะต้องละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศซีเรียและฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศเพียงใดก็ตามที...

สำหรับข่าวร้ายอันดับสาม...ก็คือข่าวว่าด้วยกรณีนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายเนทันยาฮู” ได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางโจมตี “กองกำลังอิหร่าน” ในดินแดนประเทศซีเรียต่อไปอย่างไม่คิดจะหยุดยั้ง ตามคำพูดที่ว่า... “เราจะไม่อดทนต่อการรุกคืบของอิหร่านในซีเรีย โดยไม่เพียงแต่ไม่ลดความพยายามในจุดมุ่งหมายดังกล่าว แต่จะเพิ่มให้หนักขึ้นไปอีก เพราะผมรู้ดีว่าการกระทำของเรานั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลอเมริกา...” หรือสรุปง่ายๆ ก็คงประมาณว่า...ตราบใดที่ยังมีประเทศอเมริกาและยังมีประเทศอิสราเอลอยู่ในโลกใบนี้ โอกาสที่ “สันติภาพในซีเรีย” จะอุบัติขึ้นมาได้แบบลื่นๆ ไหลๆ แบบปลอดโปร่งโล่งสบาย ย่อม “เป็ง-ปาย-ม่าย-ล่าย” อยู่แล้วแน่ๆ!!!แม้ว่าตลอด 7 ปีเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ตาดำๆ จะตายโหง ตายห่า ไปแล้วนับเป็นแสนๆ ต้องหนีตายอีกนับเป็นสิบๆ ล้านก็ตามที...
กำลังโหลดความคิดเห็น...