xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลเร่งเคลียร์ข้อพิพาททางด่วน ล้างบางแก๊งผลประโยชน์กทพ.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากความคืบหน้า ที่คณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีมติเห็นชอบการต่อขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ให้ BEM เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดกว่า 1.3 แสนล้านบาท โดยให้ BEM ลงทุนก่อสร้างทางด่วน ชั้นที่ 2 ขนาด 4 ช่องจราจรไปกลับ จากอโศก-ประชาชื่น ระยะทาง 17 กม. และปรับปรุงจุดตัดกระแสจราจร มูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท สหภาพแรงงานและกลุ่มพนักงานของ กทพ. กว่า 300 คนได้คัดค้านมติบอร์ด และขอให้ทบทวนมติดังกล่าวใหม่
รายงานข่าวแจ้งว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า บอร์ด กทพ. ได้รายงานเรื่องนี้กับตนเองแล้ว และได้มอบหมายให้ไปทำความเข้าใจ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นเงินมหาศาล จะแก้ปัญหาอย่างไรให้เป็นธรรม อยากให้มองไปข้างหน้า มีตัวอย่างคดีที่ประชาชนฟ้องร้อง ทอท. เรื่องเส้นเสียงดัง ศาลตัดสินให้ ทอท.แพ้คดี แต่ทอท.ก็ยังฟ้องร้องลักษณะเดียวกันอีก สุดท้าย ทอท.ก็แพ้อีก คดีทางด่วนนี้ก็ไม่ต่างกัน
มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลได้กำชับกระทรวงคมนาคม ให้เร่งรัดแก้ปัญหาข้อพิพาททางด่วนให้จบโดยเร็ว เพราะหากปล่อยไปถึงเลือกตั้ง แล้วเกิดความเสียหายตามมาอีกมาก เรื่องนี้จะบานปลายกันไปใหญ่ ถึงขั้นดิสเครดิตรัฐบาลได้ จึงได้กำชับ นายไพรินทร์ และ ประธานบอร์ด กทพ. นายสุรงค์ ให้เดินหน้าเต็มที่ในการแก้ปัญหา
ต้องยอมรับว่าความจริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาจากภายนอก แต่เป็นปัญหาจากภายในกทพ. ไม่ต่างจากตอนที่รัฐบาลเร่งเดินหน้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน TFF ที่โดนสหภาพแรงงานกทพ. และพนักงานบางกลุ่มต่อต้านถึงขั้นฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว ที่แย่มากคือ ฝ่ายบริหารบางคนก็คอยขัดขา ให้ข้อมูลผิดๆ กับพนักงานโดยตลอด

สำหรับเบื้องหลังปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน กทพ. พบว่า ทั้งหมดถูกโยงไปที่ผลประโยชน์ในกทพ. โดยเริ่มตั้งแต่เรื่อง TFF มีกลุ่มผลประโยชน์ที่มาจากฝ่ายบริหาร กทพ. ปัจจุบันและในอดีตระดับผู้ว่าการฯและรองผู้ว่าการฯ ที่ไม่พอใจรัฐบาลนี้ แฝงตัวอยู่ในฝ่ายบัญชีการเงินและสหภาพฯ ไม่อยากให้รัฐเอาผลประกอบการโครงการทั้งหมด เพื่อนำไปตั้งกองทุน เพราะกลัวขุมทรัพย์ตัวเองหายไป ค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ จะต้องถูกเปิดออกมาให้ประชาชนรับรู้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สุดท้ายกลุ่มผลประโยชน์นี้ก็พยายามให้ข้อมูลเพื่อให้พนักงานเกิดการต่อต้านว่า ถ้าให้รัฐตั้งกองทุนจะกระทบกับรายได้-สวัสดิการพนักงาน จึงได้เดินเกมต่อรอง ด้วยการฟ้องศาลขอระงับ จนสุดท้าย รัฐต้องยอมเอาแค่รายได้ไปตั้งกองทุน ไม่ยุ่งกับค่าใช้จ่ายของ กทพ. ทำให้ความเละเทะของกทพ. ยังไม่เปิดเผยออกมา

ส่วนการเจรจายุติข้อพิพาทกับ BEM ก็เช่นกัน ผู้บริหารที่เป็นอดีตผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ กทพ. ซึ่งอยู่ในกลุ่มนี้เป็นคนร่วมมือกับการเมืองในอดีตทำผิดสัญญา เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์จากเอกชน และใช้นโยบายประชานิยมแบบผิดๆ เอาใจคนกรุงเทพฯโดยไม่สนใจความเสียหายที่ตามมา เช่น เรื่องค่าชดเชย กรณีมีทางแข่งขันทำให้รายได้ทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ของ BEM ลดลง สัญญาไม่ได้ห้ามรัฐสร้างทางที่แข่งกัน แต่กำหนดว่าถ้ามีผลกระทบ กทพ.ต้องเยียวยาสุดท้าย กทพ.ไม่ทำ ฟ้องร้องเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลการ จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดตัดสิน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้รู้ว่า ถ้าการเจรจาได้ข้อยุติ แล้วมีการตั้งสอบหาความผิดทางละเมิดตัวเอง ก็จะต้องโดนหางเลขด้วย จึงต้องการเตะถ่วง ปัดเรื่องไปข้างหน้าให้ กทพ. ฟ้องไปเรื่อยๆ โดยใช้กลุ่มพนักงานพวกของตนซึ่งหาผลประโยชน์อยู่ในสหภาพฯและฝ่ายบัญชีการเงินให้ข้อมูลผิดๆแก่พนักงาน อ้างว่าการเจรจานี้จะเอื้อประโยชน์แก่เอกชน ทำให้ กทพ.เสียหายพนักงานที่ไม่รู้ความจริงก็เข้าใจผิดเพราะกลัวกระทบรายได้สวัสดิการตนเอง

ล่าสุดคนในรัฐบาล ยอมรับว่า ผู้บริหารรัฐบาลได้รับทราบข้อเท็จจริง และรู้ตัวบุคคลว่าใครอยู่เบื้องหลังขัดขา การเจรจาครั้งนี้ และได้กำชับให้ นายสุรงค์ ผู้ว่าการทางพิเศษ เดินหน้าแก้ปัญหาโดยด่วน อย่าให้กลุ่ม
ผลประโยชน์นี้หลอกพนักงานใช้สหภาพฯ และพนักงานเป็นเครื่องมือสร้างปัญหา คนพวกนี้จะต้องโดนลงโทษ จะมีการตั้งสอบความผิดทางละเมิดตามกฎหมาย และถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดปัญหากระทบกับการบริหารราชการตอนนี้ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง และถ้ารัฐบาลปล่อยให้ปัญหานี้คาราคาซัง หมักหมมต่อไป เกิดความเสียหายขึ้นในช่วงที่มีการเลือกตั้ง หรือมีรัฐบาลใหม่ ก็จะเป็นมรดกบาปที่รัฐบาล คสช.ต้องรับผิดชอบด้วยทั้งที่ไม่ได้สร้าง ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในรัฐบาลทันที
กำลังโหลดความคิดเห็น...