xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ถอดรหัส“ยิ่งลักษณ์” สาวแขมร์ นั่งแท่นทั่นประธานท่าเรือซัวเถา “ลุงตู่-พี่ป้อม” อย่าทำเป็น “ทองไม่รู้ร้อน”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ยังคง “เคลื่อนไหว” และสร้าง “ประเด็นทางการเมือง” อย่างต่อเนื่อง สำหรับ “สองพี่น้องชินวัตร” ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่หลบหนีคดีเป็น “สัมภเวสี” อยู่ในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดนอกเหนือจากการปะทะคารมกับ “ลุงป้อม” จนเกิดวาทกรรมเด็ด “กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ” และ “ไอ้ทักษิณ-ไม่ใช่น้องผม” แล้ว เห็นจะเป็นกรณีที่ตกเป็นข่าวครึกโครมเรื่อง “ยิ่งลักษณ์”ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน และผู้แทนโดยชอบธรรมของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด (Shantou International Container Terminal) หรือ เอสไอซีที บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

นี่คือการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่ไม่ธรรมดา และเป็นการเคลื่อนไหวทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับจีน”

ยิ่งลักษณ์คืออดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้จำคุก 5 ปีฐานปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ทำไมรัฐบาลจีนของ “ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง” ถึงปล่อยให้ดีลนี้เกิดขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ก็มีความสัมพันธ์อันแนบแน่น กับคสช. จนถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลทหารทิ้งอเมริกาไปซบจีนอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานข่าวครึกโครมไปทั่วโลกว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ชินวัตรใช้พาสปอร์ต “กัมพูชา” เป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนเป็นกรรมการแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัทพีทีคอร์ปอเรชั่น ในฮ่องกง ซึ่งร้อนแรงไม่แพ้กันเพราะที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้

รัฐบาล “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน” นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาไปยินยอมพร้อมใจให้ “ยิ่งลักษณ์” ถือสัญชาติกัมพูชา กลายเป็น “สาวแขมร์” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมหน่วยงานของไทยถึงไม่ได้รู้เหนือรู้ใต้อะไร หรือรู้แต่ไม่สนใจอะไร
  ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ท่าเรือซัวเถา
แน่นอนว่า ทั้งสองกรณีคือการตบหน้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่รุนแรง และกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลคสช.อย่างหนัก เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลกัมพูชาไม่เห็นรัฐบาล คสช.อยู่ในสายตาถึงได้ปล่อยให้สองนักโทษหนีคดีกระทำการใดๆ โดย “ไม่แคร์” ความรู้สึกของมิตรประเทศ

ผ่าปมร้อนดีลลับแห่ง “ซัวเถา”
ถ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสองพี่น้องชินวัตรในห้วงเวลานี้ จะเห็นว่า พวกเขาเริ่มต้น “ปฏิบัติการทางจิตวิทยา” ด้วยการเดินทางไปที่ “ซัวเถา” มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ฝั่งพ่อ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศแถบเอเชีย พร้อมรายงานข่าวว่า ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องคนจีนอย่างคับคั่ง ซึ่งสองพี่น้องชินวัตรเคยเดินทางมาสักการะสุสานบรรพบุรุษและเยี่ยมญาติพี่น้องฝั่งทางพ่อในช่วงเทศกาลตรุษจีนและปีใหม่เสมอๆ ก่อนที่จะตกเป็นข่าวในเว็บไซต์ ไค่ซินโกลบอล (caixinglobal )ในอีก 2 วันถัดมาคือวันที่ 8 มกราคมว่า เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัทเอสไอซีที

และเมื่อย้อนไปค้นข้อมูล เว็บไซต์เดอะเปเปอร์ของจีนให้รายละเอียดว่า บริษัทเอสไอซีทีมีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้แทนโดยชอบธรรมของบริษัท จากเดิมคือนายหลิน ต้าฉี เป็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 12 ธ.ค.2561

บริษัท SICTนั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,800 ล้านบาทโดยแรกเริ่มเป็นการร่วมทุนระหว่าง ฮัทชิสัน พอร์ท โฮลดิงส์ (Hutchison Port Holdings / HPH) 70% และบริษัท ไชน่า เมอร์แชนต์ส พอร์ต ดิเวลอปเมนต์ ซ่านโถว (China Merchants Port Development Shantou) ซึ่งถือหุ้น 30%

ต่อมาในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัท HPH ได้แจ้งความจำนงว่าจะขายหุ้นทั้งหมด 70% ในบริษัท SICT เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยให้ท่าเรือซัวเถามีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น และได้เปลี่ยนมือมาเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ไชน่า เมอร์แชนต์ส พอร์ต ดิเวลอปเมนต์ (เซินเจิ้น) (China Merchants Port Development Shenzhen) จำกัด และคณะกรรมการกำกับดูแลทรัพย์สินเมืองซ่านโถว โดยแบ่งการถือหุ้นเป็น 60% และ 40% ตามลำดับ

ที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นเอาไว้ก็คือ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท โฮลดิงส์นั้น เป็นนายลี กา-ชิง มหาเศรษฐีของฮ่องกง และเส้นทางของดีลครั้งนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นจากสายพันธ์ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตรและลี กา-ชิงนั่นเอง

ทั้งนี้ ท่าเรือซัวเถาเป็น 1 ใน 25 ท่าเรือหลักของจีน และเป็น 1 ใน 5 ศูนย์กลางท่าเรือสำคัญของมณฑลกวางตุ้ง ประกอบด้วยท่าเรือ 7 แห่งและมีโกดังขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับปริมาณสินค้าได้มากถึง 50 ล้านตัน และ 1.3 ล้านทีอียู (หน่วยนับสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ความยาว 20 ฟุต เท่ากับ 1 ทีอียู) คิดเป็นร้อยละ 55 และ 99 ของศักยภาพท่าเรือ 3 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง

ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งในท่าเรือไม่กี่แห่งนอกศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียง สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และทะเลปั๋วไห่ ที่มีปริมาณการรองรับสินค้าเกิน 1 ล้านทีอียูด้วย

เว็บไซต์ caixinglobal รายงานด้วยว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบทำให้กำไรในกิจการของบริษัทฮัตชิสัน พอร์ต กรุ๊ป ไตรมาสที่ 3 ของปี 61 ลดลงไป 11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรอยู่ที่ 239.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 30.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 977 ล้านบาท) และนั่นอาจเป็นไปได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ “ดีลลับแห่งซัวเถา”

ยิ่งลักษณ์เอาเงินมาจากไหน?
นี่คือคำถามสำคัญประการแรก

และได้รับคำตอบในเวลาต่อมาจาก “วิม รุ่งวัฒนจินดา” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า บริษัทดังกล่าว เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเรือขนส่งสินค้า มีความคุ้นเคยกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และได้เชิญนายกยิ่งลักษณ์ฯ ไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดเพราะเชื่อในศักยภาพเรื่องการบริหารจัดการและความรู้ด้านการตลาด

“วิม” บอกเสียงดังๆ ด้วยว่า “มิได้มีการนำเงินหรือทรัพย์สินใดๆ เข้าไปลงทุนในกิจการดังกล่าว แต่อย่างใด เนื่องจากทรัพย์สินและเงินทองที่หามาได้โดยสุจริต ของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้ถูกทางการไทยยึด และ อายัดไปหมดแล้ว การรับตำแหน่งดังกล่าว ก็เพื่อหาธุรกิจ และงานทำตามปกติ”

อย่างไรก็ดี แม้ “วิม” จะอธิบายไว้อย่างนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าเป็นเพียงแค่การรับเชิญไปบริหาร มิได้นำเงินไปลงทุนตามที่กล่าวอ้างเอาไว้ หรือในอีกทางหนึ่งก็อาจมีความเป็นไปได้ว่า เป็นการออกมาให้ข้อมูลหลังถูกรัฐบาลกลางจีนกดดันอย่างหนักเพราะไม่เคยรับรู้ดีลดังกล่าวมาก่อน

คำถามสำคัญประการที่สองคือ ยิ่งลักษณ์เข้าไปเกี่ยวกับกับดีลนี้ในเส้นทางไหน และทำไมรัฐบาลของประธานาธิบดีสี จิน ผิงถึงปล่อยให้ดำเนินการได้? เพราะการทำธุรกิจการค้าของจีนนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่น

แม้แต่ “ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี( พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และเป็นผู้มีสายสัมพันธ์กับจีนก็ยังตั้งคำถามเช่นกันว่า “ชื่อท่าเรือซัวเถา แสดงว่า บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลท้องถิ่นของจีน เพราะบริษัทเอกชนไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อเมืองนำหน้าชื่อบริษัทตามระบบของจีน การที่บุคคลต่างชาติ จะเป็นประธานบริษัทนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ โดยลําพังบริษัท! นัยยะสำคัญของเรื่องนี้จึงน่าคิดมากครับ ว่าอาจเป็นเรื่องส่งสัญญาณอะไรหรือไม่”

ทั้งนี้ แฟนเพจเฟซบุ๊ก “กรุงเทพ กรุงเทพ” ที่ว่ากันว่าเป็น “เพจลับ” ของ “คนในตระกูลชิน” รายงานข้อมูลว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตระกูล ชินวัตรของยิ่งลักษณ์เป็นตระกูลการเมืองไทยที่ได้รับการสนับสนุนโดย CCP (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ) มิฉะนั้นสื่อของจีน จะไม่เป็นกระบอกเสียงอย่างเป็นทางการให้ ยิ่งลักษณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของ Shantou International Container Terminal อย่างนี้ชัดมั๊ย ?”

และคุยโวโอ้อวดด้วยว่า “เมื่อรับตำแหน่งประธาน สิ่งที่ CEO ยิ่งลักษณ์ ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาคือมีการถอนตัวของท่าเรือจูไห่ที่มีรายได้เกือบ 2 พันล้านการถ่ายโอนส่วนหนึ่งของ Huizhou International Terminal ไปยัง Terminal Yantian Phase III การประเมินบทบาทของบริษัท SICT แม้ว่าจะมีผลกำไรชายฝั่ง 460 เมตรและท่าเทียบเรือ 30,000 ตัน แต่ไม่สามารถแข่งขันกับพื้นที่ท่าเรือ Guang'ao ต้องการคนเก่งเข้าไปแก้ไข !”

ขณะที่ นายชงจาเอียน ศาสตราจารย์ด้านนโยบายต่างประเทศของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวให้ความเห็นว่า รัฐบาลจีนระมัดระวังเรื่องการต้อนรับน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายทักษิณระหว่างการเยี่ยมญาติ เนื่องจากรัฐบาลจีนต้องการระมัดระวังเรื่องการสนับสนุนหรือเลือกข้างก่อนการเลือกตั้งของประเทศไทย และระวังการจุดชนวนการเมืองในประเทศไทย ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนในประเทศไทย และประเทศอื่นในอาเซียน

นี่นับเป็นการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่ง

เพราะฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ดีลซัวเถานั้น เป็นการดำเนินงานของรัฐบาลท้องถิ่น โดยที่รัฐบาลกลางจีนอาจไม่รับรู้มาก่อนก็เป็นได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีที่สื่อจีนมีการเสนอข่าวนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปกราบไหว้บรรพบุรุษที่เมืองเหมยโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งคนจีนแชร์โพสต์และคอมเมนต์กันอย่างดุเดือด แต่วันต่อโพสต์ดังกล่าวหายหมด

สอดคล้องกับสิ่งที่เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ รายงานว่า ภาพถ่ายและวิดีโอการมาเยือนของทั้งคู่ถูกลบทิ้งเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 6มกราคม

ซู่ ลี่ปิง ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาเอเชีย-แปซิฟิก แห่งสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในกรุงปักกิ่ง บอกว่าจีนพยายามบริหารจัดการความสัมพันธ์กับทั้งคณะรัฐบาลทหารและสองพี่น้องตระกูลชินวัตร

“จีนต้องการแสดงให้พันธมิตรของพวกเขาเห็นว่าพวกเขาจะแสดงออกถึงทัศนคติที่เป็นมิตรกับอดีตผู้นำทั้งหลายตราบใดที่พวกเขาเป็นมิตรกับจีนในช่วงที่คนเหล่านั้นอยู่ในอำนาจ นี่อาจเป็นแรงจูงใจแก่คนที่อยู่ในตำแหน่งในปัจจุบันให้มีความกล้ามากขึ้นในการรักษาสถานะความเป็นมิตรกับจีนเอาไว้” ซู่กล่าว “อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ดูจะไม่เหมาะกับการโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว เนื่องจากในมุมมองของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน พวกเขายังเป็นผู้หลบหนี”
    สองพี่น้องเดินทางไปที่ซัวเถามณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ฝั่งพ่อ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศ ในแถบเอเชีย ก่อนที่จะปรากฏข่าวได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน และผู้แทนโดยชอบธรรมของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด และข่าวดังกล่าวถูกลบหายไปจากเว็บไซต์ของจีนในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ข่าวของทักษิณและยิ่งลักษณ์เริ่มต้นจากสื่อเอกชนที่มีฐานในฮ่องกง ไม่ใช่สื่อของทางการจีนอย่างซินหัว หรือ CCTV จากนั้นก็แพร่ขยายมายังโลกออนไลน์และสื่อไทย โดยที่รัฐบาลปักกิ่งอาจยังไม่รับรู้ เหมือนภาษิตจีนที่ว่า “ฟ้าสูง ฮ่องเต้ไกล” แต่เมื่อข่าวแพร่สะพัดมากขึ้น ทางการจีนจึงอาจจะเสกข่าวให้หายวับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือในแดนคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด

ทำเป็นเล่น ต่อไปพี่น้องชินวัตรอาจเดินทางเข้าจีนลำบากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แถมดีไม่ดีอาจถูกกดดันให้ “เขี่ย” ชื่อออกไปจากท่าเรือซัวเถาในเร็ววันนี้เสียด้วยซ้ำไป โทษฐานที่เข้ามาลักไก่เคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศจีนจนสร้างความเดือนร้อนและกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“ยิ่งลักษณ์” สวมวิญญาณนางอัปสราหยามหน้า “ลุงตู่”
จบจากเรื่องท่าเรือซัวเถาที่จีนก็มาถึงเรื่อง “พาสปอร์ตแขมร์” ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และจะว่าไปก็เป็นเรื่องที่“น่าอับอายที่สุด” ที่อดีตนายกฯ หญิงไทยหนีคดีกระทำการหยามหน้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ด้วยการใช้สัญชาติกัมพูชาในการเข้าไปทำธุรกิจที่ฮ่องกง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การแวะเข้าไปพักผ่อนหรือท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านๆ มา

เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ในเอกสารยื่นขอจดทะเบียนบริษัทในฮ่องกง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 51 ปี ได้ใช้พาสปอร์ตของกัมพูชาเป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนเป็นกรรมการแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท พีทีคอร์ปอเรชั่น โดยที่บริษัทแห่งนี้ทำการจดทะเบียนในฮ่องกง เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ปีที่แล้ว หรือเกือบ 1 ปีหลังจากเธอออกเดินทางลี้ภัย ก่อนที่ศาลอาญา (แผนกคดีอาญานักการเมือง) ของไทย จะอ่านคำพิพากษาซึ่งเธอถูกฟ้องร้องด้วยข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

หลักฐานประกอบการยื่นจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ขัดแย้งกับการกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่ว่าไม่เคยออกเอกสารการเดินทางใดๆ ให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อครั้งที่เธอแอบหลบหนีเดินทางออกนอกประเทศ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่น่าสงสัย ในขณะที่มีการตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมงโดยรัฐบาลทหาร

หลักฐานการจดทะเบียนบริษัทในฮ่องกงแห่งนี้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นับเป็นหนึ่งในบรรดาเอกสารชุดแรกๆ ที่เปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบเกี่ยวกับการติดต่อทำธุรกิจของเธอ หลังจากพยายามหลีกเลี่ยงให้ตกเป็นที่สนใจนับตั้งแต่การหลบหนีจากไทย

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวทำธุรกิจด้านใด แต่เอกสารอีกจำนวนหนึ่งแสดงให้เห็นว่า เพียงสี่เดือนหลังจากเธอก่อตั้งบริษัทนี้ ยิ่งลักษณ์ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของท่าคอนเทนเนอร์สินค้านานาชาติซานโถว หรือซัวเถา (Shantou International Container Terminals) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารท่าเรือแห่งใหญ่แห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง

“ถ้าหากเป็นหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการ (ของกัมพูชา) จริงๆ แล้ว คำถามก็คือ บุคคลระดับยิ่งลักษณ์ได้พาสปอร์ตฉบับนี้มาอย่างไร?” ฉง จาเอียน ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าว

แต่ฉงก็กล่าวด้วยว่า การมีหนังสือเดินทางของกัมพูชานั้น ดูเข้าท่าทีเดียวสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากกัมพูชาเป็น “ตัวเลือกง่ายที่สุด..เพียงข้ามพรมแดนเท่านั้น”

เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ระบุว่า กัมพูชาเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับจีน โดยมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแนบแน่นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพี่ชายคือนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไทยเช่นกัน ต่างอยู่ในจีนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเยือนถิ่นฐานบรรพบุรุษ ที่เมืองเฟิงซุ่นในมณฑลกวางตุ้ง

เอกสารการจดทะเบียนบริษัทในฮ่องกงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นี้ ยังได้เปิดเผยให้เห็นขอบเขตเครือข่ายอันกว้างขวางทางครอบครัวของเธอ โดยขณะที่บริษัทในฮ่องกงแห่งนี้มีเธอเองเป็นกรรมการเพียงคนเดียว แต่ในการจดทะเบียนนั้น ยังมีการระบุว่า บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเดียวกัน ทว่าใช้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ได้ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกก่อตั้งของบริษัทด้วย

ปรากฏว่าบริษัทในไทยที่ใช้ชื่อว่า พีทีคอร์ปอเรชั่น เช่นกันแห่งนั้น มีนางพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวทั้ง 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแห่งนั้น ทั้งนี้เป็นการเปิดเผยของบริษัทที่แยกจดทะเบียนในกรุงเทพฯ อีกบริษัทหนึ่ง

เมื่อเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ตามไปเยี่ยมบริษัทพีทีคอร์ปอเรชั่น ในฮ่องกง ตามที่อยู่ซึ่งระบุว่าอยู่ที่ K11 Atelier in Tsim Sha Tsui (ชิมซาจุ่ย) ได้พบว่าเป็นอาคารสำนักงานทันสมัยสูง 66 ชั้น แต่สำนักงานที่อยู่ดังกล่าว เป็นของอีกบริษัทหนึ่งที่ใช้ชื่อ แปซิฟิก อินเตอร์เนชั่นแนล แคปปิตอล หนึ่งในกรรมการของบริษัทนี้คือ เฉิน ฮว่ายตาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันก่อนหน้านี้ในชื่อ เซลีน ถัง

ทั้งนี้ นางเฉินยังเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัทซิงไห่อี้ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งตามข้อมูลในเว็บไซต์ของ ซิงไห่อี้ กรุ๊ป ก่อนปี 2538 นั้นนางเฉินทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตุลาการศาลแขวงซานโถว (ซัวเถา)

เชื่อกันว่าเธอกับสามีคือกอร์ดอน ถัง อี้กัง มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาก จนกระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้จดทะเบียนที่อยู่ของตัวเองในฮ่องกง ที่บ้านหรูหลังหนึ่งที่ เดอะ พีค ซึ่งนางเฉินกับสามีซื้อเป็นเงิน 250 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเมื่อปี 2555 ทั้งนี้ตามบันทึกในหนังสือจดทะเบียนจากสำนักงานจดทะเบียนที่ดินฮ่องกง

มีรายงานเมื่อก่อนนี้ที่ระบุว่า สามีภรรยาคู่นี้มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองสหรัฐฯหลายคน และได้บริจาคเงิน 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯผ่านบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนนายเจ็บ บุช (น้องชายอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อดีตผู้ว่าราชการรัฐเท็กซัส) ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 ทั้งนี้เป็นข้อมูลด้านการเงินที่เปิดเผยโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐแห่งหนึ่ง

บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของพีทีคอร์ปอเรชั่น คือ HYL Secretarian Service ก็จดทะเบียนในเดือนเดียวกันกับบริษัทแรก

เมื่อเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของนางเฉินก็พบว่าน่าสนใจ เพราะเธอได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ Hutchison Ports Shantou วันที่ 11 พ.ย.2561 โดยมีพนักงานจากสิงคโปร์ จีนแผ่นดินใหญ่ และ ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนฮ่องกงอีก 3 คน เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า จะมีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัท

เรื่องทั้งสองจึงมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนพอสมควร

ขณะที่เมื่อตัดกลับมาที่ “ประเทศไทย” ดูเหมือนว่า “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในรัฐบาลจะ “น้ำท่วมปาก” กันหมด ทั้ง พลเ.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ เดินนิ่ง ไม่เอ่ยปาก ใดๆ เมื่อนักข่าวถามถึงการที่นางสาวยิ่งลักษณ์ถือ “พาสปอร์ต” กัมพูชาว่าได้มาได้ยังไง เมื่อใด และจะกระทบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หรือไม่

เช่นเดียวกับพลเอกวัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่ตอบว่า ไม่รู้ว่า “ยิ่งลักษณ์” มีพาสปอร์ตกัมพูชาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ยากต่อการตรวจสอบ เพราะเรื่องภายในของกัมพูชา

อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชารายงานคำให้สัมภาษณ์ของพลเอก เหมา จันดารา ผู้อำนวยการแผนกเอกสารประจำตัว กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาว่า กัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้ยิ่งลักษณ์

“เราไม่รู้ว่า (พาสปอร์ตนี้) เป็นของปลอมหรือไม่ แต่เราไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้ชาวต่างชาติ ใครในโลกนี้ไม่รู้บ้างว่ายิ่งลักษณ์เป็นผู้ถือสัญชาติไทยและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เธอจะมาใช้พาสปอร์ตกัมพูชาไปจดทะเบียนบริษัทในฐานะประชาชนกัมพูชาได้อย่างไร” เขากล่าวและอธิบายด้วยว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นการทำผิดกฎหมายประเทศกัมพูชา การออกหนังสือเดินทางเพื่อจะออกให้กับชาวต่างชาตินั้นจะสามารถทำได้ในกรณีเดียวคือต้องมีการลงพระปรมาภิไธยจากเจ้านโรดมสีหมุนี กษัตริย์กัมพูชาเสียก่อน

ฟังความจากพนมเปญแล้วก็ยังเชื่อไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะรู้กันอยู่ว่า รัฐบาลฮุนเซนปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด และถ้ายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานคงเป็นเรื่องแปลก เพราะหมายความว่า รัฐบาลฮุนเซนไม่เห็นหัวรัฐบาลพลเอกประยุทธ์แบบเต็มๆ

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ถ้ารัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า ยิ่งลักษณ์ใช้พาสปอร์ตปลอม ย่อมหมายความว่า การทำนิติกรรมใดๆ ในฮ่องกงและจีนของเธอย่อม “ผิดกฎหมาย” ไปด้วยหรือไม่

ดังนั้น ทั้งสองเรื่องรัฐบาลไทยจึงมีความจำเป็นต้อง “เทกแอกชัน” อย่างทันท่วงที ไม่ใช่ทำเป็นน้ำท่วมปาก ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และมีคำเตือนดังๆ จากผู้ปรารถนาดีออกมาแล้วว่า ถ้าไม่ทำอะไรก็ “ตัวใครตัวมัน” โดยเฉพาะ “อนาคตทางการเมือง” ในเบื้องหน้า


กำลังโหลดความคิดเห็น...