xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

กระบวนการยุติธรรมแบบ “ป้อมๆ” “ไอ้” ทักษิณ ไม่ใช่ “น้อง” แค้นสั่งฟ้าของคนเคยรักกัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แซ่บ! ไม่เป็นรอง “ส้มตำ” ใส่พริกล้านเม็ดเลยทีเดียวสำหรับการปะทะคารมเที่ยวล่าสุดระหว่าง “นช.หนีคดี ทักษิณ ชินวัตร” กับ “ฯพณฯ ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “ปฏิบัติการพาทักษิณกลับบ้าน” ที่ออกมาจากปากของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อชาติ ที่เผย “ธาตุแท้” ออกมาหลังสับขาหลอกมาได้ระยะหนึ่ง

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ “เสี่ยยงยุทธ” พร้อม “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ เปิดปราศรัยที่เมืองพิษณุโลก สองแคว เมื่อวันที่ 6 มกราคม โดยมีข้อความเด็ดว่า ““เราได้พยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4 หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อชาติ”ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังกว่า 1,500 คน

ที่สำคัญคือ นายยงยุทธยังเสนอให้มีการเปิดโต๊ะพูดคุยกับนายทักษิณเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติอีกต่างหาก

จากนั้นได้มีการนำไปขยายความทางการเมืองกันอย่างยกใหญ่ และแน่นอนว่า บุคคลที่ตกเป็น “เป้าหมาย” ในการสอบถามความเห็นก็คงหนีไม่พ้น “ลุงป้อม” และ “ลุงตู่”-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

เที่ยวนี้ “ลุงตู่” ได้แต่ส่ายหน้าและสามารถควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

“ข้อเสนอให้ คสช.ตั้งโต๊ะเจรจากับนายทักษิณ เพื่อสร้างความปรองดอง ผมไม่ได้สนใจ ไม่ได้สู้รบ ไม่ได้ทำสงครามทำไมต้องเจรจา และผมยึดมั่นหลักการรัฐบาลจะไม่เจรจากับคนหลบหนีคดี ถ้าคิดว่าไม่มีความผิดก็กลับมาสู้คดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกฎหมายที่มีความผิด เป็นกฎหมายปกติ ไม่ใช่เป็นคำสั่งมาตรา 44 เสียเมื่อไหร่”

ขณะที่ “ลุงป้อม” เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยถึงกับน็อตหลุดและเอ่ยคำว่า “ไอ้ทักษิณ” และ “มันไม่ใช่น้องผม” ออกมากันเลยทีเดียว

ต้นเหตุของคำว่า “ไอ้” น่าจะมาจากการโพสต์ของ “น้องแม้ว” ที่ตั้งใจยั่วอารมณ์ “พี่ป้อม” อย่างตรงไปตรงมา

กล่าวคือ ในครั้งแรก “พี่ป้อม” ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเรื่องการนำทักษิณกลับไทยและการเปิดโต๊ะเจรจาเอาไว้เบาๆ ว่า “เจรจาเรื่องอะไร ถ้าเขาทำตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างก็จบแล้ว เมื่อถามว่า มีการต่อรองอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ต่อรองได้อย่างไร เป็นเรื่องของศาล เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เราจะไปทำอะไรได้ ถึงอย่างไร คสช.ไม่สามารถช่วยอะไรได้”

จากนั้น “น้องแม้ว” ก็ทิ่มหมัดตรงเข้าใส่ปลายคางพี่ป้อมด้วยการทวีตข้อความว่า “ป้อมบอกให้ผมกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งๆที่ป้อมส่งคนของป้อมเข้าไปนั่งทั้งนั้น ผมว่าป้อมทำเรื่องของตัวเองให้เคลียร์ดีกว่ามั้ยครับ เอาเด็กหน้าห้องป้อมออกแล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาพิจารณาเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนแทน เพราะกระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ มันหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วครับ”

“น้องแม้ว” จงใจเรียก พล.อ.ประวิตรว่า “ป้อม” ตรงๆ โดยไม่ได้สนใจในเรื่องของความอาวุโสหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน

และที่ทำให้เดือดๆ สุดๆ เห็นจะเป็นคำว่า “กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ”

ขณะที่ “ลูกโอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร” ก็ร่วมวงกะซวก “พี่ป้อม” ด้วยการนำคำนี้ไปขยายความในโลกโซเชียล

คำว่า “กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ” กลายเป็น “แฮชแท็ก#” ยอดฮิตในชั่วพริบตาจนพุ่งขึ้นไปรั้งอันดับหนึ่งแบบสบายๆ

“ที่บอกว่าเป็นแบบป้อมๆ เป็นอย่างไร ก็ไปถามไอ้ทักษิณมันสิ ไปถามมันเอง ไปถามเขาเอง” พี่ป้อมฉะ “น้องทักษิณ”

และเมื่อถามอีกว่าสายสัมพันธ์นักเรียน เตรียมทหารด้วยกัน ขณะนี้ยังสามารถคุยกันได้หรือไม่

“พี่ป้อม” กล่าวว่า “ไม่มีสายสัมพันธ์ มันคนละเรื่องกัน เรื่องของพี่น้องคือเรื่องของพี่น้องก็ว่าไป แต่เขาไม่นับถือเราเป็นพี่หรอก เรื่องของการทำงานก็ต้องว่าไป ไม่เกี่ยวกัน”

และเมื่อถามอีกว่า ยังมองนายทักษิณเป็นน้องอยู่หรือไม่

“พี่ป้อม” กล่าวว่า “เขาเป็นรุ่นน้อง แต่ไม่ได้เป็นน้อง เป็นรุ่นหลังและผมไม่มีอะไรอยากจะฝากไปถึงนายทักษิณ ไม่รู้จะพูดอะไร”

ถอดรหัสจับสัญญาณกันได้เลยว่า งานนี้ถึงขั้น “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”

ก่อนหน้านี้ “พี่ป้อม” กับ “น้องแม้ว” ได้เปิดศึกกันมาเป็นลำดับ ก่อนจะมาถึง #กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ ก็เป็นเรื่อง “เกาะขาโต๊ะ”

ครั้งนั้น จุดเริ่มต้นมาจากการที่ “น้องแม้ว” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra ในหัวเรื่อง “12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561” ที่แม้มีแต่เรื่องเก่าๆ แต่ก็ดูจะพรั่งพรูเป็นพิเศษเหมือนกัน ใจความก็พยายามฉายภาพว่าการรัฐประหาร 2 ครั้งใน 12 ปี ทั้งปี 2549 ที่ “ชินวัตรผู้พี่” โดน หรือปี 2557 ที่ “ชินวัตรผู้น้อง” โดยกระทำนั้น ทำให้ประเทศไม่เจริญ แย่ลงในหลายมิติ ศักดิ์ศรีและความภูมิใจของชาติถดถอย จนกลายเป็น “กบน้อยในกะลา”

ก่อนจะปิดท้ายที่ว่า “ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคนที่ให้ร้าย กลั่นแกล้งผมมา ณ ที่นี้ด้วย”

ครั้งนั้น มีการนำไปสู่คำถามที่จ่อปาก “บิ๊กป้อม” ในฐานะ “พี่ใหญ่ คสช.” ว่า “ทักษิณ” แบะท่าพร้อม “ปรองดอง” แล้ว คสช.ว่าอย่างไร

ทว่า คำตอบของ “บิ๊กป้อม” กลับฟังไม่ค่อยลื่นหู เมื่อสวนกลับไปว่า “ใครเป็นคนทำ แล้วบ้านเมืองมันยุ่งเพราะใคร” แล้วยังตะเพิดให้ “ทักษิณ” ไปเคลียร์เรื่องกฎหมายที่ทำผิดก่อน แล้วค่อยว่ากัน


เจอแบบนี้เข้าไป “น้องแม้ว” ถึงกลับทวีตข้อความสวนกลับทันควัน “ท่าทีและน้ำเสียงขึงขัง น่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะ ขอเป็น ผบ.ทบ. เลย” ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจมิตรรักแฟนเพลงที่สนับสนุนนายทักษิณ มีการแชร์ไปขยายผลต่อทั้งในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทั้งติดแฮชแท็ก #เกาะโต๊ะ ล้อเลียนพล.อ.ประวิตร

ขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลคสช. ก็ตอบโต้กลับทันทีด้วยประโยคที่เจ็บแสบไม่แพ้กันว่า “ไม่นุ่มนวลเหมือนเกาะแข้งเกาะขาทหารเพื่อขอสัมปทานเลยเนอะ”

ครั้งนี้ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน และมีจุดเริ่มมาจากเรื่องเดียวกันคือการปรองดอง การเจรจาและการนำพาทักษิณกลับบ้าน และเป็นการปะทะคารมที่ทั้งสมน้ำสมเนื้อ สมจริงและสมด้วยเหตุผลด้วยกัน “ทั้งคู่”

เพราะต้นเหตุของความวุ่นวายในบ้านเมืองไทยก็มาจากการหนีคดีของ “น้องแม้ว” จากนั้นก็มีการต่อสู้ในทุกรูปแบบเพื่อหวนกลับคืนสู่อำนาจ โดยมิได้เคยทบทวนความผิดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย และจนบัดนี้ก็ยังคงร่อนเร่เป็น “สัมภเวสี” อยู่ในต่างประเทศพร้อมกับ “น้องสาว-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่หนีคดีรับจำนำข้าว แต่ก็ยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยไม่หยุดไม่หย่อน

ขณะที่ “พี่ป้อม” เอง ผลพวงจากเรื่อง “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” ที่ ป.ป.ช.ตัดจบว่า ไม่ได้เป็นการกระทำผิด ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำให้สังคมยอมรับได้ เพราะไม่ว่าจะใช้ตรระกะหรืออะไรมาอธิบายก็ล้วนแล้วแต่ไม่สมเหตุสมผล และ “น้องแม้ว” ก็ฉลาดพอที่จะหยิบปมในเรื่องนี้มาทิ่มแทง “พี่ป้อม” ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจของสังคม

ยิ่งในยุคที่ ป.ป.ช.มี “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ นั่งเป็นประธาน ป.ป.ช.ด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะโดยข้อเท็จจริง บิ๊กกุ้ยก็เคยเป็นหน้าห้องของ “พี่ป้อม” จริงๆ เสียด้วย

“ป้อมบอกให้ผมกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งๆที่ป้อมส่งคนของป้อมเข้าไปนั่งทั้งนั้น ผมว่าป้อมทำเรื่องของตัวเองให้เคลียร์ดีกว่ามั้ยครับ เอาเด็กหน้าห้องป้อมออกแล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาพิจารณาเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนแทน เพราะกระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ มันหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วครับ”

ตอกย้ำกันด้วยข้อความแสบๆ ให้เห็นกันอีกครั้ง

งานนี้ จึงกลายเป็นเรื่อง “แค้นสั่งฟ้า” ของ “คนที่เคยรักกัน” ในวันที่เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน ซึ่งจะว่าไป ถ้าไม่นับว่า เป็นการปะทะคารมของคนสองคนแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ทำให้สังคมได้รับประโยชน์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว.



กำลังโหลดความคิดเห็น...