xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อียูปลดใบเหลืองประมง IUU ดีใจมั้ยหล่ะ! ผลงานโบแดง “ลุงตู่”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปประกาศแถลงการณ์ผลการพิจารณาปลดใบเหลืองประมงไอยูยูของประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้ ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นข่าวดีรับศักราชใหม่ 2562 ของประเทศไทย และเป็นเรื่องดีๆ ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอจะอวดต่อชาวโลกได้ว่ามีผลงานจับต้องได้เป็นรูปธรรมและสากลยกนิ้วให้ จากถ้อยแถลงผลการพิจารณาปลด “ใบเหลือง” ไทยในเรื่อง “การทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing-IUU)” ของ นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง ที่ว่า “.... ผมยินดีที่จะประกาศวันนี้ (8 ม.ค.) ว่าสหภาพยุโรปได้ตัดสินใจที่จะปลดใบเหลืองนั้น...”

ถือเป็นการปลดพันธนาการที่ใช้เวลานานเกือบ 4 ปีในการแก้ไขปัญหาประมง IUU หลังจากที่ สหภาพยุโรป ได้เตือนไทยว่า ไทยมิได้ดำเนินการเพียงพอสำหรับการต่อต้านการทำประมง IUU และในเดือนเม.ย. 2558 ไทยเจอแจก “ใบเหลือง” จากอียู
ช่วงเวลานั้น อุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทยที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้าน สั่นสะเทือนกันถ้วนหน้า เพราะเอาแค่การส่งออกสินค้าประมงของไทยไปอียู ปีหนึ่งๆ ประมาณกว่า 3 หมื่นล้าน ต่างอยู่ในสภาพลูกผีลูกคน จนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤต แต่ปัญหาที่หมักหมมและซับซ้อนกว่าจะแก้ไขได้ รัฐบาลต้องใช้เวลา หัวหน้าคณะ คสช. ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 ซึ่งการกู้วิกฤตครั้งนี้ถึงกับต้องย้ายอธิบดีกรมประมงคนเดิมพ้นเก้าอี้

ขณะที่ “เพื่อนรักบิ๊กตู่” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ถูกปรับออกจากตำแหน่ง มานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และมารับงานแก้ปัญหาประมง IUU เป็นการเฉพาะ จนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้ “เพื่อนบิ๊กตู่” คนนี้หน้าบานรับคำชมจากนายคาร์เมนู เวลลา ที่กล่าวว่า “...ขอแสดงความยินดีกับรองนายกรัฐมนตรี สำหรับความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นในการทำให้การปฏิรูปนี้เป็นไปได้...”

ถ้อยแถลงยาวๆ จากนายคาร์เมนู ในการประกาศแถลงการณ์ปลดใบเหลืองไทย เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2562 เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นเจ้าภาพต้อนรับพล.อ.ฉัตรชัย รองนายกรัฐมนตรีของไทย ด้วยความยินดีที่ได้มาพบปะหารือความสัมพันธ์ด้านประมงระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในบริบทของการต่อต้านการทำประมง IUU ว่า

“สหภาพยุโรปเป็นผู้นำในระดับสากลในการต่อต้านการทำประมง IUU และระบบของเราเป็นตัวอย่างที่ทันสมัยในการใช้การเข้าถึงตลาดเป็นข้อต่อรองเพื่อนำมาสู่มาตรฐานด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น หากการทำประมงผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่แพร่หลายในประเทศต่างๆ จะมีการออกใบเหลือง โดยจะให้เวลาในการพัฒนามาตรฐานเพื่อหลีกเลี่ยงใบแดง ซึ่งจะเป็นการหยุดการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป

“ในเดือนเมษายน 2558 สหภาพยุโรปได้เตือนไทยว่า ไทยมิได้ดำเนินการเพียงพอสำหรับการต่อต้านการทำประมง IUU ไทยได้รับใบเหลือง ผมยินดีที่จะประกาศวันนี้ว่า สหภาพยุโรปได้ตัดสินใจที่จะปลดใบเหลืองนั้น... เราได้ตัดสินใจปลดใบเหลือง เพราะไทยได้ดำเนินการด้านกฎหมายและด้านปกครอง ตรงตามข้อบังคับสากลในการต่อต้านการทำประมง IUU อาจจะฟังดูไม่น่าสนใจ แต่ผมยืนยันว่านี่เป็นผลของการทำงานอย่างหนักและตรงไปตรงมา

“อย่างที่ทุกท่านทราบ นโยบายด้าน IUU ไม่ได้เกี่ยวกับการลงโทษประเทศต่างๆ แต่เกี่ยวกับความร่วมมือ โดยในระยะสามปีครึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกันอย่างหนักร่วมกับเจ้าหน้าที่ของไทย เพื่อทำให้การปฏิรูปการประมงของไทยเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงการยกเครื่องกรอบกฎหมาย การยกเครื่องนี้นำไปสู่การพัฒนากติกาด้านการตรวจสอบย้อนกลับและเครื่องมือการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง รวมถึงการจัดการกองเรือ ไทยยังได้พัฒนาความเข้มแข็งด้านการควบคุมเรือประมงต่างชาติที่เข้ามาที่ท่าเรือของไทย และไทยได้พัฒนาความร่วมมือกับรัฐเจ้าของธงในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก และได้ปฏิบัติตามระเบียบแห่งรัฐเจ้าท่าของ FAO ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านการทำประมง IUU ในระดับสากล
เมื่อครั้งที่คณะอนุกรรมการปราบปรามการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ในภาคประมง (ศปมผ.) เยี่ยมศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือประมงเข้า-ออก( PIPO) จ.ระนอง พร้อมออกตรวจติดตามเรือประมงนอกน่านน้ำป้องกันการค้ามนุษย์ และการทำประมงผิดกฎหมาย
“สหภาพยุโรปและไทยได้ร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และ สภาพการทำงานของแรงงานภาคประมง ผมขอเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าในประเด็นนี้ โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคี ILO Convention C188 ผมขอแสดงความยินดีกับท่านรองนายกรัฐมนตรี สำหรับความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นของท่านในการทำให้การปฏิรูปนี้เป็นไปได้ สหภาพยุโรปและไทยได้ทำหลายอย่างสำเร็จด้วยกัน และการทำงานร่วมกันมิได้จบเท่านี้ เราจะจัดตั้งคณะทำงานที่จะช่วยเราฝ่าฟันความท้าทายอื่นๆ ในการต่อต้านการทำประมง IUU

“นอกจากนี้ เรายังมีแผนอันท้าทายที่จะลดช่องว่างในการต่อต้านการทำประมง IUU ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีความมั่นใจในประเทศไทยซึ่งจะเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ว่าจะแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการทำให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเข้าสู่การปฏิรูปในลักษณะเดียวกัน การตัดสินใจในวันนี้แสดงถึงความสำคัญของการร่วมมือที่จะนำมาสู่ความสำเร็จ เมื่อจำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรส่วนรวมและฝ่าฟันความท้าทายระดับสากล นี่คือเหตุผลว่าทำไมการต่อต้านการทำประมง IUU ยังจะเป็นวาระสำคัญด้านสมุทรภิบาลที่สหภาพยุโรปได้ประกาศไปเมื่อสองปีก่อน

“ผมขอแสดงความยินดีกับประเทศไทย และเชิญให้ทุกท่านเข้าร่วมการต่อต้านการทำประมง IUU ในระดับสากล ผมขอขอบคุณรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ สำหรับการเยี่ยมเยือนบรัสเซลส์ เราจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อต้านการทำประมง IUU” นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง จบถ้อยคำอย่างสวยหรู
ถ้อยแถลงข้างต้นสรุปได้ชัดเจนว่า หนึ่ง อียู เข้มงวดกับการทำประมง IUU โดยใช้มาตรการทางการค้ามาใช้บังคับห้ามการนำเข้า สอง ไทยกับอียูทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างหนักและตรงไปตรงมา ลบภาพการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกอย่างที่เคยเป็นมา สาม มีการปฏิรูปประมงไทยและยกเครื่องกฎหมาย กำหนดกติกาตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ควบคุม เฝ้าระวัง และจัดการกองเรือใหม่ สี่ แก้ปัญหาค้ามนุษย์ ปรับสภาพทำงานของแรงงานประมง และเข้าเป็นภาคี ILO Convention C188 ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเมื่อย้อนกลับไปมองสภาพ “แรงงานทาส” ในเรือประมงที่เคยเป็นมา และ 5. ความคาดหวังว่าไทยในฐานะเจ้าภาพอาเซียนในปีนี้จะเป็นผู้นำในการปฏิรูปประมงในภูมิภาคนี้

ในซีนของ พล.อ.ฉัตรชัย ตอบรับความสำเร็จด้วยความยินดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่ประเทศไทยได้ใบเหลืองเมื่อเดือนเม.ย. 2558 ก็ได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่จนสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ ทั้งด้านกรอบกฎหมาย การบริหารจัดการประมง การบริหารจัดการกองเรือ การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) การตรวจสอบย้อนกลับ และการบังคับใช้กฎหมาย ความมุ่งมั่นทั้งหมดส่งผลให้สหภาพยุโรปปลดใบเหลืองให้กับไทย เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จที่ไทยได้ยกระดับของการทำประมงเชิงพาณิชย์ ทั้งในและนอกน่านน้ำเข้าสู่มาตรฐานสากล และพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

พลเอกฉัตรชัย ยังกล่าวด้วยว่า จากนี้ไปรัฐบาลไทยก็ยังมีความมุ่งมั่น ที่จะขจัดปัญหาการทำประมงไอยูยู เพราะตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่ออนุชนรุ่นหลัง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าไทยได้วางรากฐานระบบป้องกันการทำประมงไอยูยู ไว้อย่างสมบูรณ์ทั้ง 6 ด้านคือ 1. ด้านกฎหมาย 2. ด้านการบริหารจัดการประมง 3. ด้านการบริหารจัดการกองเรือ 4 ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) 5. ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนการดำเนินการระยะต่อไปหลังการเจรจาระดับทวิภาคีร่วมกับนายเคอเมนู เวลลา แล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือในอนาคตกับสหภาพยุโรปเพื่อให้ไทยบรรลุการเป็นประเทศปลอดประมงไอยูยู หรือ ไอยูยูฟรี ได้โดยสมบูรณ์ต่อไป

ข่าวดีนี้ นอกจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแสดงความยินดีอย่างยิ่ง และขอบคุณเป็นการเฉพาะสำหรับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ และนางธันยา เลาหทัย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวมาตลอด รวมถึงศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชาวประมงแล้ว คนที่หน้าบานเป็นที่สุดอีกหนึ่งก็คงจะเป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

“ดีใจมั้ยล่ะที่ได้ไอยูยู 15 ปีแล้วกว่าจะได้ ผมทำมา 4 ปี ทั้งตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ช่วยเรือต่างด้าว ช่วยแรงงานต่างด้าว นอกระบบต่างๆ ออกกฎหมายหลายฉบับกว่าจะได้ กว่าจะหลุดพ้นจากธงเหลือง จนได้ธงเขียวมา หลายรัฐบาลพยายามทำแต่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ แต่รัฐบาลนี้ 4 ปีได้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำให้ไอยูยูเป็นธงเขียวจนสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นช่วยกันบอกประชาชนด้วยว่ารัฐบาลนี้พยายามทำมา 4 ปี เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนี่แหละทำจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยความปลื้มปริ่ม

เรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลนี้เลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร เด้งรับเลยว่า “ก็ใช่ไง เพราะเราทำมา 4 ปีเต็ม ผมนั่งหัวโต๊ะประชุมทุกอาทิตย์ ดังนั้นต้องขอบคุณข้าราชการทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือเกี่ยวกับเรือประมง ทั้งทหารเรือ กรมประมง กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงาน ที่ออกกฎหมาย ซึ่งล่าสุดออก 4188 ออกมาทำให้สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี ที่ผ่านมารัฐบาลทำงาน และโดนด่าด้วยทุกวัน”

มาตรการเข้มงวดที่ออกมา พล.อ.ประวิตร เชื่อว่า จะช่วยให้ประมงชายฝั่งมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นระบบ มีเรือ และจับปลาได้อย่างถูกกฎหมาย โดยรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือโดยขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพประมงทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล นอกจากนั้น ปีหน้าซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนก็จะมีการชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาร่วมมือกันทำในเรื่องของไอยูยูเพื่อให้อาเซียนปลอดธงเหลือง

นับตั้งแต่ปี 2553 สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าปลารายใหญ่ที่สุดในโลก มีมาตรการกับประเทศที่ไม่ทำประมงตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการจับสัตว์น้ำมากเกินไป โดยกำหนดให้ขึ้นทะเบียนเรือประมง และบทลงโทษในการทำประมงผิดกฎหมาย
ตรวจติดตามการรื้อทำลายซากเรือประมง จำนวน 9 ลำ กลางแม่น้ำท่าจีน ที่ จ.สมุทรสาคร ก่อนทยอยทำลายให้ครบ 861 ลำ ที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นเรือผุพัง ป้องกันแอบนำไปกระทำความผิดอีก
หลังจากอียูแจกใบเหลืองไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดตั้งศูนย์ป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาเป็นการเฉพาะ พร้อมกับออกกฎ 15 ข้อ มาบังคับใช้กับเรือประมงในทะเล โดยประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2558 เป็นต้นไป จะบังคับใช้กฎหมายจับกุมเรือประมงที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจังโดยไม่มีการผ่อนผันอีกต่อไป

ท่าทีแข็งกร้าวและเอาจริงของรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศนัดหมายรวมตัวหยุดออกเรือเพื่อต่อรองขอผ่อนผัน ซึ่งการหยุดเรือจอดเทียบท่า ปิดอ่าว ถือเป็นมาตรการกดดันรัฐบาลที่ผู้ประกอบการประมงเคยทำแล้วได้ผล มีการผ่อนผันหรือนิรโทษกรรมเรือที่ไม่จดทะเบียนให้ถูกต้องทำประมงต่อไปได้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้นิรโทษกรรมให้กับเรืออวนลากผิดกฎหมายมาแล้วถึง 5 ครั้ง ในปี 2523, 2524, 2525, 2532 และ 2539 ก็เปิดให้เรืออวนลากขึ้นทะเบียนและรับการผ่อนผันให้ประกอบกิจการต่อไปได้

ในปี 2558 หลังไทยเจอใบเหลืองจากอียู กรมประมง ก็ยังมีความพยายามจะเปิดนิรโทษกรรมครั้งที่ 6 เช่นกัน แต่แรงกดดันจากอียู ทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนท่าทีเป็นแข็งกร้าวกวาดล้างให้สิ้นซาก ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตามมาตรา 44 มาจัดการแก้ไขปัญหา เพราะการผ่อนผันไม่เอาจริงของหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องการประมงโดยตรง คือ กรมประมง ได้สร้างปัญหาหมักหมมเรื่อยมา

จากนั้น เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ย้าย นายวิมล จันทรโรทัย จากอธิบดีกรมประมง ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และให้ นายอดิศร พร้อมเทพ รองอธิบดีกรมประมง ขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมประมงแทน ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนั้น ยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนเพื่อเร่งรัดการแก้ไขการทำประมง IUU ได้ดีขึ้น
จังหวัดระยอง เปิดศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย-ค้ามนุษย์ ตามนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ เมื่อเดือนพ.ค. 2558 ศปมผ. ได้ให้กรมเจ้าท่า ตรวจสอบจำนวนเรือประมงในระบบทั้งหมด พบว่า มีเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ประมาณ 49,860 ลำ เกิดปัญหาการทำประมงเกินขนาด จำเป็นต้องลดจำนวนเรือประมงลง โดยเรือที่ขาดการต่ออายุจำนวน 7,000 กว่าลำ ต้องถอนใบอนุญาตและเอาออกจากระบบ จากนั้นก็มีการออกคำสั่งโดยใช้ม. 44 แก้ไขปัญหาอีกหลายครั้ง พร้อมกับการสำรวจทะเบียนเรือใหม่

ต่อมา ในช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2558 ศปมผ. รายงานพบเรือประมงที่ขึ้นทะเบียน 11,700 ลำ ส่วนอีก 8,024 ลำ ไม่พบ ซึ่งส่วนนี้กรมเจ้าท่าได้รับคำสั่งต้องถอนใบอนุญาตทั้งหมด กระทั่งเกิดการร้องเรียนจากเรือประมงที่ตกสำรวจเพราะมัวออกทะเลหาปลา จนเกิดการร้องเรียนและมีมาตรการเยียวยาด้วยการยื่นอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบใหม่เมื่อต้นปี 2559

จากการสังคายนาขึ้นทะเบียนเรือมาเป็นระยะ ทำให้จำนวนเรือประมงลดลงเรื่อยๆ จากเกือบ 50,000 ลำ ลดลงเหลือ 38,704 ลำ เป็นเรือประมงพาณิชย์ 12,092 ลำ (ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป) นอกนั้นเป็นเรือประมงพื้นบ้าน โดยในจำนวนเรือพาณิชย์ มีเพียง 10,991 ลำที่มีอาชญาบัตรและจดทะเบียนถูกต้องจากกรมเจ้าท่า ที่เหลือพันกว่าลำไม่มีอาชญาบัตร กรมเจ้าท่าจึงให้แจ้งจุดจอดและทำการตรึงพังงา หรือล็อกพวงมาลัยพร้อมทำเครื่องหมายไว้ห้ามนำเรือออกทำประมงและนำไปสู่มาตรการรัฐบาลรับซื้อเรือ

ปัจจุบันจำนวนเรือประมงไทย (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2561) มีจำนวน 3.76 หมื่นลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน จำนวน 2.7 หมื่นลำ เรือประมงพาณิชย์ที่มาขอใบอนุญาตทำการประมง 1.06 หมื่นลำ

ต้องยอมรับว่า ประกาศิต“บิ๊กตู่” ล้างประมงเถื่อน เซ่นใบเหลืองอียู เห็นผลสำเร็จจนอียูปลดธงเหลือง ชักธงเขียวขึ้นแทนแล้ว ส่วนความคาดหวังของอียูต่อไทยในฐานะเจ้าภาพอาเซียนในปี 2562 จะเป็นผู้นำในการปฏิรูปประมงในภูมิภาคนี้ได้สำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...