xs
xsm
sm
md
lg

บอกแล้วไงอย่าเพิ่งเฮ! กฎหมายคลายล็อก”กัญชา” กำลังถูกรุมทึ้ง/ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

หลังจากที่ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 แล้วนั้น ประเด็นสำคัญความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการผูกขาดเอาไว้กับรัฐให้มากที่สุด แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับการเรียกร้องและแรงกดดันของภาคประชาชนที่ต้องการไม่ให้เกิดการผูกขาดในเรื่องกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เช่นกัน

ฝ่ายอำนาจรัฐใช้เหตุผลว่าเพราะกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ดังนั้นจะต้องมีการควบคุมโดยรัฐเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปเพาะปลูก ผลิต จำหน่ายอย่างผิดวัตถุประสงค์ และการผูกขาดเอาไว้กับรัฐเท่านั้นคือหลักประกันว่าจะไม่มีใครสามารถนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้

แต่ข้ออ้างดังกล่าวข้างต้นก็จะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อให้รัฐใช้ดุลพินิจในการเลือกพันธุ์กัญชา ผู้เพาะปลูกกัญชา วิธีการสกัด การนำเข้ากัญชาและสารสกัดกัญชา รวมไปถึงการร่วมทุนต่อไปในอนาคตได้โดยไม่ต้องมีคู่แข่งทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติการณ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์รับคำขอการและประกาศโฆษณาคำขอการจดสิทธิบัตรกัญชาเอาไว้ดักหน้าก่อนที่ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่จะมีการประกาศบังคับใช้

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือประชาชนก็จะเดือดร้อนจากกัญชาที่จะมีราคาแพงอีกทั้งไม่มีคู่แข่งในด้านคุณภาพด้วย และเมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีกลุ่มทุนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์าจากการผูกขาดกัญชากลายเป็นเจ้าภาพคอยที่จะกวาดล้างผู้ที่แอบใช้กัญชาใต้ดินเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ของตัวเองและคนในครอบครัว

ด้วยเหตุผลนี้เอง ภาคประชาชนเรียกร้องให้ผู้ป่วย (ภายใต้ใบรับรองของแพทย์)สามารถเพาะปลูกเพื่อพึ่งพาตัวเองได้ ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านสามารถขึ้นทะเบียนเพาะปลูกเพื่อปรุงยาตามภูมิปัญญาของชาติได้ และให้เกษตรกรสามารถขึ้นทะเบียนเพาะปลูกกัญชาตามความต้องการของสถานประกอบการทางการแพทย์และเภสัชกรรมที่ได้รับอนุญาต เพราะภาคประชาชนก็ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีการผูกขาดที่จะทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนในเรื่องการใช้ประโยชน์กัญชาในทางการแพทย์

ในที่สุดก็ปรากฏความต้องการของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ใส่ในเรื่องเงื่อนไข “รัฐขอผูกขาดธุรกิจกัญชา 5 ปี” ในเรื่องการเพาะปลูก การผลิต การนำเข้า และการส่งออก นับตั้งแต่ พรบ.ยาเสพติดให้โทษบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษก็ไม่ได้ปิดโอกาสเสียทีเดียว เพราะได้เปิดช่องเล็กๆ ให้เอกชนสามารถร่วมกับรัฐได้ ถ้าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน สถาบันอุดมศึกษา วิสาหกิจของกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันตามกฎหมาย โดยไม่ได้กำหนดว่ารัฐต้องดำเนินการในสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างไร

แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติที่เอกชนจะร่วมกับรัฐได้ ด้วยกฎกระทรวง ระเบียบ หรือการใช้ดุลพินิจของคณะบุคคล แต่ร่างแก้ไข พรบ.ยาเสพติดให้โทษยังเปิดช่องภาคประชาชนไปหาทางต่อสู้ ต่อรอง กับอำนาจรัฐฝ่ายการเมืองในวันนี้และในวันหน้าได้ ไม่ถึงกับสิ้นหนทางตั้งแต่ชั้นพระราชบัญญัติเสียทีเดียว

วันที่ 14 ธันวาคม 2561 ภาคประชาชนเรียกร้องต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พรบ.ยาเสพติดให้โทษ ไม่เป็นผลสำเร็จ กรณีขอให้ผู้ป่วยที่ใบรับรองแพทย์สามารถเพาะปลูกเพื่อดูแลตัวเองได้ เพราะรัฐบาลขีดเส้นเอาไว้ว่าไม่สามารถให้ทำเช่นนั้นได้

แต่ในวันเดียวกันนั้นภาคประชาสังคมเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน และนายกสภาการแพทย์แผนไทย ได้เรียกร้องให้กรรมาธิการฯว่า การกำหนดการเพาะปลูกว่าเอกชนจะต้องร่วมกับรัฐนั้น ไม่สอดคล้องกับวิถีทางของการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน เพราะคนเหล่านี้อาจต้องปลูกเพื่อปรุงยาเอง ตามเวลา ฤดูกาล และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน เพราะวิถีทางการแพทย์แผนไทยนั้นนอกจากจะมีสภาวิชาชีพตามกฎหมายของกลุ่มตัวเองแล้ว ยังมีวิธีการทำยาซึ่งถูกคุ้มครองโดย พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 อีกด้วย ซึ่งนายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการฯในขณะนั้นก็รับปากว่าจะนำไปหารือและพิจารณา

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่จะมีความรู้ในการใช้กัญชาอย่างลึกซึ้งนั้นไม่ใช่หมอคนไหนที่มีใบประกอบวิชาชีพอะไร เพราะกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงไม่มีใครรู้จริง ยกเว้น “หมอพื้นบ้าน”ที่อาจจะสืบทอดมรดกภูมิปัญญาการใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้

ผลปรากฏว่าในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ทางคณะกรรมาธิการฯยอมตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชนเพิ่มเติมอีกว่าในกรณีเป็นผู้ประกอบการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน ใน 5 ปีนี้ไม่ต้องถูกบังคับให้ร่วมกับรัฐ แต่สามารถเพาะปลูก ผลิต เพื่อการปรุงยาสำหรับคนไข้ของตนเองได้
ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสำคัญเพราะเป็นการแสดงความจริงใจว่ากรรมาธิการฯ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งนำโดยนายสมชาย แสวงการ ไม่ได้มีความต้องการทำให้เกิดการผูกขาดอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศใน 5 ปีนี้ ผ่านการคลายล็อกกัญชาให้กับแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน

แต่การเพิ่มสาระดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงเท่ากับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะอาจทำให้คนบางกลุ่มที่อยากแสวงหาผลประโยชน์จากการที่รัฐต้องผูกขาดนั้นต้องผิดหวัง เพราะมีแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน เป็นตัวเปรียบเทียบทั้งคุณภาพ ราคา และความปลอดภัย จึงเกิดขบวนการต่อต้านและทำลายผลของ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับ 44 สนช. เพื่อทำให้ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านเพื่อไม่ให้สามารถนำกัญชามาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติได้

ด้านที่หนึ่ง คือ “สิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ” ดักรอพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษอยู่ข้างหน้า

ด้านที่สอง “ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด”ที่จะลดทอนยกเลิกผลของ พรบ.ยาเสพติดให้โทษ วิ่งไล่ตามหลัง

ด้านที่สาม “กฎและระเบียบกระทรวง” ล้อมรั้วกั้นเอาไว้อีกหนึ่งชั้น ให้เพาะปลูกในโรงปิด ด้วยมาตรฐานสูงเทียบชั้นต่างประเทศ เพื่อทำให้ผู้ที่จะดำเนินการได้มีแต่กลุ่มทุนใหญ่เป็นหลัก

ด้านที่สี่ “ดุลพินิจของบุคคล” เป็นอุปสรรคด่านสุดท้ายที่ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้อำนาจไปในทางใด ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการวิ่งเต้นได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างแก้ไข “ประมวลกฎหมายยาเสพติด”นั้นได้ร่างออกมาโดยไม่ฟังเสียงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากร่างแก้ไข “พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ” ที่กำหนดให้ในช่วงเวลา 5 ปีนับจากที่กฎหมายบังคับใช้ ให้เอกชนซึ่งเป็นผู้มีใบประกอบวิชาชีพ แพทย์แผนปัจจุบัน ทันตแพทย์ สถาบันอุดมศึกษา วิสาหกิจของกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันตามกฎหมายสามารถยื่นคำขอร่วมกับรัฐได้ แต่ ร่างแก้ไข “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” กลับตัดทิ้งออกไปทั้งหมด คงเหลือแต่รัฐจะขอผูกขาดเจ้าเดียว 5 ปีนับจากนี้

นอกจากนั้นจากเดิมที่ร่างแก้ไข “พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ” กำหนดคลายล็อก 5 ปี ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านสามารถเพาะปลูก ผลิต เพื่อปรุงยาสำหรับคนไข้ของตนเองได้โดยไม่ต้องร่วมกับภาครัฐ แต่ใน “ประมวลกฎหมายยาเสพติด”กลับกำหนดให้รัฐเป็นฝ่ายยื่นคำขอให้ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้านร่วมกับรัฐได้ แต่รัฐต้องเป็นผู้ดำเนินการเกิน 50%

คำถามที่ตามมาก็คือ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยเฉพาะหมอพื้นบ้านคนไหนและกี่คนที่รัฐจะเป็นฝ่ายเลือกให้ร่วมกับรัฐได้ โดยที่รัฐต้องเป็นฝ่ายดำเนินการเองเกิน 50%

และอีกคำถามหนึ่งที่ว่า แทนที่จะใช้สภาการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมายในการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชชาชีพการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน แต่กลับให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษซึ่งเต็มไปด้วยข้าราชการและหมอแผนปัจจุบันเกือบทั้งหมด มีความขัดแย้งทางวิชชาชีพตามธรรมชาติ และไม่ได้เข้าใจการแพทย์แผนไทย มาเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและวิธีการให้แพทย์แผนไทย ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการกีดกั้นแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน ไม่ให้สามารถใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ตามภูมิปัญญของชาติได้ในทางปฏิบัติใช่หรือไม่?

เฉพาะ 2 คำถามข้างต้นก็ย่อมเล็งผลเห็นแล้วว่า นี่คือการเขียนกฎหมายประมวลกฎหมายยาเสพติดในเรื่องการแพทย์แผนไทยเป็น “พิธี”เท่านั้น แต่แฝงด้วยเนื้อหาการกีดกัน การแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ใช่หรือไม่?

ประชาชนในวันนี้ไม่ได้โง่ ดังนั้นหากไม่ฟังเสียงอันแท้ของประชาชน ไม่แก้ไขในเรื่องกัญชาเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นการทั่วไป และเห็นแก่ประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กีดกั้นการแพทย์แผนไทย ก็ขอให้ประชาชนได้สั่งสอนคนเหล่านี้ อย่าได้เลือกบุคคลเหล่านี้ให้กลับมาบริหารประเทศอีกในวันเลือกตั้ง

ด้วยความปรารถนาดี

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต


กำลังโหลดความคิดเห็น...